ยืนเขย่งปลายเท้าไม่ขึ้นเหมือนเดิม ส้นรองเท้าด้านในสึกเร็วผิดปกติ ตาตุ่มด้านในบวม กดแล้วเจ็บ
ลุงสมาน อายุ 84 ปี เคยเดินส่งหลานหน้าปากซอยทุกเช้า หลัง ๆ เดินได้ไม่ถึงร้อยเมตรก็ต้องนั่งพัก อุ้งเท้าที่เคยมีก็ดูแบนลงทุกที ลูกชวนไปหาหมอ แต่ลุงคิดว่าแก่แล้วคงเป็นเรื่องธรรมดา ขอทนไปก่อน
แต่เท้าที่ค่อย ๆ แบนลงในผู้สูงอายุ ไม่ใช่เรื่องของวัยเสมอไป บางครั้งมันคือเอ็นเส้นหนึ่งที่กำลังส่งสัญญาณ และยังแก้ได้ถ้ารู้ทัน
เท้าที่แบนลงเรื่อย ๆ อาจไม่ใช่เรื่องของวัย แต่เป็นเอ็นเส้นหนึ่งที่อ่อนแรง
หลายคนคิดว่า "เท้าแบน" เป็นมาตั้งแต่เกิด แล้วก็อยู่กับมันไปทั้งชีวิต
แต่มีเท้าแบนอีกแบบหนึ่งที่ "เกิดขึ้นทีหลัง" ทั้งที่ตอนหนุ่มสาวอุ้งเท้าเคยสูงปกติ แล้วค่อย ๆ ยุบลงเมื่ออายุมากขึ้น แบบนี้ไม่ใช่เรื่องของกระดูก แต่เป็นเรื่องของ "เอ็น" เส้นหนึ่งที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตจนเริ่มเสื่อม
เรื่องนี้สำคัญ เพราะถ้าจับได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หลายคนดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ถ้าปล่อยไว้จนเท้าแบนแข็งติด การแก้ไขจะยากขึ้นมาก
[1] ลุงสมานเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเดินตลาดได้สบาย ๆ ทั้งเช้า
ช่วงหลังเริ่มปวดตึงด้านในข้อเท้าใต้ตาตุ่ม เดินได้ไม่นานก็ล้า พอลองยืนเขย่งปลายเท้าข้างที่ปวด กลับยกส้นไม่ค่อยขึ้น แถมเวลามองจากด้านหลัง ส้นเท้าดูเอียงออกด้านนอก และนิ้วเท้าโผล่ออกมาให้เห็นมากกว่าข้างปกติ
ลุงไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้มาจากเอ็นเส้นเดียว
[2] ย้อนกลับไป เท้าของลุงเคยทำงานได้ครบทุกอย่าง เดิน ยืน เขย่ง ขึ้นบันได ไม่เคยต้องคิด
วันหนึ่งเริ่มมีอาการปวดตึงด้านในข้อเท้า ตอนแรกเป็น ๆ หาย ๆ ลุงนึกว่าเดินเยอะไปเอง พักแล้วก็ดีขึ้น
แต่อาการกลับมาถี่ขึ้น บวมชัดขึ้น เดินได้สั้นลง จากเคยเดินส่งหลานทั้งซอย เหลือแค่หน้าบ้าน ลุงเริ่มเลี่ยงการเดิน เลี่ยงการออกไปไหน เพราะกลัวปวดและกลัวล้ม
จนวันที่ลูกสังเกตเห็นว่าอุ้งเท้าพ่อแบนลงผิดตา และชวนมาตรวจ เรื่องราวจึงเริ่มคลี่ออก
[3] หลายคนไม่รู้ว่าใต้ฝ่าเท้าและด้านในข้อเท้าของเรา มีเอ็นเส้นสำคัญซ่อนอยู่ ชื่อว่า "เอ็นกล้ามเนื้อหลังแข้ง" (posterior tibial tendon)
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าอุ้งเท้าเราเหมือนสะพานโค้ง ที่ต้องมีสายเคเบิลคอยดึงรั้งไว้ไม่ให้สะพานยุบลง เอ็นเส้นนี้แหละคือสายเคเบิลเส้นหลักที่คอยพยุงอุ้งเท้าไว้ทุกก้าวที่เราเดิน
ทำไมถึงเกิดปัญหา เพราะเอ็นเส้นนี้ทำงานหนักมากทุกวันตลอดชีวิต พอใช้งานสะสมหลายสิบปี บวกกับเลือดที่มาเลี้ยงเอ็นช่วงหนึ่งค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว เนื้อเอ็นจึงค่อย ๆ เสื่อม เหนียวน้อยลง และอ่อนแรงลง
มันเกิดทีละขั้นแบบนี้ เริ่มจากเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ บวม มีน้ำคั่งรอบเอ็น ทำให้ปวดและบวมด้านในข้อเท้า ขั้นต่อมาเนื้อเอ็นเริ่มเสื่อมเป็นเส้นใยที่ไม่แข็งแรง เหมือนเชือกที่เริ่มเปื่อยทีละเส้น พอเอ็นอ่อนแรงลง "สายเคเบิล" ก็ดึงอุ้งเท้าไม่ไหว อุ้งเท้าจึงค่อย ๆ ยุบลงจนแบน
และนี่คือเหตุผลที่อาการเป็นแบบที่เห็น ตอนเอ็นยังแค่อักเสบจะปวดบวมด้านใน แต่พอเอ็นอ่อนแรงจนยกอุ้งเท้าไม่ไหว ส้นเท้าจึงเอียงออกด้านนอก นิ้วเท้าบานออก และยืนเขย่งปลายเท้าไม่ขึ้น เพราะกล้ามเนื้อที่ควรยกส้นไม่มีแรงดึงอีกต่อไป
[4] ภาวะนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า "ภาวะเอ็นกล้ามเนื้อหลังแข้งทำงานบกพร่อง" (posterior tibial tendon dysfunction) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของเท้าแบนที่เกิดขึ้นภายหลังในผู้ใหญ่
สาเหตุหลักคือความเสื่อมของเนื้อเอ็นตามการใช้งานและตามวัย ร่วมกับการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็น
อาการที่พบ มีดังนี้
-
ปวดและบวมด้านในข้อเท้า ใต้ตาตุ่มด้านในลงมาถึงกลางเท้า
-
เดินหรือยืนนาน ๆ แล้วล้าและปวดมากขึ้น
-
อุ้งเท้าค่อย ๆ แบนลง เมื่อเทียบกับอีกข้าง
-
ยืนเขย่งปลายเท้าข้างที่เป็นได้ไม่ดีหรือยกส้นไม่ขึ้น
-
มองจากด้านหลัง ส้นเท้าเอียงออกด้านนอก และเห็นนิ้วเท้าโผล่ด้านนอกมากกว่าปกติ
[5] ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เอ็นเส้นนี้เสื่อมเร็วขึ้น
-
อายุที่มากขึ้น เนื้อเอ็นเสื่อมและซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง
-
น้ำหนักตัวมาก ทำให้เอ็นต้องรับภาระหนักขึ้นทุกก้าว
-
เคยบาดเจ็บหรือใช้งานข้อเท้าหนักสะสมมานาน
-
โรคข้ออักเสบบางชนิด ที่ทำให้ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบง่าย
-
เคยได้รับยาบางชนิดที่มีผลต่อความแข็งแรงของเอ็น
[6] การวินิจฉัยทำเป็นขั้นตอน ไม่ได้เดาจากอาการอย่างเดียว
ขั้นแรกคือ "ซักประวัติ" ว่าปวดตรงไหน ปวดมานานแค่ไหน เดินได้ไกลแค่ไหน อุ้งเท้าเปลี่ยนไปหรือไม่
ขั้นที่สองคือ "ตรวจร่างกาย" หมอจะดูแนวส้นเท้าจากด้านหลัง ให้ลองยืนเขย่งปลายเท้าทีละข้าง กดตามแนวเอ็นด้านในเพื่อหาจุดเจ็บและบวม และประเมินว่าเท้ายังขยับได้ยืดหยุ่นดี หรือเริ่มแข็งติดแล้ว ซึ่งจุดนี้สำคัญมากต่อการเลือกวิธีรักษา
ขั้นที่สามคือ "อัลตราซาวด์" (ultrasound) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เห็นเอ็นได้ละเอียด ดูได้ว่าเอ็นหนาขึ้น มีน้ำคั่งรอบเอ็น มีรอยฉีกหรือเสื่อมตรงไหน และดูได้แบบเคลื่อนไหวขณะขยับเท้า ข้อดีคือไม่เจ็บ ไม่มีรังสี และทำได้เลยในห้องตรวจ
ในบางราย อาจต้องใช้ "เอกซเรย์แบบยืนลงน้ำหนัก" เพื่อดูแนวกระดูกและความรุนแรงของเท้าแบน หรือใช้ "เอ็มอาร์ไอ" (MRI) เมื่อต้องการรายละเอียดของเอ็นและข้อก่อนวางแผนผ่าตัด
[7] ข่าวดีคือ ถ้าจับได้ในระยะที่เท้ายังยืดหยุ่นได้ดี ผู้ป่วยจำนวนมากดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
ลุงสมานเริ่มจากการลดการเดินที่ทำให้ปวด ใช้แผ่นรองในรองเท้าที่ช่วยพยุงอุ้งเท้า เพื่อแบ่งเบาภาระไม่ให้เอ็นต้องดึงรั้งคนเดียว เมื่ออาการเจ็บลดลง จึงเริ่มฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงอุ้งเท้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปกับนักกายภาพ จนเดินได้ไกลขึ้นและมั่นใจขึ้น
แนวทางดูแลจากเบาไปหนัก มีดังนี้
-
ปรับกิจกรรม ลดการลงน้ำหนักที่ทำให้ปวด และคุมน้ำหนักตัว
-
ใช้แผ่นรองเท้าเสริมอุ้งเท้า หรืออุปกรณ์พยุงข้อเท้า ในรายที่เท้าเริ่มแบน
-
ทำกายภาพบำบัด เน้นการฝึกกล้ามเนื้อแบบเฉพาะที่ช่วยให้เอ็นแข็งแรงขึ้น
-
ใช้ยาลดปวดลดอักเสบเป็นช่วง ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ
-
ในบางราย อาจพิจารณาฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุดภายใต้อัลตราซาวด์ เพื่อให้ตรงตำแหน่งและปลอดภัยขึ้น
-
หากเท้าแบนแข็งติด หรือรักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น จึงพิจารณาการผ่าตัดแก้ไข
การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อหายปวด แต่เพื่อให้ยังเดินไปในที่ที่อยากไป และอยู่กับคนที่รักได้อย่างที่ตั้งใจ
[8] แล้วภาวะนี้หายไหม นานแค่ไหน
ในระยะที่เอ็นยังแค่อักเสบหรือเริ่มเสื่อมและเท้ายังยืดหยุ่นดี การดูแลแบบไม่ผ่าตัดได้ผลดีในผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอเป็นหลักเดือน ไม่ใช่หายในไม่กี่วัน
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ เอ็นที่เสื่อมแล้วมักไม่กลับไปเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ เป้าหมายของการรักษาคือหยุดไม่ให้แย่ลง ลดปวด และรักษาการใช้งานเท้าไว้ให้ดีที่สุด ส่วนรายที่ปล่อยจนเท้าแบนแข็งติด มักต้องใช้การผ่าตัดเข้าช่วย
[9] ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล จะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเอ็นอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ อุ้งเท้าจะยุบลงมากขึ้น จากเท้าแบนที่ยังดัดกลับได้ กลายเป็นเท้าแบนแข็งที่ขยับไม่ได้ น้ำหนักตัวจะลงผิดตำแหน่ง ทำให้ข้อต่อรอบ ๆ เท้าและข้อเท้าเสื่อมตามมา และในระยะท้าย อาจมีอาการปวดด้านนอกข้อเท้าจากกระดูกชนกัน
ผลคือเดินได้สั้นลง ทรงตัวยากขึ้น และการแก้ไขในระยะนั้นมักต้องผ่าตัดที่ใหญ่ขึ้น นี่คือเหตุผลที่การรู้ทันแต่เนิ่น ๆ จึงมีค่ามาก
[10] วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้ลุกลาม
-
คุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เพื่อลดภาระที่กดลงบนเอ็นทุกก้าว
-
เลือกรองเท้าที่รองรับอุ้งเท้าดีและส้นมั่นคง หลีกเลี่ยงรองเท้าพื้นแบนแข็ง
-
บริหารกล้ามเนื้อขาและเท้าสม่ำเสมอ เพื่อช่วยพยุงอุ้งเท้า
-
สังเกตเท้าทั้งสองข้างเป็นระยะ ถ้าข้างหนึ่งเริ่มแบนหรือบวมผิดปกติ ให้รีบตรวจ
-
คนที่ดูแลเท้าและกระดูกตั้งแต่วันนี้ คือคนที่มองการณ์ไกล ไม่ต้องรอให้เดินไม่ไหวก่อนจึงค่อยใส่ใจ
[11] คำถามที่พบบ่อย
- เท้าแบนตอนนี้ ผ่าตัดเลยดีไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าเท้ายังยืดหยุ่นดีและจับได้ในระยะต้น การดูแลแบบไม่ผ่าตัดมักเป็นทางเลือกแรก การผ่าตัดมักพิจารณาเมื่อเท้าแบนแข็งติด หรือรักษาแบบอื่นแล้วไม่ได้ผล
- อายุมากแล้ว ยังดูแลได้ไหม
ได้ อายุไม่ใช่ข้อห้าม การดูแลด้วยแผ่นรองเท้า กายภาพ และการปรับกิจกรรม เหมาะกับผู้สูงอายุ และมักช่วยให้เดินได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด
- ใส่แผ่นรองเท้าแล้วต้องใส่ไปตลอดเลยหรือ
ในหลายราย แผ่นรองเท้าช่วยพยุงอุ้งเท้าและลดอาการระหว่างที่ฝึกกล้ามเนื้อ บางคนใช้ต่อเนื่องเพื่อคุมอาการ ขึ้นกับระยะของโรคและการตอบสนอง ควรให้แพทย์ประเมินเป็นราย ๆ
- สองข้างเป็นพร้อมกันได้ไหม
ได้ บางคนเป็นข้างเดียว บางคนเป็นทั้งสองข้าง การตรวจเทียบสองข้างจึงสำคัญ
[12] สรุปสิ่งที่อยากให้จำ
-
เท้าที่ค่อย ๆ แบนลงเมื่ออายุมาก อาจมาจากเอ็นหลังแข้งที่เสื่อมและอ่อนแรง ไม่ใช่แค่เรื่องของวัย
-
อาการเตือนคือ ปวดบวมด้านในข้อเท้า เดินล้าเร็ว ยืนเขย่งไม่ขึ้น และส้นเท้าเอียงออก
-
อัลตราซาวด์ช่วยเห็นเอ็นได้ละเอียด รู้ระยะของโรค และวางแผนรักษาได้ตรงจุด
-
ถ้าจับได้ตั้งแต่เท้ายังยืดหยุ่นดี ส่วนใหญ่ดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
-
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ และการดูแลเท้าให้แข็งแรงวันนี้ ก็เพื่อให้ยังเดินไปหาคนที่รักได้อย่างมั่นใจ
บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยรายบุคคลได้ หากมีอาการปวดบวมด้านในข้อเท้าหรือสังเกตว่าเท้าแบนลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและวางแผนการดูแลที่เหมาะกับคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ — ธนินนิตย์คลินิก Line ID @doctorkeng / โทร 081-5303666
#เท้าแบน #ปวดข้อเท้า #เอ็นหลังแข้ง #ปวดเท้า #อุ้งเท้าแบน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #อัลตราซาวด์ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #สุขภาพเท้า #ผู้สูงอายุ #กระดูกและข้อ
คำถามที่พบบ่อย
Q: อาการเท้าแบนที่เกิดขึ้นตอนแก่ เกิดจากอะไรคะ?
A: อาการเท้าแบนที่เกิดขึ้นภายหลังในผู้ใหญ่ มักเกิดจากเอ็นกล้ามเนื้อหลังแข้งที่อ่อนแรงลงจากการใช้งานสะสมมานานค่ะ
Q: ถ้ามีอาการปวดบวมด้านในข้อเท้า จะเป็นอันตรายไหมคะ?
A: อาการปวดบวมด้านในข้อเท้า อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะเอ็นกล้ามเนื้อหลังแข้งทำงานบกพร่องค่ะ
Q: การยืนเขย่งปลายเท้าไม่ขึ้น เกี่ยวข้องกับเท้าแบนไหมคะ?
A: การยืนเขย่งปลายเท้าไม่ขึ้น อาจเป็นอาการที่บ่งชี้ว่าเอ็นกล้ามเนื้อหลังแข้งอ่อนแรง จนไม่สามารถพยุงอุ้งเท้าได้ค่ะ
Q: ถ้าปล่อยให้อาการเท้าแบนเป็นนานๆ จะมีผลเสียอย่างไรบ้างคะ?
A: หากปล่อยทิ้งไว้จนเท้าแบนแข็งติด การแก้ไขอาจทำได้ยากขึ้น และอาจส่งผลต่อการเดินและการทรงตัวได้ค่ะ
Q: มีวิธีรักษาอาการเท้าแบนที่เกิดจากเอ็นอ่อนแรงไหมคะ?
A: ในหลายกรณี สามารถดูแลรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการค่ะ
เอกสารอ้างอิง
[1] Ling SK, Lui TH. Posterior Tibial Tendon Dysfunction: An Overview. The Open Orthopaedics Journal. 2017. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28979585/
[2] Flores DV, et al. Adult Acquired Flatfoot Deformity: Anatomy, Biomechanics, Staging, and Imaging Findings. Radiographics: A Review Publication of the Radiological Society of North America, Inc. 2019. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31498747/
[3] Kulig K, et al. Nonsurgical Management of Posterior Tibial Tendon Dysfunction with Orthoses and Resistive Exercise: A Randomized Controlled Trial. Physical Therapy. 2009. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/19022863/

