หลายคนคิดว่าเท้าแบนเป็นเรื่องที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

แต่ถ้าอุ้งเท้าของคุณ "เพิ่งแบนลง" ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา — นั่นคือคนละเรื่องกันเลย

เท้าแบนในผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นทีหลัง มักมีสาเหตุที่ชัดเจน และส่วนใหญ่รักษาได้ถ้าเจอในระยะที่ใช่


สัญญาณจากเอ็นที่หลายคนมองว่าแค่ "แก่แล้วเป็น"


ทำไมอุ้งเท้าที่ดีมาตลอดถึงเริ่มแบนในวัย 40-50 — คำตอบที่หลายคนไม่รู้


คุณป้าวัย 52 ปีมาพบผมด้วยคำพูดว่า "ปวดข้างในตาตุ่มมาปีกว่าแล้ว คิดว่าแก่แล้วก็เป็น"

ก่อนหน้านี้เธอเดินออกกำลังกายได้ทุกเช้า ทำงานบ้าน ขึ้นบันได — ทำได้ทุกอย่าง

จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอสังเกตว่ารองเท้าข้างซ้ายสึกผิดปกติ เดินแล้วเมื่อยเร็วขึ้นทุกปี

เพราะเหตุนั้น เธอจึงเริ่มเลี่ยงการเดินไกล เลี่ยงออกกำลังกาย ชีวิตที่เคยทำได้ทุกอย่างเริ่มแคบลงทีละน้อย

จนในที่สุด เมื่อปวดมากจนเดินขึ้นบันไดลำบาก เธอจึงมาพบแพทย์

ผมพบว่าเอ็นหลังตาตุ่มของเธออ่อนแรงลงมากแล้ว แต่ยังอยู่ในระยะที่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

บทความนี้จะอธิบายว่าเท้าแบนในผู้ใหญ่เกิดจากอะไร ระยะไหนรักษาได้โดยไม่ผ่าตัด และเมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือทางเลือกที่ถูกต้อง

อุ้งเท้าแบนลงได้อย่างไร?

ลองนึกภาพว่าอุ้งเท้ามีเหมือน "สะพานโค้ง" ที่ต้องการทั้งโครงสร้าง (กระดูก) และเส้นลวด (เอ็น) คอยดึงให้โค้งอยู่

เอ็นที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่งอยู่ด้านหลังตาตุ่มด้านใน ทำหน้าที่ดึงอุ้งเท้าให้โค้งและช่วยล็อกข้อเท้าขณะเดินก้าวเดินแต่ละครั้ง หากไม่มีเอ็นเส้นนี้ อุ้งเท้าจะค่อยๆ ยุบลงตามน้ำหนักตัว

เมื่ออายุมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่ม หรือยืนเดินบนพื้นแข็งซ้ำๆ เป็นเวลานาน — เอ็นเส้นนี้จะเริ่มอักเสบ จากนั้นค่อยๆ ยืดยาวออกและอ่อนแรงลงทีละน้อย เหมือนยางรัดที่ใช้มานาน ยังดึงอยู่แต่ไม่แน่นเหมือนเดิม

เมื่อเอ็นนี้อ่อนแรงลง อุ้งเท้าจะค่อยๆ ยุบ เท้าเริ่มแบน ส้นเท้าบิดออก และนิ้วเท้าชี้ไปด้านข้างมากกว่าเดิม

ในระยะแรก ร่างกายยังพอชดเชยได้ แต่ถ้าปล่อยนานเข้า เนื้อเยื่อรอบข้างจะพังตาม และกระดูกจะค่อยๆ เคลื่อนไปในตำแหน่งที่ผิด จนถึงจุดที่ดัดกลับไม่ได้อีก

นั่นคือเหตุผลที่ "เวลา" มีความสำคัญมากกับโรคนี้

โรคนี้คืออะไร เกิดจากอะไร และมีอาการอย่างไร?

เท้าแบนในผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นทีหลัง มีชื่อทางการแพทย์ว่า Posterior Tibial Tendon Dysfunction หรือ PTTD เป็นสาเหตุหลักอันดับหนึ่งของเท้าแบนที่เกิดในวัยผู้ใหญ่ มักพบในผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป

โรคนี้เกิดจากเอ็นหลังตาตุ่มด้านในรับภาระมากเกินไปเรื้อรัง จนเกิดการอักเสบ ยืดตัว และอ่อนแรง บางรายเกิดจากการบาดเจ็บฉับพลัน แต่ส่วนมากสะสมระยะยาวโดยไม่รู้ตัว

อาการที่พบบ่อย:

• ปวดและบวมข้างในตาตุ่ม โดยเฉพาะหลังเดินนานหรือยืนนาน

• อุ้งเท้าที่เคยโค้งเริ่มแบนลงเรื่อยๆ

• รองเท้าฝั่งที่มีอาการสึกผิดปกติทางด้านใน

• เดินแล้วรู้สึกเมื่อยเร็ว บางวันปวดมากจนต้องนั่งพัก

• มองจากด้านหลัง จะเห็นนิ้วเท้ายื่นออกด้านนอกมากกว่าปกติ

ใครเสี่ยงกว่าคนอื่น?

• น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน — เพิ่มภาระให้เอ็นหลายเท่า

• อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยใกล้หมดประจำเดือน

• ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง — เนื้อเยื่อยืดหยุ่นน้อยลง

• เคยบาดเจ็บบริเวณเท้าหรือข้อเท้ามาก่อน

• ยืนหรือเดินบนพื้นแข็งเป็นเวลานานเป็นประจำ

การวินิจฉัย — หมอดูอะไรบ้าง?

หมอจะเริ่มจากการซักประวัติว่าปวดตรงไหน เกิดขึ้นนานแค่ไหน เท้าเพิ่งแบนลงหรือเป็นมาตลอด จากนั้นตรวจร่างกาย โดยดูว่ายืนมองจากด้านหลังแล้วนิ้วเท้ายื่นออกมากเกินไปหรือไม่

การทดสอบง่ายๆ ที่ทำในห้องตรวจ คือการเขยงเท้าข้างเดียว 10 ครั้ง ถ้าทำยากหรือส้นเท้าไม่ยกสูงพอ นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าเอ็นอ่อนแรงมากแล้ว

การตรวจเพิ่มเติม:

เริ่มจากอัลตราซาวด์ซึ่งช่วยดูสภาพเอ็นว่าบวม อักเสบ หรือมีการฉีกขาดหรือไม่ เอกซเรย์แบบรับน้ำหนักบอกมุมของอุ้งเท้าและตำแหน่งกระดูก ส่วน MRI ใช้ในกรณีที่ต้องการรายละเอียดมากขึ้นหรืออาการซับซ้อน

แนวทางรักษา — เบาไปหนัก

โรคนี้มีระยะการดำเนินโรค 4 ระยะ การรักษาจึงขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะไหน

เป้าหมายหลักของผมคือช่วยให้คุณกลับมาเดินได้โดยไม่เจ็บ และดูแลให้โรคไม่ลุกลาม โดยเลือกวิธีที่น้อยที่สุดก่อนเสมอ

ระยะที่ 1 — เอ็นอักเสบ อุ้งเท้ายังปกติ: พักจากกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ ใส่รองเท้าที่รองรับอุ้งเท้าหรือ insole พิเศษ ทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมความแข็งแรง บางรายอาจต้องใส่เฝือกชั่วคราว ผลตอบสนองส่วนใหญ่ดีมากในระยะนี้

ระยะที่ 2 — เท้าแบนลงแต่ยังดัดกลับได้: ใส่อุปกรณ์พยุงเท้าแบบพิเศษที่ทำพิมพ์เฉพาะบุคคล เรียกว่า UCBL orthosis ร่วมกับกายภาพบำบัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองดีถ้าดูแลสม่ำเสมอ แต่ถ้าระยะสองลุกลามมาก — อาจพิจารณาผ่าตัดซ่อมแซม โดยย้ายเอ็นอีกเส้นมาทำหน้าที่แทนเส้นที่เสียไป พร้อมปรับกระดูกส้นเท้าให้กลับสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง

ระยะที่ 3-4 — เท้าแบนแข็ง ดัดกลับไม่ได้: นี่คือระยะที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง การผ่าตัดเชื่อมกระดูก 3 ข้อ จะล็อกเท้าให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ลดปวด และให้เดินได้โดยไม่เจ็บ ผลลัพธ์โดยรวมดีในด้านการลดปวดและคืนการใช้ชีวิต แม้ขอบเขตการเคลื่อนไหวบางส่วนจะลดลง

สิ่งสำคัญที่สุดคือ — การวินิจฉัยที่แม่นยำ คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องผ่า และเมื่อไหร่ยังรักษาได้โดยไม่ผ่าตัด

พยากรณ์โรค — รักษาหายไหม?

ถ้าเจอในระยะแรก (Stage I-II) และดูแลต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นมาก สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้

แต่โรคนี้ไม่หายขาดในแบบที่เอ็นกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม 100% จึงต้องดูแลต่อเนื่องและป้องกันอาการกลับ

ถ้าปล่อยให้ถึงระยะ 3-4 การผ่าตัดจะให้ผลดีในแง่ลดปวด แต่ขอบเขตการเคลื่อนไหวของเท้าจะลดลงบ้างในระยะยาว

ถ้าไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อเอ็นอ่อนแรงลงและเท้าแบนมากขึ้น แรงกดจะกระจายไปยังข้อรอบข้าง ทำให้ข้อเท้าและข้อต่างๆ ในเท้าสึกหรอตามมา

เมื่อถึงระยะ 3-4 การเปลี่ยนแปลงของกระดูกและข้อจะถาวร ต้องการการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่า และผลลัพธ์อาจไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็นหากรักษาตั้งแต่แรก

การเดินและยืนที่ผิดปกติอาจส่งผลต่อเข่า สะโพก และหลังในระยะยาวด้วย

วิธีป้องกัน

• รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

• เลือกรองเท้าที่รองรับอุ้งเท้า หลีกเลี่ยงรองเท้าส้นสูงหรือแบนราบติดพื้นตลอดเวลา

• หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินบนพื้นแข็งนานๆ โดยไม่มีรองรับ

• บริหารกล้ามเนื้อน่องและเท้าให้แข็งแรงเป็นประจำ

• หากปวดข้างในตาตุ่มเรื้อรัง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจ

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

ถาม: เท้าแบนแบบนี้หายได้เองไหม? ตอบ: ในระยะแรกที่อาการยังน้อย การพักและใส่ insole อาจช่วยลดอาการได้ แต่เอ็นที่เริ่มอ่อนแรงมักไม่กลับมาแข็งแรงเองโดยไม่รักษา การปล่อยทิ้งไว้ส่วนใหญ่ทำให้เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

ถาม: ต้องผ่าตัดทุกรายไหม? ตอบ: ไม่เสมอไป ผู้ป่วยในระยะแรกและระยะสองที่ไม่รุนแรงนัก อาจหายปวดและใช้ชีวิตได้ปกติด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด แต่ถ้าเท้าแบนแล้วดัดกลับไม่ได้ การผ่าตัดมักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ถาม: ใส่รองเท้า insole ทั่วไปใช้ได้ไหม? ตอบ: Insole ทั่วไปอาจช่วยลดอาการได้บ้างในระยะแรก แต่สำหรับผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงของเท้าชัดเจน อาจต้องการอุปกรณ์พยุงที่ทำพิมพ์เฉพาะบุคคลเพื่อผลที่ดีกว่า

ถาม: ผ่าตัดแล้วเดินได้ปกติไหม? ตอบ: ส่วนใหญ่เดินได้ดีขึ้นหลังผ่าตัดและฟื้นฟูครบถ้วน แต่ขอบเขตการเคลื่อนไหวในส่วนที่เชื่อมกระดูกอาจลดลงบ้าง ระยะฟื้นฟูอาจใช้เวลาหลายเดือนขึ้นกับชนิดการผ่าตัดและปัจจัยส่วนบุคคล

ถาม: โรคนี้กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม? ตอบ: ใช่ โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักตัวยังเกิน หรือไม่ดูแลต่อเนื่อง การติดตามผลและใส่ orthosis ต่อเนื่องจึงสำคัญมากในระยะยาว

แล้วเท้าของคุณล่ะครับ เคยสังเกตว่าอุ้งเท้าแบนลงกว่าแต่ก่อน หรือปวดข้างในตาตุ่มอยู่ไหม เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลย

สิ่งที่ควรจำจากเรื่องนี้:

• เท้าแบนที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องปกติตามอายุ — มีสาเหตุที่ตรวจและรักษาได้

• อาการปวดข้างในตาตุ่ม บวก เท้าแบนลงเรื่อยๆ คือสัญญาณที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

• ยิ่งเจอเร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาโดยไม่ผ่าตัด

• การทดสอบง่ายๆ คือเขยงเท้าข้างเดียว 10 ครั้ง — ถ้าทำยาก ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน

• มีทางเลือกการรักษาหลายระดับ ตั้งแต่ไม่ผ่าตัดไปจนถึงผ่าตัด ขึ้นอยู่กับระยะของโรค

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ครับ ผู้ป่วยหลายคนที่เดินแทบไม่ได้ในวันแรกที่มาพบ — สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเมื่อได้รับการดูแลที่ถูกต้องและทันเวลา ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อคนที่คุณรักครับ


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาวะเท้าแบนในผู้ใหญ่และเอ็นหลังตาตุ่มเสื่อม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666