หมอในห้องฉุกเฉินบันทึกว่า "เท้าเคล็ด" แต่สามเดือนต่อมา คนไข้เดินแทบไม่ได้
เพราะสิ่งที่ถูกมองข้ามอยู่ตรงกลางเท้า — และมันไม่ใช่แค่เท้าเคล็ด
การบาดเจ็บกลางเท้าที่ "เอกซเรย์ดูปกติ" แต่ไม่ได้ปกติจริง — สิ่งที่ควรรู้ก่อนที่จะสายเกินไป
ถ้าคุณเคยปวดกลางเท้าหลังจากล้ม เหยียบหน้าเท้า หรืออุบัติเหตุ แล้วหมอบอกว่า "เอกซเรย์ปกติ แค่เท้าเคล็ด" แต่อาการไม่ดีขึ้นสักที — เรื่องนี้อาจเกี่ยวกับคุณโดยตรง
หลายคนที่มาพบผมบอกว่าเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว อดทนอยู่หลายสัปดาห์ หลายเดือน โดยคิดว่ามันจะหายเอง จนกว่าจะรู้ว่ามีบางอย่างที่ถูกมองข้ามไปตั้งแต่ต้น
ผู้ชายวัย 35 ปีคนหนึ่ง เล่นฟุตซอลกับเพื่อนทุกสัปดาห์ วันนั้นเขาล้มลง เท้าพับหน้าเท้าแตะพื้นก่อน รู้สึกเจ็บวาบตรงกลางเท้าทันที
เขาไปห้องฉุกเฉิน ทำเอกซเรย์ หมอดูฟิล์มแล้วบอกว่า "กระดูกไม่หัก ไม่มีอะไรผิดปกติ" ให้ยาแก้ปวดกลับบ้าน
สองอาทิตย์ผ่านไป ยังเดินเจ็บอยู่ เดือนต่อมายังปวด เขาลองพักเท้า ลองแช่น้ำอุ่น ลองซื้อยาแก้อักเสบกิน แต่ไม่ดีขึ้น
จนกระทั่งวันที่เขามาพบผม ผมให้ทำเอกซเรย์ซ้ำ แต่คราวนี้ให้ "ยืนลงน้ำหนัก" ผลที่ได้ต่างไปอย่างสิ้นเชิง — มีช่องห่างระหว่างกระดูกที่ควรติดกันสนิท บ่งชี้ว่าเส้นเอ็นสำคัญตรงกลางเท้าขาดและข้อต่อไม่มั่นคง
ทำไมตรงกลางเท้าถึงสำคัญขนาดนี้?
ลองนึกภาพเท้าเป็นสะพานโค้ง ตรงกลางสะพานมี "หัวกุญแจ" ที่ค้ำโครงทั้งหมดเอาไว้ ถ้าหัวกุญแจหลุด สะพานทั้งหลังพัง
ตรงกลางเท้าของเรามีกลุ่มข้อต่อที่เชื่อมกระดูกฝ่าเท้ากับกระดูกกลางเท้าไว้ โดยมีเส้นเอ็นที่ชื่อว่า "Lisfranc" (ลิสแฟรงก์) ทำหน้าที่เป็นตัวยึดสำคัญ ชื่อนี้มาจากศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศสที่อธิบายการบาดเจ็บนี้ครั้งแรกในยุคนโปเลียน — ทหารที่ตกจากม้าแล้วเท้าติดค้างในโกลน
เมื่อเกิดแรงกดบนหน้าเท้าในขณะที่เท้าพับลง เส้นเอ็นนี้อาจขาด บางครั้งดึงกระดูกชิ้นเล็กๆ ออกมาด้วย ที่เรียกว่า "Fleck sign" — เศษกระดูกเล็กๆ ระหว่างฐานกระดูกฝ่าเท้าชิ้นที่หนึ่งและสอง
ปัญหาคือ เมื่อนอนแผ่ไม่มีน้ำหนักกด กระดูกอาจดูอยู่ในตำแหน่งปกติในเอกซเรย์ แต่พอลุกขึ้นยืน น้ำหนักตัวดึงให้กระดูกขยับออก และเห็นความผิดปกติได้ชัดเจน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการเอกซเรย์ธรรมดาในท่านอนถึงพลาดการบาดเจ็บนี้ได้
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
• คนที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ — โดยเฉพาะเมื่อเหยียบเบรกแรงในขณะชน • นักกีฬาที่ล้มในท่าที่หน้าเท้าแตะพื้นก่อน เช่น ฟุตบอล รักบี้ บาสเกตบอล • คนที่ตกจากที่สูงและลงเท้าในท่าพับ หรือพลาดขั้นบันได • การบาดเจ็บจากแรงน้อย เช่น เหยียบหลุมแล้วเท้าพับ ก็เกิดได้เช่นกัน
จะรู้ได้อย่างไรว่าอาจไม่ใช่แค่เท้าเคล็ด?
แพทย์จะตรวจหาสัญญาณสำคัญ โดยเฉพาะ รอยช้ำสีม่วงใต้ฝ่าเท้า — สัญญาณนี้บ่งชี้ได้ชัดว่ามีการบาดเจ็บของเส้นเอ็นกลางเท้า ไม่ใช่แค่เคล็ดธรรมดา
จากนั้นทำ "เอกซเรย์แบบยืนลงน้ำหนัก" เปรียบเทียบสองเท้า ดูช่องว่างระหว่างกระดูกฝ่าเท้าชิ้นที่หนึ่งและสอง ถ้าห่างเกิน 2 มิลลิเมตร บ่งชี้ว่าข้อต่อไม่มั่นคง
ถ้าเอกซเรย์ยังดูปกติแต่อาการไม่หาย แพทย์อาจส่งทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อดูละเอียดขึ้น หรือ MRI เพื่อดูสภาพเส้นเอ็นโดยตรง
แนวทางรักษา — ขึ้นอยู่กับว่าข้อต่อมั่นคงหรือไม่
ถ้าข้อต่อยังมั่นคง กระดูกไม่ขยับ และเส้นเอ็นได้รับความเสียหายไม่มาก อาจรักษาได้ด้วยการใส่เฝือกหรือบู้ทพยุงเท้า งดลงน้ำหนัก 6-8 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ ฟื้นฟู
แต่ถ้าข้อต่อไม่มั่นคง หรือมีกระดูกหักร่วมด้วย การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง — ไม่ใช่เพราะเราอยากผ่าตัด แต่เพราะการปล่อยให้ข้อต่อไม่มั่นคงอยู่นานๆ นำไปสู่ผลที่แก้ไขได้ยากขึ้นมาก
การผ่าตัดมีสองทางเลือกหลัก ได้แก่ การดามกระดูกด้วยสกรู (ORIF) และการเชื่อมข้อ (Primary Arthrodesis) โดยงานวิจัยล่าสุดพบว่าในกรณีที่เส้นเอ็นขาดล้วนโดยไม่มีกระดูกหัก การเชื่อมข้ออาจให้ผลการรักษาที่ดีกว่าและมีโอกาสต้องผ่าตัดซ้ำน้อยกว่า
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเวลา การรักษาภายใน 6 สัปดาห์แรกให้ผลดีกว่าการรักษาช้า
ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษาที่ถูกต้อง
เมื่อข้อต่อกลางเท้าไม่มั่นคงและไม่ได้รับการแก้ไข กระดูกจะเริ่มเสียดสีกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซุ้มเท้าจะแบนลง เท้าจะผิดรูป และข้อกระดูกตรงนั้นจะเสื่อมลงอย่างถาวร นำไปสู่อาการปวดเท้าเรื้อรังที่รบกวนการเดินและชีวิตประจำวัน
ยิ่งวินิจฉัยช้า โอกาสฟื้นฟูให้กลับมาใกล้เคียงปกติยิ่งน้อยลง
พยากรณ์โรค
ถ้าวินิจฉัยถูกต้องและรักษาทันท่วงที หลายคนสามารถกลับมาเดินและทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ต้องใช้เวลาฟื้นตัว โดยทั่วไปประมาณ 3-6 เดือน สำหรับนักกีฬาอาจนานกว่านั้น ระยะเวลาฟื้นตัวขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ อายุ และความเร็วในการเริ่มรักษา
สิ่งที่ทำได้เพื่อป้องกัน
• ใส่รองเท้ากีฬาที่รองรับกลางเท้าได้ดี โดยเฉพาะกีฬาที่มีการกระโดดและวิ่ง • ระวังการล้มในท่าที่เท้าพับ เช่น การขึ้นบันได หรือเดินในที่ขรุขระ • ถ้าปวดกลางเท้าหลังบาดเจ็บและเดินลงน้ำหนักไม่ได้ ไม่ควรรอให้หายเอง • ถ้าเอกซเรย์ธรรมดาบอกว่าปกติแต่ยังเจ็บมาก ขอให้แพทย์พิจารณาเอกซเรย์แบบยืนหรือ CT เพิ่มเติม
ถาม: ปวดกลางเท้าหลังล้ม เอกซเรย์ปกติ แต่ยังเจ็บอยู่ ต้องทำอะไรต่อ? ตอบ: เอกซเรย์ธรรมดาในท่านอนอาจพลาดการบาดเจ็บ Lisfranc ได้บ่อย ควรขอทำเอกซเรย์แบบ "ยืนลงน้ำหนัก" หรือ CT scan เพิ่มเติม โดยเฉพาะถ้าปวดมากหรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้
ถาม: การบาดเจ็บ Lisfranc ต้องผ่าตัดทุกคนไหม? ตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าข้อต่อยังมั่นคงและกระดูกไม่ขยับ อาจรักษาได้ด้วยการพักเท้าและใส่เฝือก แต่ถ้าข้อต่อไม่มั่นคง การผ่าตัดมักจำเป็น เพื่อป้องกันข้อเสื่อมในระยะยาว
ถาม: ถ้าวินิจฉัยช้าหลายเดือน ยังรักษาได้ไหม? ตอบ: ยังรักษาได้ แต่ผลลัพธ์อาจไม่ดีเท่ากับการรักษาตั้งแต่แรก ในกรณีที่ข้อเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเชื่อมข้อเพื่อบรรเทาอาการปวด
ถาม: ใช้เวลานานแค่ไหนในการฟื้นตัวหลังผ่าตัด? ตอบ: ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและวิธีผ่าตัด โดยทั่วไปประมาณ 3-6 เดือน บางคนอาจใช้เวลาถึง 9-12 เดือนกว่าจะกลับไปทำกิจกรรมกีฬาได้เต็มที่ แต่ส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ก่อนนั้น
ถาม: Lisfranc injury กับเท้าเคล็ดธรรมดา แยกยังไง? ตอบ: Lisfranc injury มักปวดและบวมมากผิดปกติ เดินลงน้ำหนักไม่ได้ และอาจมีรอยช้ำสีม่วงใต้ฝ่าเท้า ถ้ามีอาการเหล่านี้หลังบาดเจ็บกลางเท้า ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและทำเอกซเรย์แบบยืน ไม่ใช่รอให้หายเอง
แล้วคุณล่ะครับ เคยปวดกลางเท้าหลังบาดเจ็บแล้วเอกซเรย์บอกว่าปกติ แต่ยังไม่หายสักที เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลย
สิ่งสำคัญที่ควรจำ
• ปวดกลางเท้าหลังบาดเจ็บที่มากผิดปกติ หรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้ ไม่ใช่แค่เท้าเคล็ดธรรมดาเสมอไป • เอกซเรย์แบบ "ยืนลงน้ำหนัก" สำคัญมาก — เอกซเรย์ธรรมดาในท่านอนพลาดการบาดเจ็บนี้ได้บ่อย • รอยช้ำใต้ฝ่าเท้า (ไม่ใช่ข้างเท้า) หลังบาดเจ็บ = สัญญาณที่ควรระวัง • ถ้าข้อต่อไม่มั่นคง การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง ไม่ใช่การรักษาแบบพักเท้าอย่างเดียว • ยิ่งวินิจฉัยและรักษาได้เร็ว ผลลัพธ์ยิ่งดีกว่า
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบาดเจ็บ Lisfranc ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
เอกสารอ้างอิง
-
Poutoglidou, et al. Acute Lisfranc injury management. (2024). Bone Joint J. PMID: 39615511. DOI: 10.1302/0301-620X.106B12.BJJ-2024-0581.R1
-
Mascio, et al. Lisfranc complex injuries management and treatment: current knowledge. (2022). Int J Physiol Pathophysiol Pharmacol. PMID: 35891929
-
Rhodes, Elliot, Marsland. Elective removal of metalwork following Lisfranc injury fixation: Results of a national consensus survey of practice. (2021). Foot (Edinb). PMID: 33946003. DOI: 10.1016/j.foot.2021.101811
-
Chen, Sagoo, Panchbhavi. The Lisfranc Injury: A Literature Review of Anatomy, Etiology, Evaluation, and Management. (2021). Foot Ankle Spec. PMID: 32819164. DOI: 10.1177/1938640020950133
-
Grewal, et al. Lisfranc injury: A review and simplified treatment algorithm. (2020). Foot (Edinb). PMID: 33038662. DOI: 10.1016/j.foot.2020.101719
#LisfrancInjury #ลิสแฟรงก์ #ปวดเท้า #บาดเจ็บเท้า #กระดูกและข้อ #หมอเก่ง #ออร์โธปิดิกส์ #เท้าเคล็ด #midfoot #FootAndAnkle #OrthopedicSurgeon #ข้อเสื่อมเท้า #วินิจฉัยถูกต้อง

