กระดูกส้นเท้าหักมาแล้ว กระดูกติดแล้ว แต่ยังปวดอยู่ทุกวัน...
ทำไมกระดูกส้นเท้าติดแล้วแต่ยังปวดอยู่ทุกวัน — ข้อเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามตลอดมา
คุณรู้ไหมว่า ปวดส้นเท้าด้านนอกหลังกระดูกหัก ที่ "กระดูกติดแล้ว" แต่ยังปวดอยู่เสมอ อาจมาจากข้อเล็กๆ ที่อยู่ใต้ข้อเท้า ซึ่งถูกมองข้ามมาตลอด?
ข้อนี้มีชื่อว่า ข้อซับทาลาร์ (Subtalar Joint) มันเป็นข้อที่ซ่อนอยู่ใต้ข้อเท้า เชื่อมระหว่างกระดูกส้นเท้ากับกระดูกด้านบน และมันทำงานทุกก้าวที่คุณเดินบนพื้นขรุขระ
ถ้าข้อนี้อักเสบ — คำตอบทุกอย่างก็เริ่มชัดเจนขึ้น
ผู้ชายวัย 55 ปี ตกบันไดมาเมื่อ 3 ปีก่อน แพทย์บอกว่ากระดูกส้นเท้าหัก รักษาจนกระดูกติดดีแล้ว แต่ทุกครั้งที่เดินบนพื้นหิน พื้นทราย หรือทางลาดชัน ส้นเท้าด้านนอกปวดจนต้องหยุดพัก
เขาอดทนมาเกือบ 3 ปี คิดว่าคงต้องทนแบบนี้ไปตลอดชีวิต จนกระทั่งได้รับการตรวจพบว่า ข้อซับทาลาร์เสื่อมหลังจากการบาดเจ็บ และยังมีทางเลือกในการรักษาอีกหลายแบบที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน
บทความนี้อธิบายว่าข้อซับทาลาร์คืออะไร ทำไมถึงเจ็บหลังกระดูกหัก และมีวิธีรักษาอะไรบ้าง — ตั้งแต่ยา อุปกรณ์ช่วยเดิน การฉีดยา ไปจนถึงการผ่าตัดเมื่อจำเป็น
ข้อซับทาลาร์ อยู่ที่ไหน และทำหน้าที่อะไร?
หลายคนรู้จัก "ข้อเท้า" ที่บิดได้ซ้ายขวา แต่น้อยคนรู้ว่าใต้ข้อเท้านั้น มีข้อเล็กๆ อีกข้อหนึ่งซ่อนอยู่
ข้อซับทาลาร์ (Subtalar Joint) คือข้อที่เชื่อมระหว่างกระดูกส้นเท้า (กระดูกที่ใหญ่ที่สุดในส้นเท้า) กับกระดูกชิ้นเล็กที่วางอยู่บนมัน — ทำให้เท้าของเรา "บิดเข้า-บิดออก" ได้เล็กน้อย ซึ่งสำคัญมากตอนเดินบนพื้นไม่เรียบ
ลองนึกภาพนี้: ถ้าข้อเท้าคือบานพับประตู — บิดซ้ายขวา ข้อซับทาลาร์คือลูกบิดประตู — หมุนได้รอบทิศ
เมื่อเราเดินบนพื้นทราย พื้นหิน หรือทางลาดชัน ข้อซับทาลาร์ต้องปรับสมดุลทุกก้าว หากข้อนี้เสื่อมหรืออักเสบ ความเจ็บปวดจะชัดเจนที่สุดในสถานการณ์เหล่านี้
ทำไมกระดูกติดแล้วแต่ยังปวดอยู่?
เมื่อกระดูกส้นเท้าหักจากการตก หรือบาดเจ็บรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวกระดูก
ขั้นแรก ตอนกระดูกหัก — ผิวข้อภายในข้อซับทาลาร์ที่เรียบเนียนอาจได้รับความเสียหายด้วย เพราะข้อนี้อยู่ติดกับกระดูกส้นเท้าพอดี
ขั้นที่สอง ระหว่างฟื้นตัว — ร่างกายซ่อมกระดูกได้ แต่ซ่อมผิวข้อที่เสียหายได้ยากกว่ามาก กระดูกอ่อนในข้อมีเลือดมาหล่อเลี้ยงน้อย การฟื้นตัวจึงช้าและไม่สมบูรณ์เสมอ
ขั้นที่สาม หลังกระดูกติด — ผิวข้อที่เสียหายเริ่มสึกกร่อนทีละน้อย เมื่อผ่านไปหลายปี ข้อก็เริ่มเสื่อม เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องทำงานหนัก
นั่นเป็นเหตุผลที่ "กระดูกติดแล้วแต่ยังปวด" — เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่กระดูก แต่อยู่ที่ผิวข้อที่ซ่อนอยู่ข้างใน
ทำไมรองเท้าส้นเล็กน้อยถึงช่วยได้? การใส่รองเท้าที่มีส้นสูงขึ้นเล็กน้อย หรือใส่แผ่นเสริมส้น ทำให้มุมของข้อซับทาลาร์เปลี่ยนไปในทิศทางที่ลดแรงกด — ทำให้ปวดน้อยลงชั่วคราว นี่คือสัญญาณที่ดีมากที่บอกว่าปัญหาอยู่ที่ข้อนี้จริงๆ
ใครมีความเสี่ยงบ้าง?
• เคยกระดูกส้นเท้าหักหรือกระดูกข้อเท้าหักจากอุบัติเหตุ • มีเท้าแบน (ส้นเท้าเอียงออกด้านนอก) มาเป็นเวลานาน • ผู้สูงอายุที่มีข้อเสื่อมทั่วไป • น้ำหนักตัวมาก ทำให้ข้อรับแรงกดมากกว่าปกติ • เคยได้รับการบาดเจ็บซ้ำๆ บริเวณข้อเท้าหรือส้นเท้า
หมอวินิจฉัยอย่างไร?
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด — เคยกระดูกหักไหม ปวดที่ไหนชัดที่สุด ปวดมากตอนเดินบนพื้นอะไร
จากนั้นตรวจร่างกาย — กดที่ข้อซับทาลาร์แล้วปวดไหม การบิดส้นเท้าเข้าออกทำให้ปวดขึ้นไหม
อัลตราซาวด์ ช่วยดูการอักเสบในข้อและนำทางฉีดยาได้แม่นยำ
เอกซเรย์แบบยืน (Weight-bearing X-ray) คือกุญแจสำคัญ — เพราะเห็นว่าข้อแคบลงหรือไม่ขณะรับน้ำหนักจริงๆ
ในกรณีที่ยังไม่ชัดเจน อาจใช้การฉีดยาชาภายใต้การนำทางด้วยเครื่องเอกซเรย์ (fluoroscopy) เพื่อยืนยันว่าความเจ็บปวดมาจากข้อนี้จริงหรือไม่ — ถ้าฉีดยาชาแล้วปวดหายทันที นั่นคือหลักฐานสำคัญ
เอ็มอาร์ไอ (MRI — Magnetic Resonance Imaging) ใช้ในกรณีที่ต้องการดูความเสียหายของกระดูกอ่อนอย่างละเอียด
รักษาได้อย่างไรบ้าง?
ก่อนคิดถึงการผ่าตัด มีหลายสิ่งที่ทำได้
หนึ่ง — การปรับรองเท้าและอุปกรณ์ช่วยเดิน ใส่รองเท้าที่มีพื้นแข็ง ไม่งอ มีส้นเตี้ยๆ และแผ่นรองเสริมส้นช่วยลดแรงกดที่ข้อได้มาก บางคนแค่เปลี่ยนรองเท้าก็รู้สึกดีขึ้นอย่างชัดเจน
สอง — ยาลดปวด ลดอักเสบ ยาในกลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (ยา NSAIDs — Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs เช่น ibuprofen, naproxen หรือ etoricoxib) ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาปวดในระยะสั้น แพทย์จะพิจารณาให้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน
สาม — กายภาพบำบัด เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าและส้นเท้า ช่วยพยุงข้อและลดแรงกระแทกได้
สี่ — การฉีดยา (สเตียรอยด์หรือสารหล่อลื่น) การฉีดยาเข้าข้อซับทาลาร์ภายใต้การนำทางด้วยเครื่องเอกซเรย์ ให้ผลแม่นยำกว่าการฉีดแบบคลำจุด งานวิจัยพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของผู้ได้รับการฉีดยาแบบนี้รู้สึกปวดลดลงอย่างชัดเจนในทันที และส่วนหนึ่งมีอาการดีขึ้นนานถึง 1 เดือน นอกจากนี้ยังใช้เป็นการทดสอบยืนยันว่าปวดมาจากข้อนี้จริงๆ ด้วย
ห้า — การส่องกล้องข้อ (Subtalar Arthroscopy) ในกรณีที่ข้อเสื่อมยังไม่มากและขอบเขตจำกัด การส่องกล้องเข้าไปในข้อเพื่อเก็บกวาดเนื้อเยื่อที่อักเสบออก อาจช่วยบรรเทาอาการได้โดยไม่ต้องตรึงข้อ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ยังอายุน้อยและยังต้องการการเคลื่อนไหว
เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดตรึงข้อ (Subtalar Fusion) คือคำตอบที่ถูกต้อง? เมื่อรักษาด้วยวิธีข้างต้นครบ 3–6 เดือนแล้วยังไม่ได้ผล หรือข้อเสียหายมากจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ การตรึงข้อซับทาลาร์ (Subtalar Fusion) คือการรักษาที่ให้ผลดีที่สุดในระยะยาว
วิธีนี้คือการเชื่อมกระดูกส้นเท้ากับกระดูกชิ้นบนให้ติดกันถาวร ข้อนี้จะไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป แต่ความเจ็บปวดจะหายไป
จุดสำคัญคือ — ต้องตรวจยืนยันว่าข้อเท้า (tibiotalar joint) ยังสมบูรณ์ดีก่อน เพราะถ้าข้อเท้าปกติ การตรึงเฉพาะข้อซับทาลาร์ให้ผลดีมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังเดินได้ตามปกติ กลับไปใช้ชีวิตและออกกำลังกายได้ งานวิจัยพบว่าการตรึงข้อนี้มีอัตราประสบความสำเร็จสูงและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างชัดเจน
หายได้ไหม? ต้องใช้เวลาเท่าไร?
สำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม หลายคนอาการดีขึ้นใน 6–12 สัปดาห์ แต่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของข้อเสื่อมและการปฏิบัติตัว
สำหรับผู้ที่ผ่านการตรึงข้อ ระยะฟื้นตัวประมาณ 6–9 เดือนจึงจะรู้สึกได้ถึงผลลัพธ์เต็มที่ หลังจากนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับไปทำกิจกรรมที่เคยทำได้ก่อนปวด รวมถึงการออกกำลังกายบางประเภท
กลับมาเป็นอีกได้ไหม? ข้อซับทาลาร์ที่ตรึงแล้วจะไม่กลับมาปวดที่จุดเดิมอีก แต่ต้องดูแลข้อข้างเคียงให้ดี เพราะเมื่อข้อหนึ่งไม่เคลื่อนไหว แรงจะกระจายไปสู่ข้ออื่น
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะเกิดอะไร?
ข้อซับทาลาร์ที่เสื่อมและไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่การเสื่อมของข้อข้างเคียง เช่น ข้อเท้าและข้อกลางเท้า ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างและซับซ้อนขึ้น การรักษาในขั้นที่รุนแรงกว่าจะเป็นการตรึงข้อหลายข้อพร้อมกัน ซึ่งยากกว่าและฟื้นตัวนานกว่า
ดูแลและป้องกันได้อย่างไร?
• เลือกรองเท้าที่มีพื้นแข็ง รองรับส้นเท้าได้ดี หลีกเลี่ยงรองเท้าแตะบางหรือรองเท้าที่งอตัวได้ง่าย • ถ้าเคยกระดูกส้นเท้าหัก ควรติดตามกับแพทย์สม่ำเสมอแม้กระดูกจะติดดีแล้ว • ควบคุมน้ำหนักตัว ลดแรงกดบนข้อส้นเท้า • ทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าให้แข็งแรง • อย่ารอจนปวดมากค่อยมาพบแพทย์ — ยิ่งรีบวินิจฉัยและรักษา โอกาสรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดยิ่งสูงขึ้น
ถาม: ปวดส้นเท้าด้านนอกหลังกระดูกหักมาหลายปีแล้ว ต้องผ่าตัดทันทีไหม?
ตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ขั้นแรกมักเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน เช่น ปรับรองเท้า กายภาพบำบัด และการฉีดยา ถ้าทำครบแล้วยังไม่ดีขึ้นใน 3–6 เดือน จึงพิจารณาการผ่าตัด แต่การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นสำคัญมากครับ
ถาม: ตรึงข้อซับทาลาร์แล้วจะเดินได้ตามปกติไหม?
ตอบ: ในหลายกรณีสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติครับ เพราะข้อเท้าหลักยังทำงานได้ตามเดิม ผู้ป่วยบางรายกลับไปออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่ชอบได้ แต่ระยะเวลาฟื้นตัวและผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพข้อก่อนผ่าตัดและปัจจัยอื่นๆ ด้วย
ถาม: ใส่รองเท้าส้นสูงนิดหน่อยแล้วปวดน้อยลง แปลว่าต้องใส่ตลอดไหม?
ตอบ: ไม่ได้แปลว่าต้องใส่รองเท้าส้นสูงตลอดครับ แต่นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ข้อซับทาลาร์ แพทย์อาจแนะนำแผ่นเสริมส้นแบบเฉพาะทางแทน ซึ่งปลอดภัยและเหมาะสมกว่าในระยะยาว
ถาม: เท้าแบนมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ไหม?
ตอบ: มีความเสี่ยงสูงกว่าครับ เพราะเท้าแบนทำให้ส้นเท้าเอียงออกด้านนอก แรงกดบนข้อซับทาลาร์จึงไม่สม่ำเสมอ ถ้ามีเท้าแบนและปวดส้นเท้า ควรพบแพทย์เพื่อประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ
ถ้ารู้จักใครที่ปวดส้นเท้ามาหลายปีหลังกระดูกหัก หรือเดินบนพื้นขรุขระแล้วปวดทุกครั้ง — ส่งบทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ บางทีแค่รู้ว่า "ปัญหาคืออะไร" ก็เปลี่ยนทุกอย่างได้
• ปวดส้นเท้าด้านนอกที่ "กระดูกติดแล้วแต่ยังปวด" อาจมาจากข้อซับทาลาร์ที่เสื่อมหลังการบาดเจ็บ • อาการเด่น คือปวดมากบนพื้นขรุขระ และรองเท้าที่มีส้นเล็กน้อยช่วยได้ • รักษาได้โดยเริ่มจากวิธีอนุรักษ์นิยมก่อน — รองเท้า กายภาพ ยา การฉีด • การฉีดยาภายใต้การนำทางด้วยเครื่องเอกซเรย์ช่วยทั้งวินิจฉัยและรักษาได้ในขั้นตอนเดียว • เมื่อจำเป็น การตรึงข้อซับทาลาร์ให้ผลดีในระยะยาว และยังรักษาข้อเท้าหลักไว้ได้
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับข้อซับทาลาร์อักเสบเสื่อม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
เอกสารอ้างอิง
-
Gopinath, et al. Medial Ankle Instability: Review of Anatomy, Evaluation, and Treatment. (2022). Foot Ankle Spec. PMID: 36210762. DOI: 10.1177/1938640021992915
-
Zhang, et al. Exosomes derived from platelet-rich plasma administration in site mediate cartilage protection in subtalar osteoarthritis. (2022). J Nanobiotechnology. PMID: 35093078. DOI: 10.1186/s12951-022-01245-8
-
Wang, et al. A Mouse Model of Ankle-Subtalar Complex Joint Instability. (2022). J Vis Exp. PMID: 36373952. DOI: 10.3791/64481
-
Hu, et al. Magnetic Resonance Imaging T2* Mapping of the Talar Dome and Subtalar Joint Cartilage 3 Years After Anterior Talofibular Ligament Repair or Reconstruction in Chronic Lateral Ankle Instability. (2021). Am J Sports Med. PMID: 33555910. DOI: 10.1177/0363546520982240
-
Liu, et al. A mouse model of ankle-subtalar joint complex instability induced post-traumatic osteoarthritis. (2021). J Orthop Surg Res. PMID: 34470616. DOI: 10.1186/s13018-021-02683-0
-
Stephens, Grujic. Post-Traumatic Hindfoot Arthritis. (2020). J Orthop Trauma. PMID: 31939778. DOI: 10.1097/BOT.0000000000001695
-
Fuhrmann, Pillukat. [Subtalar arthrodesis]. (2016). Oper Orthop Traumatol. PMID: 26895251. DOI: 10.1007/s00064-016-0438-8
#ปวดส้นเท้า #ข้อซับทาลาร์ #กระดูกส้นเท้าหัก #ปวดเท้า #ข้อเท้าเสื่อม #subtalararthritis #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #ออร์โธปิดิกส์ #กระดูกและข้อ #ดูแลเท้า #ปวดเรื้อรัง




