รู้สึกเหมือนมีหินก้อนเล็กๆ อยู่ใต้ฝ่าเท้าทุกครั้งที่เดิน ถอดรองเท้าออกมาดูก็ไม่มีอะไรเลยสักครั้ง ถ้าอาการแบบนี้อยู่มาเป็นเดือน — อาจไม่ใช่เรื่องของรองเท้าเลยแม้แต่น้อย
อาการปวดเท้าแบบนี้ หลายคนเพิ่งรู้ว่ามีชื่อเรียกและรักษาได้
มีอาการแบบนี้ไหม?
รู้สึกเจ็บแสบบริเวณโคนนิ้วเท้า โดยเฉพาะตอนใส่รองเท้าแคบหรือเดินนานๆ บางครั้งปวดแบบชา ปวดแสบร้อน หรือรู้สึกเหมือนไฟช็อตวิ่งไปที่นิ้วเท้า แต่พอถอดรองเท้าออกนั่งพักสักครู่ อาการก็ทุเลาลง
หลายคนทนอยู่กับอาการนี้นานหลายปี โดยคิดว่าแค่ต้องเปลี่ยนรองเท้าใหม่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันมีสาเหตุที่ชัดเจน และรักษาได้
คุณแป้ง อายุ 43 ปี ทำงานในออฟฟิศและต้องแต่งตัวทางการทุกวัน เธอใส่รองเท้าส้นสูงมาตลอดหลายปีโดยไม่เคยมีปัญหา
ทุกวัน เธอเดินขึ้นลงบันได นั่งประชุม เดินไปมาระหว่างตึก โดยไม่ได้รู้สึกอะไรผิดปกติมากนัก
จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างเดินในห้างสรรพสินค้า เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างอยู่ใต้เท้า เหมือนเหยียบผ้าย่นในรองเท้า แต่ถอดรองเท้าออกมาดูก็ไม่มีอะไร อาการนั้นก็หายไปเอง เธอเลยไม่ได้คิดอะไร
เพราะเหตุนั้น เธอยังคงใส่รองเท้าแบบเดิม เดินแบบเดิม จนอาการค่อยๆ รุนแรงขึ้น จากรู้สึกนิดๆ กลายเป็นเจ็บแสบเหมือนไฟช็อต เวลาก้าวเท้าแรกหลังนั่งนาน หรือเดินนานเกินหนึ่งชั่วโมง
เพราะเหตุนั้น เธอเริ่มหลีกเลี่ยงการเดินไกล เปลี่ยนรองเท้าหลายรุ่น ซื้อแผ่นรองเท้ามาลองหลายชนิด แต่อาการก็ยังไม่หาย
จนในที่สุด เพื่อนสนิทที่มีอาการคล้ายกันแนะนำให้มาพบหมอกระดูกและข้อ เธอจึงตัดสินใจมาตรวจ
ตั้งแต่นั้นมา หลังได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาตามขั้นตอน เธอก็กลับมาเดินได้สบายอีกครั้ง
หลายคนไม่รู้ว่าความรู้สึก "เหยียบหินแต่ไม่มีหิน" นี้มีชื่อเรียกชัดเจน
ในฝ่าเท้าของเรามีเส้นประสาทเล็กๆ ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากนิ้วเท้าแต่ละนิ้ว เส้นประสาทเหล่านี้ต้องเดินทางผ่านช่องแคบๆ ระหว่างกระดูกฝ่าเท้า (กระดูกยาวๆ ที่เชื่อมระหว่างส้นเท้ากับโคนนิ้ว) ก่อนจะแยกออกไปยังนิ้วแต่ละนิ้ว
เมื่อช่องนั้นแคบลงจากการใส่รองเท้าหัวแหลมหรือส้นสูงเป็นประจำ — เส้นประสาทจะถูกกดทับซ้ำๆ ทุกวัน เหมือนถูกบีบอยู่ในที่แคบตลอดเวลา
เมื่อถูกกดทับเรื้อรัง เนื้อเยื่อรอบๆ เส้นประสาทจะหนาตัวขึ้น เหมือนแผลเป็นที่เกิดขึ้นจากการถูกกระทบซ้ำๆ เนื้อเยื่อแข็งและหนานี้เรียกว่า "พังผืดรอบเส้นประสาท" และก้อนที่เกิดขึ้นเรียกว่า "ก้อนเส้นประสาทอักเสบที่เท้า" หรือที่รู้จักกันในชื่อ มอร์ตัน นิวโรมา (Morton's Neuroma)
ก้อนพังผืดนี้จะยิ่งถูกกดทับมากขึ้นทุกครั้งที่เราก้าวเท้า ทำให้เส้นประสาทส่งสัญญาณปวดแบบแสบร้อน ชา หรือเหมือนถูกไฟช็อต และนั่นคือที่มาของความรู้สึก "เหยียบหินแต่ไม่มีหิน" ที่คุณแป้งและอีกหลายคนรู้จักดี
มอร์ตัน นิวโรมา คืออะไร?
มอร์ตัน นิวโรมา (Morton's Neuroma) คืออาการที่เส้นประสาทรับความรู้สึกระหว่างกระดูกฝ่าเท้าถูกกดทับเรื้อรัง จนเกิดพังผืดหนาตัวรอบเส้นประสาท บริเวณโคนนิ้วเท้า ไม่ใช่เนื้องอกจริงๆ แต่เป็นก้อนพังผืดที่สะสมมาจากการบาดเจ็บซ้ำๆ
ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือช่องระหว่างกระดูกฝ่าเท้าชิ้นที่ 3 กับชิ้นที่ 4 (บริเวณช่องว่างระหว่างนิ้วที่ 3-4) พบประมาณ 70% ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาคือช่องระหว่างนิ้วที่ 2-3 ประมาณ 30%
พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 5 เท่า มักเริ่มมีอาการในช่วงอายุ 40-60 ปี
อาการหลักที่พบบ่อย ได้แก่
• ปวดแสบ ปวดร้อน หรือชาบริเวณโคนนิ้วเท้า
• รู้สึกเหมือนมีก้อนหิน ก้อนเล็กๆ หรือผ้าย่น อยู่ในรองเท้า
• อาการมักแย่ลงเมื่อใส่รองเท้าแคบหรือส้นสูง และดีขึ้นเมื่อถอดรองเท้าออก
• บางรายปวดร้าวไปถึงปลายนิ้วเท้า หรือรู้สึกชาตลอดเวลา
ใครเสี่ยงเป็นมากกว่าคนอื่น?
• ผู้ที่ใส่รองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าหัวแหลมเป็นประจำ — แรงกดทับที่ฝ่าเท้าเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า
• ผู้ที่ใช้รองเท้าที่หัวแคบ รัดนิ้วเท้า — ลดพื้นที่ให้เส้นประสาทเคลื่อนตัวได้
• ฝ่าเท้าแบน (เท้าแบน) หรืออุ้งเท้าสูงผิดปกติ — เปลี่ยนการกระจายน้ำหนักบนเท้า ทำให้บางจุดรับน้ำหนักมากเกินไป
• นักกีฬาที่ต้องกระแทกเท้าซ้ำๆ เช่น วิ่ง แอโรบิก บาสเก็ตบอล
• ผู้ที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ เป็นประจำในชีวิตประจำวันหรืออาชีพ
วินิจฉัยอย่างไร?
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติอาการอย่างละเอียด ว่าปวดที่ไหน ปวดแบบไหน อะไรทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง ใส่รองเท้าแบบใด และมีอาการมานานแค่ไหน
จากนั้นหมอจะตรวจร่างกาย โดยการบีบฝ่าเท้าด้านข้างแล้วกดบริเวณระหว่างกระดูกฝ่าเท้าพร้อมกัน การทดสอบที่เรียกว่า "มัลเดอร์เทสต์" (Mulder's test) ถ้ามีก้อนพังผืดเส้นประสาทอยู่ จะรู้สึกเหมือนมีก้อนเล็กๆ "คลิก" ผ่านนิ้วพร้อมกับอาการปวดแสบที่คุ้นเคย การทดสอบนี้มีความแม่นยำสูงมาก — ถ้าผลเป็นบวก มีโอกาสสูงมากที่เป็นโรคนี้จริงๆ
ถ้าต้องการยืนยันหรือวางแผนฉีดยา หมออาจส่งอัลตราซาวด์เท้า ซึ่งสามารถมองเห็นก้อนพังผืดระหว่างกระดูกฝ่าเท้าได้ชัดเจน และยังช่วยแยกโรคอื่นที่อาการคล้ายกัน เช่น ถุงน้ำระหว่างกระดูก หรือรองช้ำ ได้ด้วย ในบางรายที่อาการไม่ชัดเจน หมออาจส่ง MRI เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม
รักษาอย่างไร?
การรักษาเริ่มจากวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดก่อนเสมอ
ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการปรับรองเท้า เลือกรองเท้าที่มีหัวกว้าง ไม่บีบนิ้วเท้า ส้นไม่สูงเกิน 5 เซนติเมตร และพื้นนุ่มพอที่จะดูดซับแรงกระแทก สำหรับหลายคน แค่เปลี่ยนรองเท้าก็ทำให้อาการดีขึ้นอย่างชัดเจนภายในไม่กี่สัปดาห์
แผ่นรองฝ่าเท้าแบบพิเศษ (metatarsal pad) ที่ใส่ไว้หลังโคนนิ้วเท้า จะช่วยเปิดช่องระหว่างกระดูกให้กว้างขึ้น ลดแรงกดทับที่เส้นประสาท ใช้ร่วมกับรองเท้าที่เหมาะสมได้ดี
ถ้ายังไม่ดีขึ้น การฉีดยาสเตียรอยด์โดยตรงที่บริเวณก้อนพังผืด ช่วยลดการอักเสบและอาการปวดได้ดีในหลายราย มักฉีด 1-3 ครั้ง ห่างกัน 4-6 สัปดาห์ ผลที่ดีพบได้ประมาณ 60-70% ของผู้ป่วย
อีกทางเลือกที่ได้ผลดีคือการฉีดแอลกอฮอล์เจือจาง ภายใต้การนำทางของอัลตราซาวด์ แอลกอฮอล์จะเข้าไปลดขนาดก้อนพังผืดและลดการส่งสัญญาณปวดของเส้นประสาท โดยทั่วไปต้องฉีด 3-7 ครั้ง ห่างกัน 1-2 สัปดาห์ ผลลัพธ์โดยรวมดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง
เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง: ถ้าลองรักษาด้วยทุกวิธีข้างต้นอย่างครบถ้วนแล้วยังไม่ดีขึ้นหลัง 6-12 เดือน หรือก้อนมีขนาดใหญ่และอาการรุนแรงมากตั้งแต่แรก การตัดเส้นประสาทออก (neurectomy) เป็นทางเลือกที่ได้ผลดีมาก ทำได้ทั้งทางด้านหลังเท้าและทางฝ่าเท้า ทั้งสองวิธีมีอัตราความสำเร็จใกล้เคียงกัน แต่แผลทางด้านหลังเท้ามักมีปัญหาน้อยกว่าในระยะยาว สิ่งสำคัญคือต้องตัดเส้นประสาทให้ลึกเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดก้อนพังผืดใหม่ที่ปลายแผล ซึ่งอาจปวดมากกว่าเดิม
ผลการรักษาเป็นอย่างไร?
สำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด อาการมักดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อปรับรองเท้าและรับการรักษาต่อเนื่อง โดยเฉพาะถ้าเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ก้อนพังผืดจะใหญ่มาก
สำหรับผู้ที่ผ่าตัด ความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 75-85% ฟื้นตัวได้เร็วพอสมควร เดินได้ในรองเท้าพิเศษทันทีหลังผ่าตัด และกลับมาใส่รองเท้าปกติได้ภายใน 4-6 สัปดาห์
โรคนี้มักไม่กลับมาถ้ารักษาได้ผลและปรับพฤติกรรมการใส่รองเท้าในระยะยาว
ถ้าไม่รักษาแล้วปล่อยไว้?
ถ้าปล่อยอาการไว้โดยไม่รักษา พังผืดรอบเส้นประสาทจะหนาขึ้นเรื่อยๆ อาการปวดจะรุนแรงและเรื้อรังมากขึ้น บางรายอาจปวดแม้แต่ตอนนั่งพักหรือตอนกลางคืน
นอกจากนี้ การปรับวิธีเดินเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดที่เท้า อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดที่ข้อเท้า เข่า และสะโพกตามมาในระยะยาว
ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นาน การรักษาจะยิ่งยากขึ้น และโอกาสที่จะต้องพึ่งการผ่าตัดก็สูงขึ้นตาม
ป้องกันได้อย่างไร?
• เลือกรองเท้าที่หัวกว้าง ไม่บีบนิ้วเท้า — เป็นวิธีป้องกันที่ดีและง่ายที่สุด
• หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูงเกิน 5 เซนติเมตรเป็นประจำ
• ถ้าต้องเดินมาก เลือกรองเท้าที่พื้นนุ่มและรองรับแรงกระแทกได้ดี
• ใช้แผ่นรองฝ่าเท้าที่เหมาะสม โดยเฉพาะถ้าเท้าแบนหรืออุ้งเท้าสูง
• ถ้าเริ่มรู้สึกปวดหรือชาบริเวณโคนนิ้วเท้า อย่ารีรอ — มาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ
คำถามที่คนไข้ถามบ่อย
ถาม: ปวดเท้าแบบนี้ต้องผ่าตัดไหม? ตอบ: ในหลายกรณีไม่จำเป็นต้องผ่าตัด การเปลี่ยนรองเท้า ใช้แผ่นรองฝ่าเท้า และการฉีดยาอาจเพียงพอ การผ่าตัดจะพิจารณาเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นครบถ้วนแล้ว 6-12 เดือนแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและขนาดของก้อนด้วย
ถาม: การฉีดแอลกอฮอล์ที่เท้าปลอดภัยและเจ็บไหม? ตอบ: การฉีดแอลกอฮอล์เจือจางภายใต้การนำทางของอัลตราซาวด์เป็นวิธีที่ค่อนข้างปลอดภัย ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคืออาจปวดมากขึ้นชั่วคราวหลังฉีด 1-2 วัน แต่จะหายไปเอง ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้น้อยมาก
ถาม: ถ้าไม่รักษาแล้วปล่อยไว้ อาการจะหายเองไหม? ตอบ: ในบางกรณีอาการอาจทุเลาลงได้เองถ้าหยุดใส่รองเท้าที่เป็นสาเหตุ แต่โดยส่วนใหญ่ถ้าไม่รักษา พังผืดจะหนาขึ้นและอาการมักแย่ลงเรื่อยๆ ในระยะยาว ไม่ควรรอนานเกินไป
ถาม: รักษาแล้วกลับมาเป็นอีกไหม? ตอบ: ถ้ารักษาได้ผลและปรับพฤติกรรมการใส่รองเท้าในระยะยาว โอกาสกลับเป็นซ้ำค่อนข้างน้อย แต่ถ้ายังใส่รองเท้าแคบหรือส้นสูงต่อเนื่อง ก็มีโอกาสกลับมาได้
ถาม: ต้องรอนานแค่ไหนกว่าอาการจะดีขึ้นหลังรักษา? ตอบ: ขึ้นอยู่กับวิธีรักษาและความรุนแรง การเปลี่ยนรองเท้าอาจเห็นผลใน 2-4 สัปดาห์ การฉีดยาอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ส่วนการผ่าตัดโดยทั่วไปใช้เวลาฟื้นตัว 4-6 สัปดาห์ก่อนกลับมาใส่รองเท้าปกติ
แล้วคุณล่ะ เคยรู้สึกเหมือนมีหินก้อนเล็กๆ อยู่ใต้เท้าแบบนี้บ้างไหม? คอมเมนต์เล่าให้ฟังได้เลยครับ
สิ่งสำคัญที่อยากให้จำ
• ความรู้สึกเหยียบหินแต่ไม่มีหิน ปวดแสบชาโคนนิ้วเท้า อาจเป็นสัญญาณของก้อนพังผืดเส้นประสาทที่เท้า ไม่ใช่แค่เรื่องรองเท้าไม่ดี
• พบบ่อยในผู้หญิงวัย 40-60 ปีที่ใส่รองเท้าส้นสูงหรือหัวแคบเป็นประจำ
• รักษาได้โดยไม่ผ่าตัดในหลายราย ด้วยการเปลี่ยนรองเท้า แผ่นรองฝ่าเท้า และการฉีดยา
• เมื่อวิธีอื่นไม่ตอบสนอง การผ่าตัดเป็นทางเลือกที่ได้ผลดีและไม่ควรกลัวโดยไม่มีเหตุผล
• วินิจฉัยเร็ว รักษาเร็ว ผลลัพธ์ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้นาน
ความเจ็บปวดที่เท้าอาจดูเล็กน้อย แต่มันกระทบทุกก้าวที่คุณเดิน ทั้งการทำงาน การเดินเที่ยว และการใช้เวลากับคนที่รักได้อย่างเต็มที่ หลายคนบอกว่าทนได้มาหลายปี จนกว่าจะรู้ว่ามีวิธีรักษา คุณไม่ต้องรอถึงจุดนั้น — เพราะเท้าที่แข็งแรง คือรากฐานของทุกก้าวในชีวิต
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับก้อนเส้นประสาทที่เท้า (มอร์ตัน นิวโรมา) ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666

