คุณรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเหมาะกับการผ่าตัดสะโพก แบบที่ยังเก็บกระดูกต้นขาไว้ได้ครบ หรือต้องเปลี่ยนข้อทั้งชุด?
ผ่าสะโพก ก็รู้แค่ว่า "ต้องเปลี่ยนข้อ" แต่ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนข้อมีมากกว่าหนึ่งแบบ และแต่ละแบบเหมาะกับคนคนละกลุ่ม
นายวัย 52 ปี วิ่งมาราธอนมาตลอด 15 ปี ปวดสะโพกมา 2 ปี ถูกบอกว่าต้องผ่าตัด กลัวว่าหลังผ่าตัดจะวิ่งไม่ได้อีก — เลยเลื่อนมาตลอด จนวันหนึ่งเขามาถามว่า... "มีทางเลือกอื่นไหมครับหมอ"
บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างของทั้งสองวิธี และบอกว่าใครบ้างที่เหมาะกับแต่ละแบบ
ผ่าสะโพกแบบเก็บกระดูกได้ ไม่ได้เหมาะกับทุกคน — รู้ก่อนตัดสินใจ
คุณรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเหมาะกับการผ่าตัดสะโพกแบบที่ยังเก็บกระดูกต้นขาไว้ได้ หรือต้องเปลี่ยนข้อทั้งชุด?
ผมพบคนไข้หลายคนที่ถูกบอกว่า "ต้องผ่าตัดสะโพก" แต่ไม่รู้ว่าการผ่าตัดสะโพกมีมากกว่าหนึ่งแบบ และแต่ละแบบเหมาะกับคนคนละกลุ่ม
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ บางคนเห็นโฆษณาหรืออ่านอินเทอร์เน็ตแล้วอยากได้ "การผ่าตัดแบบเก็บกระดูก" โดยไม่รู้ว่าตัวเองอาจไม่ใช่กลุ่มที่เหมาะสม และการเลือกผิดตั้งแต่แรกอาจทำให้ต้องกลับเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้งเร็วกว่าที่ควร
ก่อนอื่น — ขอเล่าเรื่องของนายวัย 52 ปีคนหนึ่ง
กาลครั้งหนึ่ง เขาวิ่งมาราธอนมาตลอด 15 ปี รักการวิ่งมากกว่าสิ่งใดในชีวิต
ทุกวัน เขาออกวิ่งตอนเช้า กลับมาทำงาน และวิ่งอีกครั้งตอนเย็นเพื่อผ่อนคลาย
จนกระทั่งวันหนึ่ง ปวดสะโพกข้างซ้ายเริ่มขึ้น ตอนแรกคิดว่าเป็นกล้ามเนื้อล้า แต่นานเข้าก็รู้ว่าไม่ใช่ เดินขึ้นบันไดก็เจ็บ นั่งนานก็ปวด และในที่สุด วิ่งไม่ได้เลย
เพราะเหตุนั้น เขาไปพบหมอหลายที่และถูกบอกว่า "ข้อสะโพกเสื่อม ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อ" เขาเริ่มกังวลว่าถ้าผ่าตัดแล้วจะกลับไปวิ่งได้ไหม และชีวิตหลังผ่าตัดจะเป็นอย่างไร
เพราะเหตุนั้น เขาเลยเลื่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ อดทนกับความเจ็บปวดแทน จนถึงจุดที่เดินเป็นระยะทางไกลแทบไม่ได้
จนในที่สุด เขามาปรึกษาผม และถามว่า "มีทางเลือกอื่นนอกจากเปลี่ยนข้อทั้งหมดไหมครับหมอ"
หลายคนยังไม่รู้ว่าการผ่าตัดสะโพกมีมากกว่าหนึ่งแบบ
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่าข้อสะโพกทำงานอย่างไร
ข้อสะโพกมีลักษณะเป็น "บอลในถ้วย" โดยหัวกระดูกต้นขา (ทรงกลม) วางอยู่ในเบ้าสะโพก (ทรงถ้วย) ผิวทั้งสองด้านมีกระดูกอ่อนบุอยู่ เหมือนชั้นกันกระแทกที่ทำให้การเคลื่อนไหวนุ่มนวล
เมื่อข้อสะโพกเสื่อม กระดูกอ่อนนั้นสึกหรอลงทีละน้อย จนถึงจุดที่กระดูกกระทบกระดูกโดยตรง เกิดความเจ็บปวดและการเคลื่อนไหวที่จำกัด
เมื่อถึงเวลาที่ต้องผ่าตัด มีสองแนวทางหลัก
การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแบบปกติ (Total Hip Replacement) คือการตัดหัวกระดูกต้นขาออก แล้วใส่แกนโลหะ (stem) ลงในโพรงกระดูกต้นขา พร้อมกับเปลี่ยนเบ้าสะโพกด้วย วิธีนี้ใช้มานานกว่า 60 ปีและมีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด
การผิวข้อสะโพก (Hip Resurfacing) คือการ "ครอบ" ผิวโลหะใหม่บนหัวกระดูกต้นขาที่ยังอยู่ครบ โดยไม่ต้องตัดก้านกระดูกออก และเปลี่ยนเฉพาะเบ้าสะโพกฝั่งตรงข้าม วิธีนี้เก็บกระดูกส่วนใหญ่ไว้ได้ และถ้าต้องแก้ไขในอนาคต ก็ทำได้ง่ายกว่า
ความแตกต่างสำคัญคือ Hip Resurfacing ใช้ข้อต่อโลหะกับโลหะ ซึ่งแข็งแรงมาก แต่ก็มีสิ่งที่ต้องระวัง คือโลหะสามารถหลุดออกมาเป็นอนุภาคเล็กๆ และเข้าสู่กระแสเลือดได้ ในบางคนอาจทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบข้อที่เรียกว่า "pseudotumor" หรือ "เนื้องอกเทียม"
ดังนั้น การเลือกวิธีผ่าตัดจึงไม่ใช่แค่ "อยากเก็บกระดูกไว้" แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ต้องประเมินร่วมกัน
ข้อสะโพกเสื่อมคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
ข้อสะโพกเสื่อม (Hip Osteoarthritis) คือการสึกหรอของกระดูกอ่อนในข้อสะโพก พบบ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่ใช้ข้อสะโพกหนักมาตลอดชีวิต
อาการหลักที่สังเกตได้ คือปวดสะโพกหรือขาหนีบ โดยเฉพาะเมื่อเดิน ขึ้นบันได หรือลุกนั่ง ข้อสะโพกฝืดตึงโดยเฉพาะตอนเช้า และบางคนรู้สึกว่าขาสั้นลงข้างหนึ่ง หรือเริ่มเดินกะเผลก
เมื่อการรักษาอื่นๆ เช่น ยาแก้ปวด กายภาพบำบัด หรือการฉีดยาเข้าข้อ ไม่สามารถควบคุมอาการได้ และคุณภาพชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การผ่าตัดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลดีในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม
ใครบ้างที่ Hip Resurfacing ไม่เหมาะ?
นี่คือสิ่งที่หลายคนไม่รู้ — Hip Resurfacing มีข้อจำกัดที่ชัดเจนมาก
• เพศหญิง — สตรีมักมีหัวกระดูกต้นขาขนาดเล็กกว่า ทำให้ข้อต่อโลหะมีการสึกหรอสูงกว่า และระดับโลหะในเลือดสูงกว่าในผู้ชายที่ใส่ขนาดเดียวกัน งานวิจัยพบว่าอัตราการผ่าตัดซ้ำในผู้หญิงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
• กระดูกพรุน — กระดูกที่ไม่แข็งแรงพอจะรองรับการครอบผิวข้อไม่ได้ เสี่ยงต่อกระดูกคอต้นขาหักหลังผ่าตัด
• กระดูกตายจากการขาดเลือด (AVN) — โดยเฉพาะถ้าบริเวณที่ตายมีขนาดใหญ่ กระดูกเนื้อตายไม่สามารถยึดผิวครอบได้แน่น
• โรคไตเรื้อรัง — ไตทำหน้าที่กำจัดโลหะออกจากร่างกาย ถ้าไตทำงานลดลง โลหะจะสะสมมากกว่าปกติ
• รูปร่างกระดูกสะโพกผิดปกติมาก — ทำให้ยากต่อการจัดตำแหน่งผิวครอบให้ถูกต้อง
หมอตรวจอะไรบ้างก่อนตัดสินใจ?
การประเมินว่าเหมาะกับวิธีไหนเริ่มจากการสัมภาษณ์ประวัติอย่างละเอียด หมอจะถามเรื่องอายุ เพศ ระดับกิจกรรม ความเจ็บปวด และความต้องการหลังผ่าตัด ตามด้วยการตรวจร่างกายเพื่อดูขอบเขตการเคลื่อนไหวของสะโพก
จากนั้นจึงส่งตรวจเพิ่มเติม
เอกซเรย์สะโพกท่ายืนดูระดับการเสื่อมของข้อและขนาดหัวกระดูกต้นขา เอ็มอาร์ไอดูสภาพกระดูกอ่อน ตรวจหากระดูกตายจากการขาดเลือด และประเมินเนื้อเยื่อรอบข้อ ตรวจความหนาแน่นกระดูก (DEXA scan) ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา Hip Resurfacing เพราะกระดูกพรุนเป็นข้อห้ามชัดเจน รวมถึงตรวจเลือดดูการทำงานของไตด้วย
แนวทางรักษา — จากเบาไปหนัก
การรักษาข้อสะโพกเสื่อมเริ่มจากวิธีที่ไม่ผ่าตัดเสมอ ยาบรรเทาปวด กายภาพบำบัดเพื่อเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบสะโพก และการฉีดยาเข้าข้อสะโพก ช่วยลดอาการได้ในระยะหนึ่ง
แต่เมื่อข้อสะโพกเสื่อมถึงระดับที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ และการรักษาอื่นไม่ได้ผลแล้ว การผ่าตัดเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
สำหรับคนส่วนใหญ่ การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแบบปกติคือมาตรฐานสูงสุด เนื่องจากมีหลักฐานมากกว่า 60 ปี มีหลายวัสดุให้เลือก และเหมาะกับทุกเพศทุกวัย
Hip Resurfacing อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายอายุต่ำกว่า 60 ปี ที่ยังต้องการใช้ชีวิตแอคทีฟสูง กระดูกแข็งแรงดี และการวินิจฉัยเป็นข้อเสื่อม (ไม่ใช่กระดูกตายจากการขาดเลือด) โดยเฉพาะถ้ายังต้องการทำกิจกรรมหนัก เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬา
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเลือก Hip Resurfacing คือ ผู้ที่เลือกวิธีนี้ต้องยอมรับการตรวจเลือดวัดระดับโลหะ (โครเมียมและโคบอลต์) ทุกปีตลอดชีวิต นี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลที่ขาดไม่ได้
ผลลัพธ์และการฟื้นตัว
ในผู้ชายที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม Hip Resurfacing มีอัตราความสำเร็จที่ดีมาก ข้อมูลจากทะเบียนการผ่าตัดออสเตรเลียแสดงว่าอัตราการรอดของข้อเทียมที่ 17 ปีอยู่ที่ประมาณ 93-94% ในกลุ่มที่เลือกอย่างถูกต้อง ซึ่งใกล้เคียงกับการเปลี่ยนข้อสะโพกแบบปกติ
คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ภายใน 3-6 เดือน และส่วนหนึ่งสามารถกลับไปเล่นกีฬาในระดับที่ต้องการได้ นายวัย 52 ปีที่เล่าให้ฟัง ในที่สุดได้รับการประเมินอย่างครบถ้วนและพบว่าเขาเป็นผู้ที่เหมาะสมกับ Hip Resurfacing ปัจจุบันเขากลับไปวิ่งได้อีกครั้ง
สิ่งที่ต้องระวัง ถ้าไม่ดูแลให้ถูกต้อง
ทุกการผ่าตัดมีความเสี่ยง และ Hip Resurfacing มีความเสี่ยงเฉพาะที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
• ระดับโลหะในเลือดสูง — พบได้ในบางคนและต้องตรวจเลือดเฝ้าระวังทุกปี
• เนื้อเยื่ออักเสบรอบข้อ (pseudotumor) — เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อผงโลหะขนาดเล็ก ถ้าพบอาจต้องผ่าตัดซ้ำ
• กระดูกคอต้นขาหัก — พบน้อยประมาณ 1 ใน 100 ราย แต่มักเกิดในช่วง 6 เดือนแรกหลังผ่าตัด
ถ้าละเลยการตรวจติดตามประจำปี ความเสียหายอาจสะสมโดยไม่มีอาการ จนกว่าจะรุนแรงถึงจุดที่ต้องผ่าตัดซ้ำ ซึ่งซับซ้อนกว่าการผ่าตัดครั้งแรกมาก
การดูแลหลังผ่าตัด — สิ่งที่ต้องทำตลอดชีวิต
ไม่ว่าจะเลือก Hip Resurfacing หรือการเปลี่ยนข้อสะโพกแบบปกติ ต่างต้องการการดูแลและติดตามระยะยาว
สำหรับผู้ที่เลือก Hip Resurfacing
• ตรวจเลือดวัดระดับโครเมียมและโคบอลต์ทุกปี — นี่คือความจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก
• ถ้าระดับโลหะสูงเกินเกณฑ์ ต้องทำเอ็มอาร์ไอชนิดพิเศษเพื่อดูเนื้อเยื่อรอบข้อ
• ทำกายภาพบำบัดตามที่นัดหมายอย่างสม่ำเสมอ
• หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงล้มหรือบาดเจ็บรุนแรงในช่วง 6 เดือนแรก
สำหรับผู้ที่เลือกการเปลี่ยนข้อสะโพกแบบปกติ การดูแลคล้ายกัน แต่ไม่ต้องตรวจระดับโลหะ เน้นกายภาพบำบัดและการดูแลแผล รวมถึงการตรวจติดตามตามนัดเพื่อดูความคงทนของข้อเทียม
คำถามที่คนไข้มักถามผม
ถาม: ฉันเป็นผู้หญิง อายุ 50 ปี อยากทำ Hip Resurfacing ได้ไหม?
ตอบ: เพศหญิงเป็นข้อควรระวังสำคัญสำหรับ Hip Resurfacing เพราะผู้หญิงมักมีหัวกระดูกต้นขาขนาดเล็กกว่า ทำให้ข้อต่อโลหะสึกมากกว่าและมีระดับโลหะในเลือดสูงกว่า งานวิจัยพบว่าอัตราการผ่าตัดซ้ำในผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำการเปลี่ยนข้อสะโพกแบบปกติ ซึ่งให้ผลดีเทียบเท่าหรือดีกว่าในผู้หญิง
ถาม: ถ้าทำ Hip Resurfacing แล้วไม่ได้ผล จะแก้ไขยากไหม?
ตอบ: หนึ่งในข้อดีของ Hip Resurfacing คือถ้าต้องแก้ไข การแปลงเป็นการเปลี่ยนข้อสะโพกแบบปกติมักทำได้ง่ายกว่าการแก้ไขข้อเทียมที่ล้มเหลว เพราะกระดูกต้นขาส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ งานวิจัยพบว่าผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการผ่าตัดครั้งแรกมากกว่าการผ่าตัดแก้ไขทั่วไป
ถาม: ตรวจเลือดโลหะทุกปีจำเป็นจริงๆ ไหม?
ตอบ: จำเป็นมากครับ เพราะการสะสมของโลหะในเนื้อเยื่ออาจไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจพบเร็วทำให้รักษาได้ก่อนเกิดความเสียหายรุนแรง ผู้ที่เลือก Hip Resurfacing ควรถือว่าการตรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเมื่อตัดสินใจเลือกวิธีนี้
ถาม: Hip Resurfacing กับการเปลี่ยนข้อสะโพกแบบปกติ ในชีวิตประจำวันต่างกันมากไหม?
ตอบ: สำหรับคนไข้ที่เหมาะสมกับ Hip Resurfacing อาจรู้สึกว่าข้อสะโพกเคลื่อนไหวได้เป็นธรรมชาติมากกว่า เนื่องจากหัวข้อมีขนาดใกล้เคียงกับข้อเดิม แต่ในชีวิตประจำวันทั่วไป ความแตกต่างนั้นน้อยมาก ผู้ที่ทำการเปลี่ยนข้อสะโพกแบบปกติส่วนใหญ่ก็กลับไปใช้ชีวิตและออกกำลังกายได้ดีเช่นกัน
ถาม: จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเหมาะกับวิธีไหน?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งอายุ เพศ สาเหตุของข้อเสื่อม คุณภาพกระดูก การทำงานของไต ระดับกิจกรรมที่ต้องการ และความพร้อมที่จะตรวจติดตามโลหะทุกปี การพูดคุยกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อสะโพกโดยตรงคือสิ่งสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจ
แล้วคุณล่ะครับ ถ้ากำลังพิจารณาผ่าตัดสะโพกอยู่ หรือมีคนในครอบครัวที่กำลังลังเล เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลย
สิ่งที่ควรจำ
• การผ่าตัดสะโพกมีสองแบบหลัก — การเปลี่ยนข้อทั้งชุด (THR) และการครอบผิวข้อใหม่ (Hip Resurfacing) ที่เก็บกระดูกต้นขาไว้
• Hip Resurfacing เหมาะที่สุดกับผู้ชายอายุต่ำกว่า 60 ปี กระดูกดี กิจกรรมสูง และสาเหตุเป็นข้อเสื่อมทั่วไป
• Hip Resurfacing ไม่เหมาะกับผู้หญิง ผู้ที่กระดูกพรุน มีโรคไตเรื้อรัง หรือกระดูกตายจากการขาดเลือดขนาดใหญ่
• ผู้ที่เลือก Hip Resurfacing ต้องตรวจระดับโลหะในเลือดทุกปีตลอดชีวิต
• การเปลี่ยนข้อสะโพกแบบปกติยังคงเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ส่วนใหญ่ และให้ผลดีในระยะยาวที่น่าเชื่อถือ
การตัดสินใจเรื่องการผ่าตัดสะโพกไม่ควรทำด้วยความกังวลหรือความกลัว แต่ควรทำด้วยข้อมูลที่ครบและการปรึกษาที่ตรงไปตรงมา คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับความลังเลนี้ และเมื่อได้คำตอบที่ชัดเจน การตัดสินใจก็ง่ายขึ้นมาก
ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนที่คุณรักได้ต่อไปครับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการผ่าตัดข้อสะโพก ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
เอกสารอ้างอิง
-
Abbaszadeh, et al. Efficacy of Debridement, Antibiotics, and Implant Retention in Total Hip and Knee Arthroplasty: A Systematic Review and Meta-Analysis. (2026). J Arthroplasty. PMID: 40480337. DOI: 10.1016/j.arth.2025.05.121
-
Frydendal, et al. Total Hip Replacement or Resistance Training for Severe Hip Osteoarthritis. (2024). N Engl J Med. PMID: 39476341. DOI: 10.1056/NEJMoa2400141
-
Chaudhry, et al. Does Prior Hip Arthroscopy Affect Outcomes of Subsequent Hip Arthroplasty? A Systematic Review. (2019). Arthroscopy. PMID: 30612772. DOI: 10.1016/j.arthro.2018.08.055
-
Migliorini, et al. Total hip arthroplasty: minimally invasive surgery or not? Meta-analysis of clinical trials. (2019). Int Orthop. PMID: 30171273. DOI: 10.1007/s00264-018-4124-3
-
Eethakota, et al. Comparison of revision risks and complication rates between total HIP replacement and HIP resurfacing within the similar age group. (2018). Surgeon. PMID: 29907524. DOI: 10.1016/j.surge.2018.05.005
-
Ferguson, et al. Hip replacement. (2018). Lancet. PMID: 30496081. DOI: 10.1016/S0140-6736(18)31777-X
-
Gademan, et al. Indication criteria for total hip or knee arthroplasty in osteoarthritis: a state-of-the-science overview. (2016). BMC Musculoskelet Disord. PMID: 27829422
-
Marshall, et al. Hip resurfacing versus total hip arthroplasty: a systematic review comparing standardized outcomes. (2014). Clin Orthop Relat Res. PMID: 24700446. DOI: 10.1007/s11999-014-3556-3
📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ ผ่าสะโพกแบบเก็บกระดูกได้ ไม่ได้เหมาะกับทุกคน


