ถุงน้ำอักเสบที่ไม่มีการอักเสบ ชื่อโรคที่ใช้มาหลายสิบปี อาจไม่ตรงกับสาเหตุจริงของความเจ็บปวด นี่คือสาเหตุที่หลายคนรักษาไปแล้ว แต่ก็ยังปวดสะโพกด้านข้างอยู่เหมือนเดิม


"รักษาไม่หาย" อาจแปลว่า "วินิจฉัยยังไม่ถูก"


ถุงน้ำอักเสบที่ไม่มีการอักเสบ — ทำไมปวดสะโพกด้านข้างถึงรักษาไม่หาย

ชื่อโรคที่ได้ยินมาตลอด อาจเป็นชื่อที่วงการแพทย์รู้แล้วว่าไม่ตรงกับความจริง

ถ้าคุณได้ยินว่า "ปวดสะโพกด้านข้างเพราะถุงน้ำอักเสบ" แล้วรักษาอยู่นาน แต่ก็ยังปวดซ้ำๆ บทความนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไม

คำว่า "ถุงน้ำอักเสบบริเวณสะโพก" เป็นชื่อที่ใช้กันมานาน แต่ปัจจุบันงานวิจัยพบว่า ในกรณีส่วนใหญ่ สาเหตุหลักของความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ที่ถุงน้ำ แต่อยู่ที่เส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่ยึดสะโพกด้านข้าง วงการแพทย์จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "กลุ่มอาการปวดสะโพกด้านข้าง" หรือ GTPS (Greater Trochanteric Pain Syndrome) แทน

นั่นคือสาเหตุที่หลายคนรักษาแบบ "ถุงน้ำอักเสบ" แล้วได้ผลแค่ชั่วคราว เพราะรักษาไม่ตรงจุด

คนไข้รายหนึ่ง ผู้หญิงอายุ 54 ปี มาพบผมด้วยอาการปวดสะโพกด้านข้างขวา

ก่อนหน้านี้เธอเดินออกกำลังกายทุกเช้า ทำงานบ้าน ขึ้นลงบันได ดูแลหลานๆ ไม่มีปัญหาอะไร

จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอเริ่มรู้สึกปวดบริเวณสะโพกข้างขวา โดยเฉพาะตอนนอนตะแคงขวา เจ็บจนต้องพลิกตัวตลอดคืน ตอนเช้าลุกขึ้นก็ฝืดและปวด เดินได้ไม่สะดวกเหมือนเดิม

เธอไปหาหมอ ได้ยินคำว่า "ถุงน้ำอักเสบ" ได้รับยาและฉีดยาลดปวด อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่ไม่ถึง 2 เดือนก็กลับมาปวดอีก

เธอลังเลว่าควรจะทำอะไรต่อ...

อาการปวดสะโพกด้านข้างเกิดจากอะไรกันแน่?

ลองนึกถึงเส้นเอ็นที่พาดอยู่บนขอบกระดูกสะโพกด้านข้าง เหมือนเชือกที่ขึงอยู่บนมุมโต๊ะ เชือกนี้ทำหน้าที่ยึดสะโพกให้มั่นคงเวลาเดิน วิ่ง และขยับตัว

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเชือกถูกกดทับซ้ำๆ ในทิศทางที่ผิด โดยเฉพาะท่าที่ขาข้ามเส้นกลางของร่างกาย เช่น การนั่งไขว่ห้าง หรือนอนตะแคงโดยไม่มีหมอนรองระหว่างขา ท่าเหล่านี้ทำให้เส้นเอ็นถูกกดทับบนขอบกระดูกซ้ำๆ จนเริ่มสึกหรอและเจ็บ

ยิ่งปล่อยให้ท่าแบบนี้เป็นกิจวัตร ก็ยิ่งทำให้เส้นเอ็นฟื้นตัวไม่ได้ แม้จะฉีดยาหรือทำการรักษาแบบอื่น

นั่นคือเหตุผลที่ "การปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน" มีความสำคัญพอๆ กับการรักษาด้วยยา

สาเหตุและอาการที่ต้องรู้

กลุ่มอาการปวดสะโพกด้านข้าง (GTPS) คืออาการปวดบริเวณกระดูกที่นูนออกมาด้านข้างของสะโพก สาเหตุหลักมาจากเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่อยู่ตรงนั้น ไม่ใช่แค่ถุงน้ำ

อาการที่พบบ่อย

• ปวดบริเวณสะโพกด้านข้าง อาจร้าวลงต้นขาด้านข้าง

• ปวดมากเมื่อนอนตะแคงข้างที่ปวด

• ปวดเมื่อขึ้นลงบันได หรือเดินนานๆ

• ปวดเมื่อนั่งในท่าที่ขาข้ามกัน หรือนั่งในรถเป็นเวลานาน

• อาการมักเป็นเรื้อรัง บางครั้งเป็นๆ หายๆ นานเป็นเดือน

ใครมีความเสี่ยงบ้าง?

• ผู้หญิงวัย 40-60 ปี พบบ่อยกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน

• คนที่มีน้ำหนักตัวมาก โดยเฉพาะบริเวณเอวและสะโพก

• นักวิ่งหรือผู้ที่เพิ่มปริมาณออกกำลังกายอย่างรวดเร็ว

• คนที่นั่งไขว่ห้างหรือขาข้ามกันเป็นกิจวัตร

• คนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างร่วมด้วย เพราะสองโรคนี้มักเกิดพร้อมกัน

แพทย์จะวินิจฉัยได้อย่างไร?

การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ว่าปวดที่ไหน ปวดในท่าไหน มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาร่วมด้วยไหม และเคยรักษาอะไรมาแล้วบ้าง

จากนั้นตรวจร่างกาย ดูการเดิน กดบริเวณกระดูกด้านข้างสะโพก ทดสอบการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

อัลตราซาวด์ (ultrasound) ช่วยดูเส้นเอ็นและถุงน้ำโดยตรงแบบเรียลไทม์ และยังใช้นำทางการฉีดยาได้อย่างแม่นยำ

MRI (Magnetic Resonance Imaging) ใช้เมื่อต้องการดูว่าเส้นเอ็นฉีกขาดไหม หรือเมื่อวางแผนการรักษาขั้นสูง

รักษาได้อย่างไร — จากเบาไปหนัก

ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน เพราะท่าที่ผิดคือตัวการที่ทำให้เส้นเอ็นฟื้นตัวไม่ได้ ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีอื่นแค่ไหนก็ตาม

เริ่มจากการหยุดนั่งไขว่ห้าง หยุดนอนตะแคงข้างที่ปวดโดยไม่มีหมอนรองระหว่างขา และระวังท่ายืนที่สะโพกพับไปข้าง

ขั้นต่อมาคือกายภาพบำบัด เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้านข้างสะโพก งานวิจัยพบว่าโปรแกรมออกกำลังกาย 8 สัปดาห์ช่วยให้อาการดีขึ้นได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการฉีดยาหรือผ่าตัด

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดมากหรือไม่ตอบสนองต่อกายภาพบำบัด การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำทาง เช่น ยาสเตียรอยด์หรือ PRP (Platelet-Rich Plasma / เลือดเข้มข้นจากตัวเอง) สามารถลดอาการปวดได้ดีในระยะสั้นถึงกลาง และได้ผลสูงสุดเมื่อทำควบคู่กับกายภาพบำบัด

สำหรับผู้ที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดมาแล้วมากกว่า 6 เดือนอย่างจริงจังแต่ยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดส่องกล้อง (endoscopic bursectomy) เพื่อเอาถุงน้ำออกและซ่อมแซมเส้นเอ็น คือทางเลือกที่เหมาะสม งานวิจัยพบว่าได้ผลดีมากในกลุ่มที่เลือกผ่าตัดถูกเวลาและถูกคน

หายได้ไหม? ใช้เวลานานแค่ไหน?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่รักษาอย่างถูกวิธีมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเข้าใจและปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน

ระยะเวลาฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและว่าเส้นเอ็นมีการฉีกขาดหรือไม่ บางคนดีขึ้นภายใน 8-12 สัปดาห์ด้วยกายภาพบำบัด บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้น

โรคนี้อาจกลับมาซ้ำได้ถ้ายังมีท่าทางที่กดทับเส้นเอ็น หรือยังไม่ได้เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อด้านข้างสะโพกให้เพียงพอ

ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเกิดอะไรขึ้น?

• เส้นเอ็นอาจฉีกขาดมากขึ้น ทำให้รักษายากขึ้น

• กล้ามเนื้อด้านข้างสะโพกอ่อนแอลงเรื่อยๆ ส่งผลต่อการทรงตัวและการเดิน

• นอนไม่หลับจากอาการปวดตอนกลางคืน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม

• อาการอาจกลายเป็นเรื้อรัง ยิ่งรักษาได้ยากขึ้น

ป้องกันได้อย่างไร?

• หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างหรือวางขาข้ามกัน โดยเฉพาะขณะนั่งทำงาน

• ถ้าต้องนอนตะแคง ให้หนุนหมอนไว้ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง

• ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้านข้างสะโพกอย่างสม่ำเสมอ

• เพิ่มปริมาณออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่ง ทีละน้อย ไม่เร็วเกินไป

• รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดแรงกดที่เส้นเอ็น

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ฉีดยาแล้วหาย หมายความว่าหายแล้วใช่ไหม?

ตอบ: การฉีดยาช่วยลดอาการปวดได้ดีในระยะสั้น แต่ถ้าไม่ปรับท่าทางและไม่เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อ อาการอาจกลับมาซ้ำได้ การฉีดยาได้ผลสูงสุดเมื่อทำควบคู่กับกายภาพบำบัด

ถาม: ปวดสะโพกด้านข้างต้องผ่าตัดไหม?

ตอบ: ไม่จำเป็นในกรณีส่วนใหญ่ครับ การผ่าตัดพิจารณาเมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างจริงจังมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือนแต่ยังไม่ดีขึ้น หรือเมื่อเส้นเอ็นฉีกขาดมากจนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน

ถาม: PRP กับสเตียรอยด์ต่างกันอย่างไร อันไหนดีกว่ากัน?

ตอบ: ยาสเตียรอยด์ลดปวดได้เร็วกว่าและราคาถูกกว่า แต่อาจหมดฤทธิ์ภายใน 1-3 เดือน PRP ซึ่งทำจากเลือดของตัวเองอาจช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเส้นเอ็น และบางงานวิจัยพบว่าผลยาวนานกว่า หลักฐาน PRP ใน GTPS ยังมีจำนวนจำกัดและผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ การเลือกแบบไหนขึ้นอยู่กับสภาพเส้นเอ็นและความต้องการของแต่ละคน

ถาม: ออกกำลังกายได้ไหมถ้าเป็นโรคนี้?

ตอบ: ได้ครับ แต่ต้องเลือกท่าที่ถูกต้อง การออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อด้านข้างสะโพกในท่าที่ไม่กดทับเส้นเอ็น คือสิ่งที่แนะนำ ควรงดการวิ่งระยะยาวในช่วงที่มีอาการมาก และค่อยๆ กลับมาเมื่ออาการดีขึ้น

แล้วคุณล่ะครับ เคยมีอาการปวดสะโพกด้านข้างแบบนี้บ้างไหม หรือมีคนใกล้ชิดที่เป็นอยู่? คอมเมนต์บอกได้เลยครับ

สิ่งที่ควรจำจากบทความนี้

• ปวดสะโพกด้านข้างส่วนใหญ่มาจากเส้นเอ็น ไม่ใช่ถุงน้ำอักเสบจริงๆ

• ท่าที่ทำให้แย่ที่สุดคือท่าที่ขาข้ามเส้นกลาง เช่น นั่งไขว่ห้าง หรือนอนตะแคงโดยไม่มีหมอนรอง

• การออกกำลังกายที่ถูกต้องได้ผลดีกว่าการรอให้หายเอง

• ถ้าฉีดยาแล้วอาการกลับมาซ้ำๆ ให้ตรวจสอบว่าได้รับกายภาพบำบัดที่ถูกต้องหรือยัง

• การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะจะนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุด

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ครับ หลายคนที่มาพบผมมีอาการคล้ายกัน และส่วนใหญ่ดีขึ้นได้เมื่อรักษาอย่างถูกวิธี ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อคนที่คุณรักด้วยนะครับ


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปวดสะโพกด้านข้าง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666


#ปวดสะโพก #ปวดสะโพกด้านข้าง #สะโพกอักเสบ #ถุงน้ำอักเสบ #GTPS #GreaterTrochantericPainSyndrome #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กระดูกและข้อ #ออร์โธปิดิกส์ #ปวดเรื้อรัง #กายภาพบำบัด #ปวดสะโพกรักษาได้


เอกสารอ้างอิง

[1] Mellor R, Bennell K, Grimaldi A, Nicolson P, Kasza J, Hodges P, et al. Education plus exercise versus corticosteroid injection use versus a wait and see approach on global outcome and pain from gluteal tendinopathy: prospective, single blinded, randomised clinical trial. BMJ. 2018;361:k1662. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29720374/

[2] Grimaldi A, Mellor R, Nicolson P, Hodges P, Bennell K, Vicenzino B. Utility of clinical tests to diagnose MRI-confirmed gluteal tendinopathy in patients presenting with lateral hip pain. Br J Sports Med. 2017;51(6):519-524. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/27633027/

[3] Fearon AM, Scarvell JM, Neeman T, Cook JL, Cormick W, Smith PN. Greater trochanteric pain syndrome: defining the clinical syndrome. Br J Sports Med. 2013;47(10):649-653. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22983121/