คุณปวดสะโพกด้านหน้าหรือปวดขาหนีบทุกครั้งที่นั่งยอง งอเข่า หรือเตะบอล — แล้วยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร?
อาจไม่ใช่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาที่พักแล้วหาย
แต่เป็นรูปร่างกระดูกสะโพกที่เป็นมาตั้งแต่แรก — และถ้ารู้ช้า อาจนำไปสู่ข้อสะโพกเสื่อมก่อนวัยอันควร
ปวดสะโพกในวัยหนุ่มสาว — รู้จัก FAI ก่อนกลายเป็นข้อสะโพกเสื่อม
ทำไมนักกีฬาถึงปวดสะโพกก่อนวัย และวิธีรู้ว่าต้องผ่าตัดหรือไม่
ถ้าคุณอายุ 20-40 ปี เล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือแค่ทำงานแล้วรู้สึกปวดสะโพกทุกครั้งที่ลุกจากเก้าอี้หรืองอขา — บทความนี้เขียนถึงคุณโดยตรง
หลายคนปวดสะโพกมาเป็นเดือนๆ ซื้อยาแก้ปวดกินเอง หรือไปนวดแล้วดีขึ้นชั่วคราว แต่ทุกครั้งที่หมุนสะโพก มันก็กลับมาเจ็บอีก
คำถามที่ควรถามตัวเองคือ "ที่ปวดอยู่นี้ มันเกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือตัวกระดูกเอง?"
กาลครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มอายุ 27 ปี เล่นฟุตซอลทุกสัปดาห์มาตลอด 5 ปี
ทุกวันเขาลงซ้อมได้ปกติ วิ่งเต็มที่ เตะบอลเต็มแรง ไม่มีอาการผิดปกติอะไร
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกปวดตื้อๆ ที่ขาหนีบด้านหน้าทุกครั้งที่หมุนสะโพกระหว่างเล่น
เพราะเหตุนั้น เขาพักการซ้อม หยุดพักอาทิตย์ละครั้ง แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น เริ่มปวดแม้แต่ตอนนั่งรถนานๆ
เพราะเหตุนั้น เขาลังเลอยู่นานว่าควรไปพบแพทย์ไหม เพราะกลัวว่าจะต้องผ่าตัดแล้วพักฟื้นนาน
จนในที่สุด เขาตัดสินใจมาตรวจ ถ่ายภาพเอกซเรย์และภาพ MRI พบว่ามีรูปร่างกระดูกสะโพกผิดปกติที่เรียกว่า "FAI ชนิด CAM"
และตั้งแต่นั้นมา หลังได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เขาสามารถกลับไปเล่นฟุตซอลได้อีกครั้ง — ด้วยการวางแผนดูแลร่างกายที่ดีขึ้น
FAI ย่อมาจาก "Femoroacetabular Impingement" หรือ "ภาวะกระดูกสะโพกกระทบกัน"
ลองนึกภาพข้อสะโพกเหมือน "ลูกบอลที่วางอยู่ในถ้วย" — ลูกบอลคือหัวกระดูกต้นขา ส่วนถ้วยคือเบ้าสะโพก เวลาเคลื่อนไหวปกติ ลูกบอลจะหมุนเรียบๆ ในถ้วยโดยไม่เสียดสี
ใน FAI สิ่งที่ผิดปกติคือ "รูปร่าง" ของลูกบอลหรือถ้วยที่ไม่กลมสนิท ทำให้เวลางอสะโพก หมุนขา หรือนั่งยอง ขอบของกระดูกจะไปกระแทกกันทุกครั้ง เหมือนฝาขวดที่มีส่วนขรุขระ — หมุนไปสักพักก็เริ่มฝืด เริ่มบิ่น
การกระแทกซ้ำๆ นี้ จะทำลาย "หมอนรองขอบเบ้าสะโพก" (เรียกว่า labrum ภาษาอังกฤษ) และกระดูกอ่อนผิวข้อค่อยๆ สึกหรอตามเวลา ซึ่งเมื่อเสียหายไปแล้ว ร่างกายซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ยากมาก
FAI มี 2 ชนิดหลักที่ควรรู้จัก
ชนิดแรก "CAM" (คาม) — เกิดจากหัวกระดูกต้นขามีส่วนนูนเกินออกมา ไม่กลมสนิท เวลางอสะโพกมาก ส่วนนูนนี้จะไปเสียดกับขอบเบ้าสะโพก พบบ่อยในผู้ชายและนักกีฬา
ชนิดที่สอง "Pincer" (พินเซอร์) — เกิดจากเบ้าสะโพกลึกหรือครอบหัวกระดูกมากเกินไป ทำให้ขอบเบ้าชนกับคอกระดูกต้นขาเมื่อหมุนสะโพก พบบ่อยในผู้หญิงวัยกลางคน ผู้ป่วยหลายคนมีทั้งสองชนิดร่วมกัน
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดขาหนีบหรือสะโพกด้านหน้า-ด้านข้าง โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ งอสะโพก เตะบอล ขึ้นลงบันได หรือนั่งยอง บางรายรู้สึกเหมือนข้อสะโพก "ขัด" หรือ "ล็อก" ระหว่างเคลื่อนไหว
ใครเสี่ยงเป็น FAI บ้าง
• เล่นกีฬาหนักตั้งแต่เด็กหรือวัยรุ่น เช่น ฟุตบอล รักบี้ ยิมนาสติก ฮ็อกกี้
• เพศชายมีความเสี่ยงชนิด CAM สูงกว่าเพศหญิง
• กิจกรรมที่ต้องงอสะโพกซ้ำๆ เช่น ปั่นจักรยาน สควอท ยกน้ำหนัก
• มีลักษณะกระดูกสะโพกที่เอียงหรือผิดรูปแต่กำเนิด
• มีประวัติครอบครัวมีปัญหาสะโพก
แพทย์วินิจฉัย FAI ได้อย่างไร
เริ่มจากซักประวัติว่าปวดที่ไหน ปวดท่าไหน และนานแค่ไหน จากนั้นตรวจร่างกายโดยทำ "การทดสอบ FADIR" (Flexion-Adduction-Internal Rotation) คือแพทย์จะค่อยๆ งอสะโพก หุบขา และหมุนขาเข้าด้านใน ถ้าเจ็บถือว่าผลบวก เป็นการทดสอบที่ไวต่อโรคนี้มาก ใช้คัดกรองได้ดี
จากนั้นส่งภาพเอกซเรย์เพื่อดูรูปร่างกระดูก วัดมุมที่บอกว่าหัวกระดูกนูนเกินหรือเบ้าลึกเกินหรือไม่ และภาพ MRI เพื่อดูว่าหมอนรองขอบเบ้า (labrum) ฉีกขาดหรือไม่ และกระดูกอ่อนสึกหรอมากแค่ไหน
แนวทางรักษา FAI มีอะไรบ้าง
การรักษาเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน แล้วปรับเพิ่มถ้าไม่ได้ผล
เริ่มจากการปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ปวด ลดกิจกรรมที่ต้องงอสะโพกมากในระยะแรก ควบคู่กับกายภาพบำบัด (กายภาพ) ที่เน้นเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อก้นและหน้าท้อง เพื่อช่วยกระจายแรงกดออกจากข้อสะโพก
ถ้าทดลองรักษาด้วยกายภาพและปรับพฤติกรรมมาแล้ว 3-6 เดือนแต่ยังไม่ดีขึ้น หรือพบว่าหมอนรองขอบเบ้าฉีกขาดชัดเจน หรืออาการส่งผลกระทบต่อชีวิตและกีฬาอย่างมาก — การส่องกล้องสะโพก (hip arthroscopy ภาษาอังกฤษ) คือทางเลือกที่แนะนำ
การส่องกล้องสะโพกเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก โดยแพทย์จะส่องกล้องขนาดเล็กเข้าไปในข้อ เล็มและเกลาส่วนกระดูกที่นูนหรือครอบเกินออก และซ่อมแซมหมอนรองที่ฉีกขาด ผลลัพธ์โดยรวมดีมากในผู้ที่ยังไม่มีข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง หลายรายสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ภายใน 3-6 เดือน
การวินิจฉัยที่แม่นยำช่วยให้รู้ว่า "เมื่อไหร่รักษาได้โดยไม่ผ่าตัด และเมื่อไหร่การผ่าตัดคือคำตอบที่ดีที่สุด" — ทั้งสองทางเลือกมีที่ทางของตัวเอง ขึ้นอยู่กับแต่ละคน
จะเป็นอย่างไรถ้าไม่รักษา
ในหลายกรณี ผู้ป่วย FAI ที่ได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีกระดูกอ่อนสึกหรอมาก
ระยะเวลาพักฟื้นหลังการส่องกล้องสะโพกโดยทั่วไปอยู่ที่ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บและกิจกรรมที่อยากกลับไปทำ
ผู้ที่ดูแลตัวเองดี ทำกายภาพต่อเนื่อง และลดกิจกรรมที่ทำลายข้อ มักมีผลลัพธ์ระยะยาวที่ดีกว่า
ถ้าปล่อย FAI ไว้โดยไม่ดูแล
การกระแทกซ้ำๆ ของกระดูกจะค่อยๆ ทำลายหมอนรองขอบเบ้าและกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเมื่อสึกหรอแล้วไม่สามารถงอกคืนได้เอง ผู้ที่เป็น FAI แล้วไม่ได้รับการดูแลมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดข้อสะโพกเสื่อมก่อนวัยอันควร ซึ่งอาจต้องการการรักษาที่หนักขึ้นในท้ายที่สุด
วิธีดูแลสะโพกเพื่อลดความเสี่ยง
• อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง เน้นยืดเหยียดสะโพกและต้นขา
• เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อก้นและหน้าท้อง ช่วยกระจายแรงจากข้อสะโพก
• หลีกเลี่ยงการนั่งงอสะโพกนานๆ โดยไม่ขยับ ลุกเปลี่ยนท่าทุก 30-60 นาที
• หากปวดขาหนีบหรือสะโพกหลังออกกำลังกาย อย่าปล่อยทิ้งไว้นานกว่า 2-4 สัปดาห์
• สำหรับนักกีฬา ฝึกเทคนิคท่าทางที่ถูกต้องกับโค้ชที่เชี่ยวชาญ เพื่อลดแรงกระแทกต่อสะโพก
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: ปวดขาหนีบหรือปวดสะโพก แบบนี้เป็น FAI หรือเปล่า? ตอบ: ไม่สามารถบอกได้แค่จากอาการเพียงอย่างเดียว FAI อาจมีอาการปวดขาหนีบหรือสะโพกด้านหน้าโดยเฉพาะเวลางอหรือหมุนสะโพก แต่อาการเดียวกันนี้อาจเกิดจากเส้นเอ็นอักเสบ ปัญหาหลังส่วนล่าง หรือสาเหตุอื่นได้ การตรวจร่างกายและภาพถ่ายทางรังสีเท่านั้นที่จะยืนยันได้
ถาม: FAI ต้องผ่าตัดเสมอไหม? ตอบ: ไม่เสมอไป หลายกรณีอาจดีขึ้นได้ด้วยกายภาพบำบัดและการปรับพฤติกรรม แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลังทดลองรักษาแบบไม่ผ่าตัดมาแล้ว 3-6 เดือน หรือพบว่าหมอนรองขอบเบ้าฉีกขาดชัดเจน การส่องกล้องสะโพกอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
ถาม: CAM กับ Pincer ต่างกันอย่างไร รักษาเหมือนกันไหม? ตอบ: CAM เกิดจากหัวกระดูกต้นขาผิดรูป ส่วน Pincer เกิดจากเบ้าสะโพกลึกหรือครอบเกิน ผู้ป่วยหลายคนมีทั้งสองชนิดพร้อมกัน หลักการรักษาคล้ายกันคือลดแรงกระแทกและซ่อมแซมความเสียหาย แต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับการประเมินเฉพาะราย
ถาม: ผ่าตัดส่องกล้องสะโพกแล้วกลับไปเล่นกีฬาได้ไหม? ตอบ: ในหลายกรณี ผู้ป่วยที่ผ่านการส่องกล้องสะโพกสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้อีกครั้ง โดยทั่วไปใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับระดับการบาดเจ็บและกีฬาที่เล่น ผลลัพธ์ดีกว่าถ้าข้อสะโพกยังไม่เสื่อมรุนแรง
ถาม: อายุเท่าไหร่ถึงเหมาะกับการผ่าตัดส่องกล้องสะโพก? ตอบ: โดยทั่วไป ผู้ที่อายุต่ำกว่า 40-45 ปีและไม่มีข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง มักได้ประโยชน์จากการส่องกล้องสะโพกมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพกระดูกอ่อนและการประเมินโดยรวม ไม่ใช่อายุเพียงอย่างเดียว
แล้วคุณล่ะ เคยปวดสะโพกหรือขาหนีบระหว่างออกกำลังกายบ้างไหม? เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลย
สรุปสิ่งที่ควรรู้
• FAI คือภาวะที่รูปร่างกระดูกสะโพกผิดปกติ ทำให้กระดูกกระทบกันซ้ำๆ จนเกิดความเสียหายที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ
• มี 2 ชนิดหลัก คือ CAM (หัวกระดูกนูน) และ Pincer (เบ้าสะโพกลึกหรือครอบเกิน) พบมากในวัยหนุ่มสาวและนักกีฬา
• วินิจฉัยด้วยการตรวจร่างกาย เอกซเรย์ และ MRI — รักษาได้ทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและการตอบสนองต่อการรักษา
• การส่องกล้องสะโพกให้ผลดีในผู้ที่ยังไม่มีข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง — แต่กายภาพบำบัดเป็นสิ่งที่ควรลองก่อนเสมอ
• ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล เสี่ยงต่อข้อสะโพกเสื่อมก่อนวัยอันควร
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่เผชิญกับ FAI โดยไม่รู้ตัวมานาน และหลายคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและเล่นกีฬาได้ตามปกติหลังได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ดูแลสะโพกของคุณตั้งแต่วันนี้ เพราะข้อสะโพกที่แข็งแรงคือรากฐานของการเคลื่อนไหวในทุกช่วงชีวิต
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาวะกระดูกสะโพกกระทบกัน (FAI) ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666

