หมอบอกให้ถอนฟันก่อนเริ่มยากระดูกพรุน ทั้งที่ฟันไม่ได้ปวด ไม่ได้โยก และไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย

สมจิต อายุ 65 ปี เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นโรคกระดูกพรุน หมอแนะนำยา แต่ขอให้ไปตรวจฟันก่อน "ฉันมาหาหมอกระดูก ทำไมต้องไปทำฟัน?" เธอยังหาคำตอบไม่เจอ

ถ้าคุณสงสัยเหมือนกัน บทความนี้จะอธิบายให้ครับ


ทำไมต้องถอนฟันก่อน ก่อนเริ่มยากระดูกพรุน — สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้


สิ่งสำคัญที่ต้องรู้

• What: ยารักษากระดูกพรุนบางกลุ่มทำให้กระดูกขากรรไกรฟื้นตัวช้าหลังทำฟัน อาจเกิดภาวะกระดูกตายในช่องปากได้ • Why: ยาเหล่านี้ยับยั้งกระบวนการสลายและสร้างกระดูกใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการซ่อมแซมหลังทำฟัน • When: ควรพบทันตแพทย์และรักษาฟันที่มีปัญหาให้เสร็จก่อนเริ่มยาเสมอ


ยาต้านการสลายกระดูกที่ใช้รักษาโรคกระดูกพรุนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันกระดูกหัก แต่สามารถทำให้กระดูกขากรรไกรไม่ฟื้นตัวหลังทำฟัน เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า กระดูกขากรรไกรตายจากยา ในผู้ป่วยบางราย การตรวจและรักษาสุขภาพช่องปากให้ครบถ้วนก่อนเริ่มยา คือวิธีป้องกันที่แพทย์แนะนำตามแนวทางสากล และช่วยให้คุณใช้ยาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

หลายคนไม่รู้ว่า ยาที่ช่วยให้กระดูกทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น อาจทำให้กระดูกขากรรไกรมีปัญหาได้หากต้องทำฟันในภายหลัง นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลไกที่นักวิจัยทั่วโลกศึกษาและยืนยันมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว และเป็นเหตุผลที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญกับการตรวจฟันก่อนเริ่มยาเสมอ

กาลครั้งหนึ่ง สมจิตเป็นผู้หญิงวัย 65 ปีที่ยังแข็งแรง เดินไปตลาด ดูแลบ้าน และใช้ชีวิตกับลูกหลานอย่างมีความสุข

ทุกวัน เธอใช้ชีวิตโดยไม่เคยคิดว่ากระดูกของตัวเองจะมีปัญหา

จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอล้มในห้องน้ำ กระดูกสันหลังยุบ เข้ารับการตรวจ และพบว่าตัวเองเป็นโรคกระดูกพรุน

เพราะเหตุนั้น แพทย์จึงแนะนำให้เริ่มยากลุ่มต้านการสลายกระดูก แต่กลับส่งตัวไปตรวจฟันก่อน

เพราะเหตุนั้น สมจิตจึงงุนงง ฟันเธอไม่ได้ปวด ไม่ได้โยก แล้วทำไมต้องไปหาหมอฟัน?

จนในที่สุด หลังจากแพทย์อธิบายให้ฟัง เธอถึงเข้าใจว่า การตรวจฟันก่อนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นสิ่งที่ปกป้องเธอได้จริง

และตั้งแต่นั้นมา เธอก็รักษาฟันจนเสร็จ รอให้แผลหาย แล้วจึงเริ่มยากระดูกพรุนอย่างมั่นใจ

ยาต้านการสลายกระดูกทำงานอย่างไร และทำไมถึงส่งผลต่อขากรรไกร?

หลายคนคิดว่า ยากระดูกพรุนทำหน้าที่แค่ "เติมแคลเซียม" ให้กระดูก แต่ความเป็นจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก

กระดูกของเรามีกระบวนการสร้างและสลายอยู่ตลอดเวลา เหมือนบ้านที่มีทีมรื้อถอน (เซลล์สลายกระดูก) และทีมก่อสร้าง (เซลล์สร้างกระดูก) ทำงานสลับกันอยู่เสมอ ในคนที่เป็นโรคกระดูกพรุน ทีมรื้อถอนทำงานมากเกินไป กระดูกจึงบางและเปราะ

ยากลุ่มต้านการสลายกระดูก ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของทีมรื้อถอน ทำให้กระดูกสลายตัวช้าลง และลดความเสี่ยงกระดูกหักได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการรักษา

แต่กระบวนการ "สลายและสร้างใหม่" นี้ก็มีความสำคัญมากสำหรับการซ่อมแซมกระดูกหลังได้รับบาดเจ็บด้วย โดยเฉพาะกระดูกขากรรไกร ซึ่งมีกิจกรรมสูงมากและต้องซ่อมแซมตัวเองทุกครั้งหลังการรักษาทางทันตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการถอนฟัน หรือการผ่าตัดเล็กในช่องปาก

เมื่อยาระงับกระบวนการนี้ กระดูกขากรรไกรที่ถูกกระทบจากการถอนฟันหรือผ่าตัดอาจฟื้นตัวไม่ได้ตามปกติ บริเวณนั้นอาจกลายเป็นกระดูกที่โผล่ออกมาในช่องปากและไม่ยอมปิด นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า "กระดูกขากรรไกรตายจากยา" ซึ่งต้องการการดูแลต่อเนื่อง

ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากยาคืออะไร และเกิดจากอะไร?

ภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากยา (Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw) คือภาวะที่กระดูกขากรรไกรบนหรือล่างโผล่ออกมาในช่องปาก และไม่ฟื้นตัวหรือปิดแผลได้นานกว่า 8 สัปดาห์ ในผู้ที่ใช้ยาต้านการสลายกระดูกหรือยาต้านการสร้างเส้นเลือด โดยไม่มีสาเหตุอื่นอธิบายได้

ยาที่เกี่ยวข้องมีสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ บิสฟอสโฟเนต ซึ่งมีทั้งแบบกินและแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ นิยมใช้ทั้งในโรคกระดูกพรุนและการรักษาภาวะกระดูกพรุนจากมะเร็ง กลุ่มที่สองคือ เดโนซูแมบ ซึ่งเป็นยาชีวโมเลกุลที่ออกฤทธิ์ผ่านกลไกต่างออกไป แต่ก็มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้ได้เช่นกัน

ทั้งสองกลุ่มนี้มีประโยชน์สูงมากในการรักษาโรคกระดูกพรุน และผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ยาโดยไม่มีปัญหาใดๆ แต่ความเสี่ยงต่อกระดูกขากรรไกรเป็นเรื่องที่แพทย์ต้องป้องกันตั้งแต่ต้น

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะนี้?

• ชนิดและวิธีการให้ยา: ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำมีความเสี่ยงสูงกว่ายาแบบกิน และผู้ที่ได้รับยาเพื่อรักษามะเร็งมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ใช้ยาขนาดต่ำสำหรับโรคกระดูกพรุน • ระยะเวลาการใช้ยา: ใช้ยานานกว่า 4 ปีมีความเสี่ยงสูงขึ้น • การทำฟัน: การถอนฟัน การผ่าตัดรากฟัน และการใส่รากฟันเทียมเป็นตัวกระตุ้นหลัก • สุขภาพช่องปากไม่ดี: เหงือกอักเสบเรื้อรัง รากฟันอักเสบ • โรคประจำตัว: เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การใช้ยาสเตียรอยด์ระยะยาว

แพทย์วินิจฉัยภาวะนี้ได้อย่างไร?

สำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการสลายกระดูกอยู่และมีอาการผิดปกติในช่องปาก แพทย์จะซักถามประวัติการใช้ยาอย่างละเอียด ทั้งชนิดยา ขนาด และระยะเวลาที่ใช้ จากนั้นตรวจช่องปากดูบริเวณที่มีกระดูกโผล่หรือเนื้อเยื่อผิดปกติ และถ่ายภาพรังสีขากรรไกร รวมถึงอาจส่งตรวจด้วยภาพถ่ายรังสีคอมพิวเตอร์เพื่อดูขอบเขตและความรุนแรงของรอยโรค

ควรรักษาและป้องกันอย่างไร?

เป้าหมายของการดูแลสุขภาพช่องปากก่อนเริ่มยา คือเพื่อให้คุณรับการรักษาโรคกระดูกพรุนได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย นั่นคือเหตุผลที่แพทย์ให้ความสำคัญกับขั้นตอนนี้มาก

ก่อนเริ่มยา ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างครบถ้วน รักษาฟันที่ต้องถอนหรือรากฟันที่อักเสบให้เสร็จก่อน รอให้แผลหายดีประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์ แล้วจึงเริ่มยา และดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่ใช้ยา

สำหรับผู้ที่เริ่มใช้ยาไปแล้วและต้องทำฟัน แพทย์จะประเมินว่าเหมาะสมจะปรับแผนยาชั่วคราวได้หรือไม่ก่อนการทำฟัน แต่แนวทางนี้ยังมีข้อถกเถียงในวงการแพทย์ เพราะยาบางชนิดสะสมในกระดูกได้นานหลายปีแม้หยุดยาแล้ว การตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงทั้งสองด้านร่วมกับแพทย์

หากเกิดภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากยาขึ้นแล้ว การรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ตั้งแต่การบ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและดูแลแผลในรายเริ่มต้น ไปจนถึงการใช้ยาปฏิชีวนะและการผ่าตัดในกรณีรุนแรง ซึ่งตามแนวทางของสมาคมศัลยแพทย์ช่องปากและขากรรไกรสหรัฐอเมริกา ปี 2022 แนะนำให้เลือกวิธีรักษาตามระดับความรุนแรงของโรค

ผลการรักษาเป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยที่ตรวจพบภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากยาตั้งแต่ระยะแรก และได้รับการดูแลที่เหมาะสม มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ในขณะที่รายที่ตรวจพบช้าและมีรอยโรคลุกลาม อาจต้องผ่าตัดและใช้เวลารักษานาน ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยและป้องกันตั้งแต่ต้น

ถ้าเป็นแล้ว จะมีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการรักษา ได้แก่ การติดเชื้อที่กระดูกขากรรไกร ปวดเรื้อรัง เปิดปากได้ยาก เนื้อเยื่อโดยรอบอักเสบ และในรายรุนแรงอาจเกิดกระดูกขากรรไกรหักจากรอยโรค ซึ่งต้องการการผ่าตัดใหญ่ ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่บอกให้รู้ว่าการป้องกันตั้งแต่ต้นมีคุณค่ามากแค่ไหน

ป้องกันภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากยาได้อย่างไร?

• พบทันตแพทย์และตรวจสุขภาพช่องปากก่อนเริ่มยากระดูกพรุนเสมอ • แจ้งทันตแพทย์ทุกครั้งว่ากำลังใช้ยากระดูกพรุนอยู่ชนิดใด • ดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างสม่ำเสมอ แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน • หลีกเลี่ยงการทำฟันที่ไม่จำเป็นขณะใช้ยา • หากต้องทำฟัน ให้ปรึกษาแพทย์กระดูกและทันตแพทย์ร่วมกันก่อนเสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยากระดูกพรุนและสุขภาพช่องปาก?

ถาม: ยากระดูกพรุนทุกชนิดทำให้กระดูกขากรรไกรตายได้หมดไหม?

ตอบ: ไม่ใช่ทุกชนิดที่มีความเสี่ยงเท่ากัน ยาแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำที่ใช้รักษามะเร็งมีความเสี่ยงสูงกว่ายากินสำหรับโรคกระดูกพรุนอย่างชัดเจน ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่ใช้ยาในขนาดมาตรฐานมีความเสี่ยงน้อยมาก แต่ก็ไม่ใช่ศูนย์ แพทย์จะพิจารณาร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นของแต่ละคน

ถาม: ถ้ากำลังใช้ยากระดูกพรุนอยู่แล้ว และต้องถอนฟัน ต้องหยุดยาก่อนไหม?

ตอบ: เรื่องนี้ต้องปรึกษาแพทย์โดยตรงก่อนทุกครั้ง ยาบางชนิดสะสมในกระดูกนานมากแม้หยุดแล้ว การหยุดยาอาจไม่ได้ลดความเสี่ยงได้ทันที และยังอาจเพิ่มความเสี่ยงกระดูกหักได้ด้วย แพทย์จะชั่งน้ำหนักความเสี่ยงทั้งสองด้านให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

ถาม: ถ้าไม่มีอาการฟันเลย จำเป็นต้องตรวจก่อนเริ่มยาไหม?

ตอบ: จำเป็นและแนะนำให้ตรวจเสมอ รากฟันที่อักเสบบางรายไม่มีอาการปวดแต่มีปัญหาอยู่แล้ว เมื่อเริ่มยาแล้วกลับมาต้องถอนฟันทีหลัง จะยุ่งยากและเสี่ยงกว่าการป้องกันไว้ก่อน

ถาม: ยาเดโนซูแมบ กับยาบิสฟอสโฟเนต ต่างกันอย่างไรในแง่ความเสี่ยงต่อขากรรไกร?

ตอบ: ทั้งสองกลุ่มมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกขากรรไกรตายจากยาได้เหมือนกัน แต่ยาเดโนซูแมบไม่สะสมในกระดูกนาน เมื่อหยุดยาผลจะหมดไปเร็วกว่า ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงต่อขากรรไกรลดลงเร็วกว่าเมื่อต้องหยุดยาชั่วคราว อย่างไรก็ดี การหยุดยาเดโนซูแมบโดยไม่มีแผนรองรับก็มีความเสี่ยงต่อกระดูกสันหลังหักได้เช่นกัน

ถ้านึกถึงคนรู้จักที่กำลังเริ่มยากระดูกพรุน หรือมีคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านดูได้ครับ เพราะข้อมูลนี้อาจช่วยให้เขาเตรียมตัวได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

สิ่งสำคัญที่ควรจำ: • ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่มต้านการสลายกระดูกมีประสิทธิภาพสูง และมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในผู้ป่วยส่วนใหญ่ • ตรวจสุขภาพช่องปากและรักษาฟันที่มีปัญหาให้เสร็จก่อนเริ่มยาเสมอ • แจ้งทันตแพทย์ทุกครั้งว่ากำลังใช้ยากระดูกพรุน • หากต้องทำฟันระหว่างใช้ยา ให้ปรึกษาแพทย์กระดูกและทันตแพทย์ร่วมกันก่อน • ด้วยการเตรียมตัวที่ถูกต้อง คุณสามารถรับการรักษาโรคกระดูกพรุนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

โรคกระดูกพรุนและความกังวลที่มาพร้อมกับมันไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ การเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมตัวได้ดี ทำให้คุณดูแลตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างมั่นใจ และยังคงใช้ชีวิตเต็มที่ต่อไปได้ครับ


บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) — กระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng โทร 081-530-3666 จันทร์-ศุกร์ 16:30-18:30 / เสาร์ 13:00-15:30 / อาทิตย์ 09:00-11:30



เอกสารอ้างอิง

[1] Khan AA, Morrison A, Hanley DA, et al. Diagnosis and management of osteonecrosis of the jaw: a systematic review and international consensus. J Bone Miner Res. 2015;30(1):3-23. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25414052/

[2] Ruggiero SL, Dodson TB, Aghaloo T, Carlson ER, Ward BB, Kademani D. American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons' Position Paper on Medication-Related Osteonecrosis of the Jaws—2022 Update. J Oral Maxillofac Surg. 2022;80(5):920-943. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35300956/

[3] Medication-related osteonecrosis of the jaw: an evidence-based 2025 position statement. Korean multidisciplinary task force. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41466542/


เอกสารอ้างอิง

  1. Kim, et al. Medication-related osteonecrosis of the jaw: an evidence-based 2025 position statement from a Korean multidisciplinary task force. (2025). J Korean Assoc Oral Maxillofac Surg. PMID: 41466542. DOI: 10.5125/jkaoms.2025.51.6.333

  2. Ruggiero, et al. American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons' Position Paper on Medication-Related Osteonecrosis of the Jaws-2022 Update. (2022). J Oral Maxillofac Surg. PMID: 35300956. DOI: 10.1016/j.joms.2022.02.008

  3. Ferreira Jr, et al. Bisphosphonate-associated osteonecrosis of the jaw. (2021). Minerva Dent Oral Sci. PMID: 32960522. DOI: 10.23736/S2724-6329.20.04306-X

  4. Cavalcante, Tomasetti. Pentoxifylline and tocopherol protocol to treat medication-related osteonecrosis of the jaw: A systematic literature review. (2020). J Craniomaxillofac Surg. PMID: 32998853. DOI: 10.1016/j.jcms.2020.09.008

  5. Khan, et al. Diagnosis and management of osteonecrosis of the jaw: a systematic review and international consensus. (2015). J Bone Miner Res. PMID: 25414052. DOI: 10.1002/jbmr.2405


📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ ทำไมต้องถอนฟันก่อน ก่อนเริ่มยากระดูกพรุน