กระดูกสะโพกหักแล้วผ่าตัดหาย — ดูเหมือนจบแล้ว แต่ถ้าร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่า "ครั้งหน้าจะหนักกว่านี้" โดยที่ยังไม่มีใครบอก นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุจำนวนมากที่เราไม่รู้ 💙

ป้าประไพ อายุ 68 ปี หกล้มในห้องน้ำเพียงครั้งเดียว กระดูกสะโพกหัก หลังผ่าตัดฟื้นตัวได้ดี กลับมาเดินได้ ทุกคนโล่งใจ แต่ไม่มีใครบอกเธอว่า กระดูกที่หักง่ายผิดปกติ คือสัญญาณของบางอย่างที่ยังซ่อนอยู่ 2 ปีต่อมา ก้มยกกระเป๋าใบเล็ก กระดูกสันหลังหักอีกครั้ง…

บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมกระดูกหักครั้งแรกถึงสำคัญกว่าที่คิด และมีระบบอะไรที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้จริง


ทำไมคนที่กระดูกหักแล้วหาย ถึงยังมีความเสี่ยงสูงที่จะหักอีก ภายใน 2 ปี


กระดูกหักแล้ว ผ่าตัดหาย กลับบ้านได้ — ทุกอย่างดูเหมือนจบแล้ว

แต่ในความเป็นจริง กระดูกหักจาก "การหกล้มเบาๆ" หรือ "ก้มผิดท่า" คือสัญญาณที่แพทย์ทั่วโลกรู้มาหลายสิบปีแล้วว่า — นี่ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ

มันคือสัญญาณว่ากระดูกในร่างกายบางลงจนถึงจุดที่อันตราย และถ้าไม่รักษาต้นเหตุ กระดูกหักครั้งต่อไปอาจมาเร็วกว่าที่คิด

กาลครั้งหนึ่ง ป้าประไพอายุ 68 ปี ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในบ้านหลังเดิมมาสามสิบกว่าปี ตื่นเช้ามาทำกับข้าว ตอนเย็นเดินออกกำลังกายรอบหมู่บ้าน ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุข

ทุกวัน เธอดูแลบ้านและหลานตัวเล็กด้วยตัวเอง ไม่เคยต้องพึ่งพาใคร

จนกระทั่งวันหนึ่ง เช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง เธอเดินออกจากห้องน้ำ เท้าเตะขอบประตูเบาๆ — แค่นั้นเอง กระดูกสะโพกหัก เธอล้มลงกับพื้น

เพราะเหตุนั้น ป้าประไพต้องเข้าห้องผ่าตัด นอนโรงพยาบาลสองสัปดาห์ แล้วยังต้องฝึกเดินใหม่อีกหลายเดือน ลูกสาวต้องลาหยุดงานมาดูแล ชีวิตที่เคยเป็นอิสระหยุดชะงักโดยสมบูรณ์

เพราะเหตุนั้น เมื่อหายดีแล้ว เธอแค่อยากลืมเรื่องทั้งหมด ไม่มีใครบอกว่าควรตรวจความหนาแน่นกระดูก ไม่มีใครอธิบายว่าทำไมกระดูกถึงหักจากการสะดุดเบาๆ เธอเลยไม่ได้ไปตรวจ

จนในที่สุด สองปีต่อมา ขณะก้มยกกระเป๋าใบเล็กในครัว ป้าประไพรู้สึกเจ็บแปลบที่หลัง — กระดูกสันหลังหักอีกครั้ง คราวนี้หนักกว่าเดิม

และตั้งแต่นั้นมา เธอได้เข้าสู่ระบบดูแลที่ควรจะได้รับตั้งแต่ครั้งแรก ได้รับการตรวจกระดูก ได้รับยารักษา และได้รับคำแนะนำที่ทำให้เธอเดินได้อีกครั้ง พร้อมกับความรู้ว่าจะดูแลตัวเองอย่างไรต่อจากนี้

หลายคนไม่รู้ว่า กระดูกของเราไม่ได้เป็นก้อนแข็งที่อยู่นิ่งๆ แต่มีกระบวนการสร้างและสลายเกิดขึ้นตลอดเวลา เหมือนการก่อสร้างอาคารที่ต้องรื้อของเก่าและสร้างใหม่ไปพร้อมกัน

ในวัยหนุ่มสาว ร่างกายสร้างกระดูกได้เร็วกว่าสลาย กระดูกจึงแน่นและแข็งแรง แต่หลังอายุ 35–40 ปี สมดุลนี้เริ่มเปลี่ยน กระดูกสลายเร็วกว่าสร้าง ความหนาแน่นลดลงทีละน้อยจนแทบไม่รู้ตัว

เมื่อกระดูกบางลงถึงจุดหนึ่ง แรงกระแทกเล็กน้อยที่คนปกติรับได้ง่ายๆ — อย่างการสะดุด การไอแรง หรือการก้มยกของ — กลับทำให้กระดูกหักได้

ที่สำคัญกว่านั้น กระดูกหักจาก "แรงกระแทกน้อย" แบบนี้คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่ากระดูกพรุนถึงขั้นอันตรายแล้ว และถ้าไม่รักษา กระดูกที่เหลืออยู่ก็ยังเปราะบางเหมือนเดิม พร้อมหักซ้ำได้ทุกเมื่อ

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม การหักครั้งแรกจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่อง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องให้ความสำคัญ

โรคกระดูกพรุน หรือ osteoporosis คือภาวะที่กระดูกมีความหนาแน่นต่ำกว่าปกติ เปราะบาง และแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป

สาเหตุหลักมาจากการลดลงของฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยช่วยคุ้มครองกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การขาดแคลเซียมและวิตามินดีสะสมมานาน พันธุกรรม และการไม่ออกกำลังกายแบบรับน้ำหนัก ล้วนเป็นปัจจัยร่วม

กลไกที่ทำให้น่ากังวลคือ กระดูกที่เคยหักแล้ว ไม่ว่าจะที่สะโพก กระดูกสันหลัง หรือข้อมือ จะเพิ่มความเสี่ยงที่กระดูกชิ้นอื่นจะหักตามมาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แพทย์เรียกภาวะนี้ว่า กระดูกหักซ้ำ หรือการหักครั้งที่สอง

อาการของโรคกระดูกพรุนในระยะแรกมักไม่มีอะไรเลย ไม่เจ็บ ไม่รู้สึกผิดปกติ จนกว่าจะเกิดกระดูกหัก นั่นจึงทำให้หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูงจนกระทั่งสายเกินไป

ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้

• อายุมากกว่า 50 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ซึ่งฮอร์โมนที่ช่วยคุ้มครองกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว

• เคยมีกระดูกหักมาก่อน โดยเฉพาะจากการกระแทกเบาๆ เช่น หกล้มในบ้าน ก้มยกของ หรือไอแรง ซึ่งบ่งบอกว่ากระดูกบางผิดปกติแล้ว

• รับประทานยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน ยากลุ่มนี้ลดการสร้างกระดูกใหม่โดยตรง

• น้ำหนักตัวน้อย หรือมีประวัติกินอาหารน้อย ขาดแคลเซียมและโปรตีนสะสมมานาน ทำให้วัตถุดิบสร้างกระดูกขาดแคลน

• ไม่ค่อยออกแดด หรืออาศัยในพื้นที่ที่แสงแดดน้อย ทำให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้ไม่พอ ส่งผลให้ดูดซึมแคลเซียมได้ลดลง

การวินิจฉัยทำอย่างไร

การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องการหกล้มหรือกระดูกหักในอดีต ประวัติการใช้ยา รวมถึงประวัติครอบครัวที่มีโรคกระดูกพรุนหรือสะโพกหัก

การตรวจร่างกายจะประเมินการทรงตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างหรือไม่ เช่น ส่วนสูงลดลงหรือหลังค่อม

การตรวจที่สำคัญที่สุดคือการวัดความหนาแน่นของกระดูก ที่เรียกว่า การตรวจ DXA (การวัดความหนาแน่นกระดูกด้วยคลื่นรังสีพลังงานคู่) ซึ่งแนะนำให้ทำในทุกคนที่กระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหักหลังการหกล้มหรือการกระแทกเบาๆ ผลที่ได้จะบอกว่ากระดูกบางแค่ไหน และต้องรีบรักษาหรือไม่

นอกจากนี้ การตรวจเลือดและปัสสาวะช่วยหาสาเหตุที่อาจรักษาได้ เช่น การขาดวิตามินดี ความผิดปกติของไต หรือฮอร์โมนผิดเพี้ยน ในบางกรณีอาจต้องถ่ายภาพรังสีกระดูกสันหลังเพื่อดูว่ามีกระดูกสันหลังยุบตัวโดยที่ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัวหรือไม่

แนวทางการรักษาและระบบดูแลต่อเนื่อง

สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้สัมผัสในระบบดูแลหลังกระดูกหักที่เรียกว่า FLS หรือ Fracture Liaison Service (ระบบดูแลต่อเนื่องหลังกระดูกหัก) คือการมีพยาบาลผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ประสานงานโดยเฉพาะ ตั้งแต่การนัดตรวจ DXA ไปจนถึงการติดตามผลการรักษา ผู้ป่วยไม่ต้องหาทางเอง ไม่ตกหล่นระหว่างแผนก

ขั้นแรกที่ทุกคนทำได้คือการปรับพฤติกรรมและเสริมสารอาหาร การเพิ่มแคลเซียมจากอาหาร เช่น นม ถั่วเหลือง ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว ร่วมกับการรับประทานวิตามินดีเสริมและแคลเซียมเสริมตามที่แพทย์แนะนำ เป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบรับน้ำหนัก เช่น เดิน ยืน รำไทเก็ก เพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูก

สำหรับผู้ที่ความหนาแน่นกระดูกต่ำและเคยมีกระดูกหักมาแล้ว แพทย์จะพิจารณายากลุ่มที่เรียกว่า ไบสฟอสโฟเนต (bisphosphonate) ซึ่งออกฤทธิ์ชะลอการสลายกระดูก ยากลุ่มนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดความเสี่ยงกระดูกหักซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ และการเริ่มยาภายใน 3 เดือนหลังกระดูกสะโพกหักยังช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อีกด้วย

เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง — ระบบ FLS ไม่ได้รักษากระดูกที่หักอยู่แล้ว กระดูกสะโพกหักหรือกระดูกสันหลังที่ยุบและมีอาการรุนแรงยังคงต้องได้รับการผ่าตัดเป็นลำดับแรก ระบบ FLS เข้ามาดูแลต่อจากนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต

โรคนี้หายได้ไหม

ข่าวดีคือโรคกระดูกพรุนรักษาได้และควบคุมได้ ผู้ที่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องสามารถลดความเสี่ยงกระดูกหักซ้ำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เวลา ยารักษาโรคกระดูกพรุนมักต้องรับประทานต่อเนื่อง 3–5 ปี หรือนานกว่านั้น เพื่อให้กระดูกค่อยๆ แน่นขึ้น การตรวจ DXA ซ้ำทุก 1–2 ปีจะช่วยติดตามว่ากระดูกตอบสนองต่อการรักษาดีแค่ไหน

ช่วง 1–2 ปีแรกหลังกระดูกหักครั้งแรกคือช่วงที่ความเสี่ยงกระดูกหักซ้ำสูงที่สุด จึงเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดในการเริ่มดูแลและรักษาอย่างจริงจัง

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง

เป็นข้อมูลที่ควรรู้ว่า กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก ทั้งการนอนติดเตียงนานซึ่งนำไปสู่แผลกดทับ การติดเชื้อทางเดินหายใจ และลิ่มเลือดอุดตัน

กระดูกสันหลังที่ยุบตัวซ้ำๆ โดยไม่รักษาต้นเหตุ ทำให้หลังค่อมมากขึ้นทีละน้อย ความสูงลดลง และปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อการหายใจและระบบย่อยอาหารในระยะยาว

สิ่งที่สำคัญพอๆ กันคือผลต่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอิสระที่ลดลง การพึ่งพาผู้อื่น และความกังวลเรื่องการหกล้มจนไม่กล้าออกไปข้างนอก ล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ในครอบครัว

วิธีป้องกันที่ทำได้จริง

• ตรวจความหนาแน่นกระดูกด้วย DXA เมื่ออายุครบ 65 ปีขึ้นไป หรือเร็วกว่านั้นถ้าเคยกระดูกหักจากการกระแทกเบา ไม่ต้องรอให้มีอาการก่อน

• รับประทานแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอ อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์นม ปลาซาร์ดีน เต้าหู้แข็ง และผักใบเขียวเข้ม ร่วมกับการรับแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้า 15–30 นาที

• ออกกำลังกายแบบรับน้ำหนักสม่ำเสมอ เช่น เดิน รำไทเก็ก โยคะ ไม่เพียงกระตุ้นการสร้างกระดูก แต่ยังฝึกการทรงตัวเพื่อลดการหกล้มด้วย

• ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย ติดราวจับในห้องน้ำและบันได ใช้พื้นกันลื่น และให้แสงสว่างเพียงพอทุกจุด โดยเฉพาะเส้นทางที่เดินตอนกลางคืน

• ถ้าเคยกระดูกหักแล้ว อย่าหยุดแค่การรักษากระดูกที่หัก ขอรับการประเมินความเสี่ยงกระดูกพรุนด้วยเสมอ เพราะนั่นคือจุดที่การป้องกันซ้ำเริ่มต้น

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ป้าอายุ 62 ปี เพิ่งหกล้มแล้วกระดูกข้อมือหัก ต้องไปตรวจอะไรเพิ่มอีกไหม

ตอบ: กระดูกข้อมือหักจากการหกล้มในผู้สูงอายุถือเป็นสัญญาณที่ควรตรวจความหนาแน่นกระดูกต่อ เพราะกระดูกที่หักง่ายกว่าปกติมักบ่งบอกว่ากระดูกพรุนอยู่แล้ว การรู้ค่าความหนาแน่นกระดูกจะช่วยให้แพทย์วางแผนรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น

ถาม: แม่อายุ 70 เพิ่งผ่าตัดสะโพก แพทย์บอกให้รอหายก่อนค่อยคิดเรื่องยากระดูก ควรรอนานแค่ไหน

ตอบ: แนวทางการดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักในปัจจุบันแนะนำให้เริ่มการรักษาโรคกระดูกพรุนโดยเร็วหลังผ่าตัด ไม่ควรรอนานเกิน 3 เดือน เพราะการเริ่มยารักษากระดูกพรุนในช่วงนี้ช่วยลดความเสี่ยงทั้งกระดูกหักซ้ำและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลโดยตรงเพื่อวางแผนให้เหมาะสม

ถาม: ระบบ FLS ที่พูดถึงในบทความคืออะไร มีในโรงพยาบาลทั่วไปไหม

ตอบ: FLS หรือ Fracture Liaison Service คือระบบดูแลผู้ป่วยกระดูกหักแบบต่อเนื่อง โดยมีทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ประสานงานระหว่างแผนกศัลยกรรม แพทย์ผู้ดูแลกระดูกพรุน และผู้ป่วย เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนที่กระดูกหักได้รับการตรวจและรักษาต่อเนื่อง ปัจจุบันโรงพยาบาลใหญ่บางแห่งในไทยเริ่มนำระบบนี้มาใช้แล้ว และกำลังขยายมากขึ้นเรื่อยๆ

ถาม: กินยาไบสฟอสโฟเนตนานแค่ไหน และมีผลข้างเคียงไหม

ตอบ: ระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละคน โดยทั่วไปอยู่ที่ 3–5 ปี แล้วแพทย์จะประเมินว่าควรหยุดพักหรือรับประทานต่อ ผลข้างเคียงที่พบบ้างคือระคายเคืองกระเพาะอาหาร ซึ่งป้องกันได้โดยกินยาตอนท้องว่างพร้อมน้ำเปล่าเยอะๆ และนั่งตัวตรงอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงหลังกิน แพทย์จะช่วยเลือกรูปแบบยาที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

เป็นข้อมูลที่หลายคนยังไม่รู้ ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ ส่งต่อให้คนที่ห่วงใยได้ครับ

สิ่งสำคัญที่อยากให้จำไว้

• กระดูกหักจากแรงกระแทกเบาๆ ในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่เป็นสัญญาณบอกว่ากระดูกบางจนถึงจุดที่ต้องรักษา

• หลังกระดูกหักครั้งแรก ความเสี่ยงที่กระดูกจะหักซ้ำในช่วง 1–2 ปีแรกสูงที่สุด และเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการเริ่มป้องกัน

• การตรวจ DXA วัดความหนาแน่นกระดูก คือก้าวแรกที่สำคัญ ทำให้รู้ว่าต้องรักษาระดับไหน

• ยาไบสฟอสโฟเนตที่เริ่มภายใน 3 เดือนหลังกระดูกสะโพกหัก ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดความเสี่ยงทั้งกระดูกหักซ้ำและการเสียชีวิตได้

• ระบบ FLS คือโครงสร้างที่ทำให้การดูแลต่อเนื่องเกิดขึ้นได้จริง ไม่ตกหล่น และขณะนี้กำลังขยายไปยังโรงพยาบาลมากขึ้นในไทย

กระดูกหักครั้งหนึ่งอาจเปลี่ยนชีวิต แต่ไม่จำเป็นต้องให้มันเปลี่ยนชีวิตซ้ำสองครั้ง

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวในเรื่องนี้ ความกลัวที่จะหกล้มอีกครั้ง ความห่วงใยพ่อแม่ผู้สูงอายุ หรือความสงสัยว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไหม — ล้วนเป็นเรื่องที่มีคำตอบ

ดูแลกระดูกของตัวเองและคนที่รัก เพราะยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ยิ่งปกป้องได้มากเท่านั้น


*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์สำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากมีอาการหรือข้อสงสัย กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) — ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก เชียงใหม่ Line: @doctorkeng | โทร 081-530-3666*



เอกสารอ้างอิง

  1. Li-Yu, et al. Philippine Clinical Practice Guidelines on Screening, Diagnosis, Management and Prevention of Primary Osteoporosis and Fragility Fractures Among Postmenopausal Women and Older Men. (2025). J ASEAN Fed Endocr Soc. PMID: 41357038. DOI: 10.15605/jafes.040.02.27

  2. Subarajan, Arceo-Mendoza, Camacho. Postmenopausal Osteoporosis: A Review of Latest Guidelines. (2024). Endocrinol Metab Clin North Am. PMID: 39448132. DOI: 10.1016/j.ecl.2024.08.008

  3. Hutchins, et al. ACR Appropriateness Criteria® Low Back Pain: 2021 Update. (2021). J Am Coll Radiol. PMID: 34794594. DOI: 10.1016/j.jacr.2021.08.002

  4. Morin, Leslie, Schousboe. Osteoporosis: A Review. (2025). JAMA. PMID: 40587168. DOI: 10.1001/jama.2025.6003

  5. Hoong, et al. Advances in the management of osteoporosis. (2025). BMJ. PMID: 40738610. DOI: 10.1136/bmj-2024-081250

  6. Bolland, et al. Fracture Prevention with Infrequent Zoledronate in Women 50 to 60 Years of Age. (2025). N Engl J Med. PMID: 39813642. DOI: 10.1056/NEJMoa2407031

  7. Ensrud, Crandall. Osteoporosis. (2024). Ann Intern Med. PMID: 38190715. DOI: 10.7326/AITC202401160

  8. Cianferotti, et al. Nutrition, Vitamin D, and Calcium in Elderly Patients before and after a Hip Fracture and Their Impact on the Musculoskeletal System: A Narrative Review. (2024). Nutrients. PMID: 38892706. DOI: 10.3390/nu16111773

  9. LeBoff, et al. The clinician's guide to prevention and treatment of osteoporosis. (2022). Osteoporos Int. PMID: 35478046. DOI: 10.1007/s00198-021-05900-y

  10. Johnston, Dagar. Osteoporosis in Older Adults. (2020). Med Clin North Am. PMID: 32773051. DOI: 10.1016/j.mcna.2020.06.004

  11. Compston, McClung, Leslie. Osteoporosis. (2019). Lancet. PMID: 30696576. DOI: 10.1016/S0140-6736(18)32112-3

  12. Kanis, et al. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. (2019). Osteoporos Int. PMID: 30324412. DOI: 10.1007/s00198-018-4704-5

  13. Ensrud, Crandall. Osteoporosis. (2017). Ann Intern Med. PMID: 28761958. DOI: 10.7326/AITC201708010


📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ ทำไมคนที่กระดูกหักแล้วหาย ถึงยังมีความเสี่ยงสูงที่จะหักอีก ภายใน 2 ปี