เป็นเบาหวาน แต่ไม่เคยตรวจเท้าตัวเองอย่างจริงจัง สังเกตเห็นแผลเล็กๆ แต่คิดว่าไม่เจ็บก็คงไม่เป็นไร รู้สึกชาๆ ที่ปลายเท้า แต่ไม่แน่ใจว่าผิดปกติหรือเปล่า
ผู้ชายวัย 60 ปีรายหนึ่ง เป็นเบาหวานมา 12 ปี สังเกตเห็นแผลเล็กๆ ที่ฝ่าเท้าตอนอาบน้ำ ไม่เจ็บ เลยปล่อยไว้ ใช้ผ้าพันแผลปิดเองอยู่หลายอาทิตย์ จนวันที่แผลบวมแดง มีกลิ่น เดินลงน้ำหนักไม่ได้ — ตอนนั้นสายเกินไปแล้วสำหรับบางส่วนของเท้า
บทความนี้อธิบายทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับแผลที่เท้าของคนเป็นเบาหวาน ก่อนที่มันจะลุกลามเกินแก้
แผลที่เท้าของคนเป็นเบาหวาน — ร่างกายกำลังบอกอะไรที่คุณไม่ควรมองข้าม
คุณเป็นเบาหวาน แล้วรู้ไหมว่า ถ้ามีแผลที่เท้าแต่ไม่รู้สึกเจ็บ — นั่นอาจไม่ใช่เรื่องดีอย่างที่คิด?
คนส่วนใหญ่ที่เป็นเบาหวานมักคิดว่า "แผลเล็กๆ หายเองได้" แต่ความจริงกลับตรงข้าม ยิ่งแผลไม่เจ็บ ยิ่งต้องระวัง
เพราะนั่นหมายความว่าเส้นประสาทที่เท้าของคุณกำลังทำงานไม่ปกติแล้ว
ผู้ชายวัย 60 ปีรายหนึ่ง เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 48 ปี
ทุกวันเขายังเดินออกกำลังกายรอบหมู่บ้านได้ เล่นกับหลานๆ ได้ ขึ้นลงบันไดบ้านได้
จนวันหนึ่ง ตอนอาบน้ำ เขาสังเกตเห็นแผลกลมเล็กๆ ที่ฝ่าเท้า ไม่เจ็บ เลยคิดว่าแค่ผิวหนังถลอกเอง ใช้สำลีแอลกอฮอล์เช็ดแล้วปิดผ้าพันแผล
สองอาทิตย์ผ่านไป แผลไม่หาย กลับบวมแดงขึ้นมาอีก
เดือนต่อมา แผลลึกขึ้น มีน้ำเหลือง ขาเริ่มปวดตอนกลางคืน
ตอนที่เขามาพบแพทย์ — แผลลุกลามถึงกระดูกแล้ว
เขาบอกว่า "รู้แบบนี้ควรมาตั้งแต่แรกที่เห็น"
ทำไมแผลที่เท้าของคนเป็นเบาหวานถึงอันตรายกว่าที่คิด
หลายคนมาพบผมแล้วถามว่า "หมอ แผลไม่เจ็บเลย มันอันตรายได้ยังไง?" — คำถามนั้นทำให้ผมต้องอธิบายเรื่องสำคัญสามเรื่องเสมอ
เรื่องแรก เส้นประสาทที่เท้าเสื่อมสภาพ
น้ำตาลที่สูงเกินไปในเลือดนาน ๆ เปรียบเหมือนกรดกัดกร่อนสายไฟทีละน้อย เส้นประสาทที่เท้าค่อยๆ เสื่อมลง จนแทบรู้สึกไม่ได้ว่ามีอะไรกดหรือบาดที่เท้า แผลเล็กๆ จากรองเท้ากัด หรือเหยียบของแหลม จึงกลายเป็นแผลที่ปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่รู้ตัว
เรื่องที่สอง เลือดไปเลี้ยงที่เท้าน้อยลง
เบาหวานทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งและหนาขึ้น โดยเฉพาะหลอดเลือดเล็กๆ ที่ขาและเท้า เปรียบเหมือนท่อน้ำที่ตีบแคบลงทีละน้อย เลือดที่นำออกซิเจนและสารอาหารไปซ่อมแซมแผลก็ไปถึงน้อยลง การซ่อมแซมเนื้อเยื่อจึงเกิดขึ้นช้ามาก
เรื่องที่สาม ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง
น้ำตาลสูงทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เปรียบเหมือนทหารที่อ่อนแอและตอบสนองช้า เมื่อแบคทีเรียเข้ามาในแผล จึงลุกลามได้รวดเร็วกว่าร่างกายของคนปกติมาก
สามปัจจัยนี้ทำงานพร้อมกัน ทำให้แผลเล็กๆ ที่เท้าของคนเป็นเบาหวานเป็นแผลที่ต้องรับการดูแลจากแพทย์ทุกครั้ง
แผลเบาหวานที่เท้าคืออะไร และทำไมถึงต้องรู้จักระดับความรุนแรง
แผลเบาหวานที่เท้า คือแผลที่เกิดขึ้นที่เท้าของผู้ที่เป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่เกิดที่บริเวณฝ่าเท้าหรือนิ้วเท้า และมักไม่รู้สึกเจ็บในระยะแรก
แพทย์แบ่งความรุนแรงของแผลออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 0 ที่ยังไม่มีแผล มีแค่ผิวหนังหนาหรือนิ้วผิดรูป ไปจนถึงระดับ 5 ที่เนื้อตายลุกลามทั้งเท้า
ระดับความรุนแรงนี้สำคัญมาก เพราะมันกำหนดว่าควรรักษาด้วยวิธีไหน แค่ดูแลแผลธรรมดา หรือต้องผ่าตัด
แผลเบาหวานที่เท้าแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก
ประเภทแรกคือแผลจากเส้นประสาทเสื่อม มักเกิดที่ฝ่าเท้าบริเวณที่รับน้ำหนัก ไม่เจ็บ แต่แผลลึกได้ง่ายโดยที่เจ้าตัวไม่รู้
ประเภทที่สองคือแผลจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอ มักเกิดที่ขอบเท้าหรือส้นเท้า เจ็บมากกว่า และหายยากกว่า เพราะเนื้อเยื่อขาดเลือด
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง
• คนที่เป็นเบาหวานมานานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะถ้าควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี
• คนที่มีอาการชาหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่ปลายเท้า (สัญญาณเส้นประสาทเสื่อม)
• คนที่มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง หรือไตเรื้อรัง
• คนที่มีนิ้วเท้าผิดรูป เช่น นิ้วงอ หรือผิวหนังที่เท้าหนาและแตกเป็นร่อง
• คนที่เคยเป็นแผลที่เท้ามาก่อน หรือเคยถูกตัดนิ้วหรือบางส่วนของเท้าไปแล้ว
แพทย์วินิจฉัยแผลเบาหวานที่เท้าอย่างไร
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติโดยละเอียด ว่าเป็นเบาหวานมานานแค่ไหน ควบคุมน้ำตาลได้ดีแค่ไหน และมีอาการชาหรือปวดขาตอนกลางคืนไหม
จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกาย โดยใช้เครื่องมือเบาๆ แตะที่เท้าเพื่อทดสอบความรู้สึก ตรวจชีพจรที่เท้าเพื่อประเมินการไหลเวียนเลือด และตรวจดูแผลว่าลึกแค่ไหน มีกลิ่น หรือสีผิดปกติไหม
ถ้าสงสัยว่าเลือดไปเลี้ยงน้อย อาจใช้อัลตราซาวด์ตรวจหลอดเลือดดูการไหลเวียนเลือดที่ขา
ถ้าแผลลึกหรืออยู่มานาน จะเอกซเรย์เพื่อดูว่ากระดูกมีการติดเชื้อหรือเสียหายไหม
และในกรณีที่ซับซ้อน อาจต้องทำ MRI (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อดูเนื้อเยื่อรอบๆ แผลอย่างละเอียด
แนวทางรักษา — เบาไปหนักตามระดับความรุนแรง
สิ่งแรกที่ผมบอกคนไข้เสมอคือ ดูแลตัวเองให้แข็งแรงไว้ เพื่อคนที่คุณรัก เพราะแผลที่เท้าที่ปล่อยไว้นานมักขโมยเวลาที่ควรจะได้อยู่กับครอบครัวไป
สำหรับแผลระดับ 0-1 (แผลตื้น ยังไม่ลึกมาก) สิ่งสำคัญที่สุดคือการลดแรงกดที่เท้า แพทย์จะใช้เฝือกพิเศษที่เรียกว่า "Total Contact Cast" หรืออุปกรณ์พยุงเท้าชนิดพิเศษ เพื่อกระจายน้ำหนักออกจากแผล ควบคู่กับการทำความสะอาดและตัดเนื้อตายออกทุกนัด และการควบคุมน้ำตาลให้ดีขึ้น
สำหรับแผลระดับ 2-3 (แผลลึก หรือมีการติดเชื้อ) นอกจากการลดแรงกดแล้ว จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ บางรายอาจต้องผ่าตัดเพื่อระบายหนองหรือตัดเนื้อตายออก
สำหรับแผลระดับ 4-5 (มีเนื้อตายดำหรือเนื้อเน่า) กรณีเหล่านี้ การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง แพทย์จะประเมินว่าจำเป็นต้องตัดเฉพาะบางส่วน เช่น นิ้วหรือปลายเท้า หรือต้องตัดสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับขอบเขตของเนื้อตายและการไหลเวียนเลือดในส่วนที่เหลือ การประเมินหลอดเลือดก็จำเป็นในกรณีเหล่านี้
สิ่งที่ผมเชื่อเสมอคือ การวินิจฉัยที่แม่นยำ คือการรู้ว่าเมื่อไหร่รักษาได้โดยไม่ผ่าตัด และเมื่อไหร่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ไม่ใช่แค่การพยายามหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเสมอไป
พยากรณ์โรค — แผลเบาหวานที่เท้าหายได้ไหม
แผลระดับ 1-2 ที่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถหายได้ในหลายกรณี แต่ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดแผล การควบคุมน้ำตาล และการไหลเวียนเลือด
แผลที่รักษาหายแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้ายังไม่แก้ที่ต้นเหตุ เช่น รองเท้าไม่เหมาะสม หรือน้ำตาลยังควบคุมไม่ได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดแผลซ้ำ เพราะแต่ละครั้งที่เป็นแผล ความเสี่ยงของการลุกลามก็สูงขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าปล่อยแผลไว้โดยไม่รักษา สิ่งที่อาจเกิดขึ้น
การติดเชื้อลุกลามจากแผลไปสู่กระดูก ทำให้กระดูกผุและติดเชื้อ รักษายากขึ้นมาก
เนื้อตายลุกลาม เมื่อเลือดไม่ไปเลี้ยง เนื้อเยื่อตายทีละส่วน และถ้าปล่อยไว้ อาจลุกลามขึ้นไปเรื่อยๆ
ในกรณีที่รุนแรง อาจถึงขั้นต้องตัดขาเพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลามสู่ร่างกายส่วนอื่น
ทั้งหมดนี้สามารถป้องกันได้ ถ้าตรวจพบและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
วิธีป้องกันแผลเบาหวานที่เท้า
• ตรวจเท้าตัวเองทุกวัน ใช้กระจกส่องดูใต้ฝ่าเท้า สังเกตหาแผล ตุ่ม หรือผิวหนังเปลี่ยนสี
• เลือกรองเท้าที่พอดีเท้า ไม่แน่นหรือหลวมเกินไป ไม่มีรอยเย็บภายในที่กดทับ และไม่สวมรองเท้าแตะหรือเดินเท้าเปล่า
• ดูแลผิวหนังเท้าให้ชุ่มชื้น ทาครีมบำรุงป้องกันผิวแตก แต่หลีกเลี่ยงการทาระหว่างนิ้วเท้า
• ควบคุมน้ำตาลให้ได้ตามเป้าหมาย เพราะน้ำตาลที่ดีขึ้นช่วยให้การฟื้นตัวของแผลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
• มาพบแพทย์ทันที ถ้าสังเกตเห็นแผลที่เท้า ไม่ว่าจะเจ็บหรือไม่เจ็บก็ตาม
คำถามที่คนไข้ถามบ่อย
ถาม: แผลที่เท้าไม่เจ็บ แปลว่าแผลไม่รุนแรงใช่ไหม? ตอบ: ไม่ใช่เลย สำหรับคนเป็นเบาหวาน การที่แผลไม่เจ็บมักหมายความว่าเส้นประสาทที่เท้าเสื่อมสภาพแล้ว ทำให้รู้สึกเจ็บได้น้อยลง แผลที่ไม่รู้สึกเจ็บจึงอาจลุกลามลึกได้โดยไม่รู้ตัว
ถาม: ถ้าเป็นเบาหวาน ต้องตรวจเท้าบ่อยแค่ไหน? ตอบ: แนะนำให้ตรวจเท้าตัวเองทุกวัน และให้แพทย์ตรวจเท้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น เคยเป็นแผลมาก่อน หรือมีอาการชา ควรตรวจบ่อยขึ้นตามที่แพทย์แนะนำ
ถาม: แผลเบาหวานที่เท้ารักษาหายได้ไหม? ตอบ: ในหลายกรณีสามารถรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก แต่ต้องควบคุมน้ำตาล ลดแรงกดที่แผล และรักษาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
ถาม: รองเท้าที่ดีสำหรับคนเป็นเบาหวานควรเป็นอย่างไร? ตอบ: ควรมีพื้นรองเท้าที่นุ่มแต่รองรับน้ำหนักดี ด้านในกว้างพอให้นิ้วเท้าขยับได้ ไม่มีรอยเย็บที่กดทับ และอาจมีแผ่นรองเท้าพิเศษที่กระจายแรงกด ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายอุปกรณ์เพื่อเลือกที่เหมาะกับเท้าของคุณ
ถาม: แผล Charcot หรือ "เท้าชาร์คอ" ที่ได้ยินบ่อยคืออะไร? ตอบ: คือภาวะที่กระดูกและข้อที่เท้าพังทลายลงเพราะเส้นประสาทเสื่อมทำให้ไม่รับรู้การบาดเจ็บ เท้าจะบวม แดง ร้อน แต่ไม่เจ็บ ต่างจากแผลทั่วไปที่มีบาดแผลให้เห็น ต้องรักษาด้วยการใส่เฝือกพิเศษให้เท้าพักโดยเร็ว
ถ้านึกถึงคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่เป็นเบาหวาน ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านดูได้ครับ
สรุปสิ่งสำคัญที่ควรจำ
• แผลที่เท้าของคนเป็นเบาหวานไม่ว่าจะเล็กหรือไม่เจ็บ ต้องพบแพทย์ทันที
• การที่แผลไม่เจ็บไม่ได้แปลว่าแผลไม่รุนแรง — อาจหมายถึงเส้นประสาทเสื่อมแล้ว
• การลดแรงกดที่แผลด้วยเฝือกหรืออุปกรณ์พิเศษ คือหัวใจของการรักษาแผลเบาหวานที่เท้า
• ควบคุมน้ำตาลให้ดี ตรวจเท้าทุกวัน และสวมรองเท้าที่เหมาะสม คือการป้องกันที่ดีที่สุด
• ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีทางเลือกในการรักษามากกว่า และลดโอกาสถึงขั้นตัดขา
แผลที่เท้าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับคนเป็นเบาหวาน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน ถ้าดูแลร่างกายอย่างถูกต้องและมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ คุณยังสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและดูแลคนที่คุณรักได้ต่อไป
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแผลเบาหวานที่เท้า ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
เอกสารอ้างอิง
[1] Everett E, Mathioudakis N. Update on management of diabetic foot ulcers. Annals of the New York Academy of Sciences. 2018. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29377202/
[2] Lim JZ, et al. Prevention and treatment of diabetic foot ulcers. Journal of the Royal Society of Medicine. 2017. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28116957/
[3] Rehman ZU, et al. Diabetic Foot Ulcers: Contemporary Assessment And Management. JPMA. The Journal of the Pakistan Medical Association. 2023. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37469062/

