ยืนได้ไม่ถึงชั่วโมง ฝ่าเท้าเริ่มแสบวับขึ้นมา นั่งพักแป๊บเดียวดีขึ้น พอลุกมายืนใหม่ก็กลับมาอีก

นิสา (นามสมมติ) อายุ 44 ปี เปลี่ยนรองเท้ามาแล้วสามคู่ แต่อาการก็ยังไม่หาย วันที่ฝ่าเท้าชาแม้แค่เดินในบ้าน เธอถึงรู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่รองเท้า

บทความนี้อธิบายว่าอาการชาปวดฝ่าเท้าแบบนี้มาจากอะไร และมีทางรักษาได้อย่างไร


ทำไมฝ่าเท้าถึงชาและปวดแสบเวลายืนนาน ทั้งที่ไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน?


สิ่งสำคัญที่ต้องรู้

• What: ปวดแสบชาฝ่าเท้าจากเส้นประสาทถูกกดทับในอุโมงค์ข้อเท้าด้านใน • Why: เท้าแบน บวม ก้อนเนื้อ หรืออาชีพที่ยืนนานกดทับเส้นประสาทส่วนใน (posterior tibial nerve) • When: ปวดชาฝ่าเท้าไม่หายเกิน 4–6 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย


โรคอุโมงค์ข้อเท้า หรือ Tarsal Tunnel Syndrome (TTS) — กลุ่มอาการเส้นประสาทถูกกดทับในข้อเท้า คือภาวะที่เส้นประสาทบริเวณข้อเท้าด้านในถูกกดทับจนทำให้ฝ่าเท้าปวดแสบ ชา โดยเฉพาะเมื่อยืนหรือเดินนาน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ

คุณเคยมีอาการแบบนี้ไหม?

ยืนทำงานอยู่ดีๆ ฝ่าเท้าเริ่มแสบร้อน ชาวับขึ้นมาตั้งแต่ส้นเท้าจนถึงนิ้วเท้า นั่งพักสักครู่ดีขึ้น แต่พอลุกมายืนใหม่ก็กลับมาอีก

ถ้าใช่ อาจไม่ใช่แค่เรื่องรองเท้าคับหรือพื้นแข็งเกิน แต่อาจเป็นสัญญาณจากเส้นประสาทบริเวณข้อเท้าที่กำลังส่งข้อความให้คุณรู้

นิสา อายุ 44 ปี เป็นพยาบาลมากว่าสิบปี เธอรักอาชีพนี้และไม่เคยบ่นเรื่องเหนื่อยเลย

ทุกวันเธอเดินตามหอผู้ป่วยเป็นชั่วโมงๆ ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา

จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอเริ่มรู้สึกแสบๆ ชาๆ ที่ฝ่าเท้าขวา ตอนแรกทนได้ คิดว่าแค่เท้าล้า เธอซื้อรองเท้าพยาบาลคู่ใหม่ ลองใส่แผ่นรองเท้า แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น

เพราะเหตุนั้น เธอลองเปลี่ยนรองเท้าไปอีกสองคู่ ทาน้ำมันนวด แช่เท้าน้ำอุ่นทุกคืน ทำมาเกือบครึ่งปีแต่อาการก็ยังอยู่

จนในที่สุด วันที่ฝ่าเท้าชาแม้แค่เดินในบ้านเฉยๆ เธอจึงตัดสินใจมาพบแพทย์

และตั้งแต่นั้นมา หลังจากตรวจพบว่าเป็น Tarsal Tunnel Syndrome และได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการเธอดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังได้รับการรักษาต่อเนื่อง และเธอยังคงทำงานที่รักได้ต่อไป

โรคอุโมงค์ข้อเท้าเกิดขึ้นได้อย่างไร?

หลายคนไม่รู้ว่ามีเส้นประสาทสำคัญเส้นหนึ่งวิ่งผ่าน "อุโมงค์" เล็กๆ ที่อยู่ด้านในข้อเท้า ใกล้กับกระดูกตาตุ่มด้านใน

อุโมงค์นี้เป็นช่องแคบที่ถูกล้อมรอบด้วยกระดูกและเอ็นที่ยึดแน่น ภายในช่องนี้มีทั้งเส้นเอ็น หลอดเลือด และเส้นประสาทรวมอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัด

เมื่อมีสิ่งใดก็ตามที่ทำให้ช่องนี้แคบลง ไม่ว่าจะเป็นการบวม ก้อนเนื้อเล็กๆ หรือการที่เท้าแบนจนกดทับช่องนี้มากขึ้น เส้นประสาทที่อยู่ในนั้นก็จะถูกบีบและเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติออกมา

นั่นคือเหตุผลที่อาการมักแย่ลงตอนยืนนาน เพราะน้ำหนักตัวกดลงทำให้ช่องนั้นแคบลงอีก และดีขึ้นเมื่อนั่งพัก เพราะแรงกดลดลง

สิ่งที่ทำให้หลายคนรักษาผิดทาง คือ อาการปวดชาฝ่าเท้าแบบนี้คล้ายกับโรคอื่นหลายโรค ทั้งปวดส้นเท้าจากเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ หรือชาจากโรคเบาหวาน การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก เพราะรักษาผิดโรค อาการก็ไม่ดีขึ้น

Tarsal Tunnel Syndrome คืออะไร?

Tarsal Tunnel Syndrome (TTS) — กลุ่มอาการเส้นประสาทถูกกดทับในอุโมงค์ข้อเท้า คือภาวะที่เส้นประสาท posterior tibial (เส้นประสาทส่วนในของข้อเท้า) ถูกกดทับขณะผ่านช่องใต้ข้อเท้าด้านใน ทำให้เกิดอาการที่ฝ่าเท้า นิ้วเท้า และส้นเท้า

อาการหลักที่พบบ่อย: • ปวดแสบ ชา หรือเหมือนมีไฟช็อตที่ฝ่าเท้าและนิ้วเท้า • อาการแย่ลงเมื่อยืนนานหรือเดินมาก • บรรเทาลงเมื่อนั่งพักหรือยกขาสูง • บางรายรู้สึกอาการในเวลากลางคืนด้วย • ในรายที่เป็นนาน กล้ามเนื้อเล็กๆ ในฝ่าเท้าอาจอ่อนแรงลง

สาเหตุที่พบบ่อย: • เท้าแบนหรืออุ้งเท้าต่ำ ทำให้ช่องอุโมงค์แคบลงเมื่อรับน้ำหนัก • ก้อนถุงน้ำหรือเนื้องอกเล็กๆ ในช่องอุโมงค์ข้อเท้า • เคยบาดเจ็บข้อเท้า เช่น ข้อเท้าพลิกหลายครั้ง • หลอดเลือดขอดหรือเส้นเอ็นอักเสบที่กดทับเส้นประสาท • โรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ ที่ทำให้เยื่อหุ้มเส้นเอ็นบวม

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อโรคนี้?

• ผู้ที่มีเท้าแบน อุ้งเท้าต่ำ หรืออุ้งเท้าตก • ผู้ที่เคยบาดเจ็บหรือผ่าตัดบริเวณข้อเท้า • ผู้ที่ต้องยืนนานในอาชีพ เช่น พยาบาล พ่อครัว ครู หรือพนักงานเคาน์เตอร์ • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก เนื่องจากแรงกดบริเวณข้อเท้าสูงขึ้น • ผู้ที่มีโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี

หมอวินิจฉัยโรคนี้อย่างไร?

การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายก่อนเสมอ

หมอจะถามว่าอาการปวดชาเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน แย่ลงเมื่อไหร่ และมีประวัติบาดเจ็บหรือไม่

จากนั้นตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการทดสอบ Tinel's sign — หมอจะแตะเบาๆ บริเวณด้านในข้อเท้า ถ้าผู้ป่วยรู้สึกชาหรือเหมือนไฟช็อตลงไปที่ฝ่าเท้า ถือว่าผลบวก และเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้โรคนี้

การตรวจเพิ่มเติมที่อาจจำเป็น: • เอกซเรย์ข้อเท้า เพื่อดูกระดูกว่ามีผิดปกติหรือไม่ • MRI (Magnetic Resonance Imaging) — เอ็มอาร์ไอ เพื่อหาก้อนเนื้อหรือถุงน้ำที่กดทับในช่องอุโมงค์ • การตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท เพื่อวัดว่าเส้นประสาทส่งสัญญาณช้าลงหรือไม่

รักษาโรคนี้ได้ด้วยวิธีใด?

แนวทางรักษาเริ่มจากวิธีที่ไม่ผ่าตัดก่อนเสมอ ในหลายกรณีได้ผลดีโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด: • แผ่นรองพยุงอุ้งเท้า หรือรองเท้าที่มีพื้นรองรับอุ้งเท้าด้านใน ช่วยลดแรงกดทับเส้นประสาท • ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ibuprofen หรือ naproxen ช่วยลดการอักเสบรอบเส้นประสาท • ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าในช่องอุโมงค์ข้อเท้า เพื่อลดบวมและลดแรงกด ได้ผลในหลายราย • ลดกิจกรรมที่ทำให้อาการแย่ลง เช่น ยืนนานติดต่อกัน • กายภาพบำบัด เพื่อเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบเท้า

หากรักษาแบบไม่ผ่าตัดนาน 3–6 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือพบว่ามีก้อนเนื้อกดทับเส้นประสาทชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดคลายการกดทับ (tarsal tunnel release) ซึ่งเป็นการเปิดเอ็นที่คลุมช่องอุโมงค์ออกเพื่อให้เส้นประสาทมีพื้นที่มากขึ้น ผลลัพธ์ดีโดยเฉพาะในกรณีที่มีสาเหตุชัดเจน

โรคนี้รักษาหายได้ไหม?

ผู้ป่วยที่วินิจฉัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาอย่างถูกต้อง มีโอกาสดีที่อาการจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในกรณีที่รักษาแบบไม่ผ่าตัด หลายรายอาการดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงสามเดือน ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง

สำหรับผู้ที่ผ่าตัด ผลลัพธ์โดยรวมค่อนข้างดี โดยเฉพาะในรายที่พบสาเหตุชัดเจน เช่น มีก้อนหรือประวัติบาดเจ็บ ระยะเวลาฟื้นตัวและผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะการรักษาโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันจะไม่ช่วยให้ Tarsal Tunnel Syndrome ดีขึ้น

ถ้าปล่อยทิ้งนาน จะเกิดอะไรขึ้น?

• เส้นประสาทอาจเสียหายถาวร ทำให้ฝ่าเท้าชาโดยไม่หายเป็นปกติ • กล้ามเนื้อเล็กๆ ในฝ่าเท้าอาจอ่อนแรง ส่งผลต่อการทรงตัวและการเดิน • อาการปวดเรื้อรังที่รักษายากขึ้นเมื่อปล่อยนาน • คุณภาพชีวิตลดลง เนื่องจากไม่สามารถยืนหรือเดินได้นานตามปกติ

ป้องกันได้ไหม และทำอย่างไร?

• เลือกรองเท้าที่รองรับอุ้งเท้า ไม่คับแน่นบริเวณข้อเท้าด้านใน • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดแรงกดที่ข้อเท้า • หลีกเลี่ยงการยืนบนพื้นแข็งนานๆ โดยไม่มีพักเป็นระยะ • บริหารกล้ามเนื้อเท้าและข้อเท้าสม่ำเสมอ เช่น การยืดฝ่าเท้าและหมุนข้อเท้า • หากมีโรคเบาหวานหรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ ควรควบคุมโรคให้ดีและตรวจเท้าเป็นประจำ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอุโมงค์ข้อเท้า?

ถาม: ปวดชาฝ่าเท้าแบบนี้เป็น Tarsal Tunnel Syndrome แน่หรือเปล่า? ตอบ: ไม่แน่เสมอไปครับ อาการชาปวดฝ่าเท้าอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เส้นประสาทอักเสบจากเบาหวาน หรือปัญหาจากหลัง การตรวจโดยแพทย์เพื่อแยกแยะสาเหตุจึงสำคัญมาก ไม่ควรวินิจฉัยเองหรือรักษาเองนาน

ถาม: Tarsal Tunnel Syndrome ต่างจากปวดส้นเท้าอย่างไร? ตอบ: ปวดส้นเท้าจากเส้นเอ็นฝ่าเท้า (plantar fasciitis) มักปวดรุนแรงที่สุดตอนก้าวเท้าแรกๆ หลังตื่นนอน และปวดตรงส้นเท้าด้านล่าง แต่ Tarsal Tunnel Syndrome จะปวดแสบชาทั่วฝ่าเท้า แย่ลงตอนยืนนานหรือเดินนาน และรู้สึกชาร้าวไปนิ้วเท้าด้วย ต้องตรวจโดยแพทย์เพื่อแยกแยะ

ถาม: ต้องผ่าตัดทุกคนไหม? ตอบ: ไม่ใช่ทุกคนครับ ผู้ป่วยหลายรายอาการดีขึ้นด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น แผ่นรองรองเท้า ยา หรือฉีดยา แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเฉพาะในกรณีที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดมาระยะหนึ่งแล้วไม่ได้ผล หรือพบว่ามีก้อนกดทับเส้นประสาทชัดเจน

ถาม: รักษาแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม? ตอบ: อาจเป็นได้ครับ โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ เช่น เท้าแบน หรืออาชีพที่ต้องยืนนาน การดูแลรองเท้าและน้ำหนักตัว รวมถึงการบริหารเท้าสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำได้

ถ้านึกถึงใครสักคนที่มีอาการปวดชาฝ่าเท้าคล้ายแบบนี้ ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านดูได้ครับ

5 สิ่งสำคัญที่ควรจำ: • Tarsal Tunnel Syndrome คือการกดทับเส้นประสาทในอุโมงค์ข้อเท้า ไม่ใช่โรคกระดูก • อาการหลัก: ปวดแสบชาฝ่าเท้าเมื่อยืนนาน ดีขึ้นเมื่อนั่งพัก • การวินิจฉัยที่ถูกต้องสำคัญมาก เพราะอาการคล้ายโรคอื่นหลายโรค • รักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ผลในหลายราย ถ้าเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ • ปล่อยทิ้งนาน อาจทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวรได้

ความเจ็บปวดที่ฝ่าเท้าไม่ควรเป็นสิ่งที่คุณต้องทนอยู่กับมันทุกวัน ไม่ว่าจะทำอาชีพใด หรืออยู่ในวัยใด หลายกรณีสามารถรักษาได้ถ้าวินิจฉัยถูกต้องตั้งแต่แรก


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคอุโมงค์ข้อเท้า (Tarsal Tunnel Syndrome) ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-530-3666


#หมอเก่ง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ชาฝ่าเท้า #ปวดฝ่าเท้า #เส้นประสาทถูกกดทับ #ปวดข้อเท้า #โรคเท้า #กระดูกและข้อ


เอกสารอ้างอิง

[1] Vij N, Kaley HN, Robinson CL, et al. Clinical results following conservative management of tarsal tunnel syndrome compared with surgical treatment: a systematic review. Orthopedic Reviews (Pavia). 2022;14(3):37539. https://doi.org/10.52965/001c.37539

[2] Fortier LM, Leethy KN, Smith M, et al. An update on posterior tarsal tunnel syndrome. Orthopedic Reviews (Pavia). 2022;14(3):35444. https://doi.org/10.52965/001c.35444

[3] Inzarul Haq I, Banerjee AA, Arshad Z, Iqbal AM, Bhatia M. The management of tarsal tunnel syndrome: a scoping review. Journal of Clinical Orthopaedics and Trauma. 2024;54:102489. https://doi.org/10.1016/j.jcot.2024.102489

[4] Rodríguez-Merchán EC, Moracia-Ochagavía I. Tarsal tunnel syndrome: current rationale, indications and results. EFORT Open Reviews. 2021;6(12):1140–1147. https://doi.org/10.1302/2058-5241.6.210031

[5] Kiel J, Kaiser K. Tarsal tunnel syndrome. StatPearls [Internet]. 2024. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK513273/