คุณไม่เคยตีเทนนิสสักครั้งในชีวิต แต่ข้อศอกคุณกำลังบอกว่าตัวเองเป็น "Tennis Elbow" อยู่ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้นได้?
ปวดข้อศอกจากงานพิมพ์ งานบ้าน หรือออกกำลังกาย — สาเหตุต่างกัน วิธีดูแลก็ต่างกัน
คุณไม่ต้องตีเทนนิสก็เป็น Tennis Elbow ได้ สาเหตุปวดข้อศอกที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้
ผู้หญิงวัย 42 ปีคนหนึ่ง ทำงานออฟฟิศมากว่า 15 ปี ไม่เคยเล่นกีฬาแรมปี
เธอมาพบผมด้วยอาการปวดข้อศอกด้านนอกมาเกือบ 3 เดือน
ทุกครั้งที่หยิบแก้วน้ำ บิดก๊อกน้ำ หรือแม้แต่จับเมาส์ ก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่ข้อศอก
เธอบอกว่า "หมอ หนูไม่ได้ตีเทนนิสเลยนะ ทำไมถึงเป็น Tennis Elbow ได้?"
ประโยคนั้นเป็นคำถามที่ผมได้ยินบ่อยมาก
เพราะส่วนใหญ่ของคนที่เป็น Tennis Elbow จริงๆ ไม่เคยตีเทนนิสเลยซักครั้ง
ทำไมข้อศอกถึงปวด — ร่างกายกำลังบอกอะไรเรา?
ข้อศอกเป็นจุดที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจากบริเวณปลายแขนมายึดกับกระดูก
ทุกครั้งที่คุณพิมพ์คอมพ์ จับเมาส์ กวาดบ้าน หิ้วของ หรือบิดข้อมือ กล้ามเนื้อเหล่านั้นจะดึงที่จุดยึดบนกระดูกข้อศอกทุกครั้ง
ถ้าทำซ้ำๆ ทุกวันโดยไม่ได้พักให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว เส้นเอ็นที่ยึดกล้ามเนื้อกับกระดูกจะค่อยๆ เสื่อมสภาพ เกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ สะสมทีละน้อย จนกระทั่งปวด อักเสบ และอ่อนแรง
เหมือนยางรัดของที่ถูกยืดซ้ำๆ ทุกวัน โดยไม่เคยได้คืนรูป — วันหนึ่งมันก็ต้องร้าว
สิ่งที่น่าสนใจคือ "Tennis Elbow" ที่ชื่อฟังดูเป็นโรคของนักกีฬา แท้จริงแล้วพบมากที่สุดในคนทำงานออฟฟิศและคนทำงานบ้าน ไม่ใช่นักเทนนิส
Tennis Elbow กับ Golfer's Elbow ต่างกันอย่างไร?
โรคปวดข้อศอกที่พบบ่อยที่สุดมีอยู่ 2 ชนิดหลัก ขึ้นอยู่กับว่าปวดด้านไหน
Tennis Elbow (การอักเสบของเส้นเอ็นด้านนอกข้อศอก) — ปวดด้านนอก
เกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้เหยียดข้อมือและกำนิ้วถูกใช้งานหนักซ้ำๆ จนเส้นเอ็นเสื่อม อาการมักปวดตอนยกของ จับสิ่งของ หรือบิดข้อมือ
Golfer's Elbow (การอักเสบของเส้นเอ็นด้านในข้อศอก) — ปวดด้านใน
เกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้งอข้อมือและหมุนแขนถูกกดดันซ้ำๆ มักปวดตอนบีบของ ยกน้ำหนัก หรือตีกอล์ฟด้วยท่าผิด
ไม่จำเป็นต้องตีเทนนิสถึงจะเป็น Tennis Elbow ไม่จำเป็นต้องตีกอล์ฟถึงจะเป็น Golfer's Elbow
ชื่อโรคเกิดจากนักกีฬากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มแรกที่มาพบแพทย์บ่อยๆ ด้วยอาการนี้นั่นเอง
คนกลุ่มไหนเสี่ยงบ้าง?
• คนทำงานออฟฟิศ — พิมพ์คอมพ์นานโดยที่ข้อมือตั้งขึ้น ข้อศอกลอยไม่มีที่รองรับ และจับเมาส์หลายชั่วโมงต่อวัน เป็นกลุ่มเสี่ยง Tennis Elbow สูงมาก
• คนทำงานบ้าน — กวาดบ้าน ถูพื้น ซักผ้า บิดผ้า หิ้วของหนักซ้ำๆ ล้วนดึงเส้นเอ็นข้อศอกทุกครั้ง
• นักกีฬา — ไม่ใช่แค่เทนนิสและกอล์ฟ แต่ยังรวมถึงแบดมินตัน บาสเกตบอล ปั่นจักรยาน และการยกน้ำหนักด้วยท่าผิด
• ผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป — เส้นเอ็นเสื่อมตามธรรมชาติ ฟื้นตัวช้าลง บาดเจ็บได้ง่ายขึ้น
• คนที่มีน้ำหนักเกิน — แรงกดที่เส้นเอ็นข้อศอกสูงขึ้น เสี่ยงบาดเจ็บมากกว่าคนน้ำหนักปกติ
ปัจจัยที่คนมักมองข้าม
นอกจากงานและกีฬา ยังมีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้ข้อศอกทนไม่ไหวโดยไม่รู้ตัว
• ท่านอนงอแขนทั้งคืน — ทำให้เส้นประสาทด้านในข้อศอกถูกกดนาน เกิดอาการชาหรืออักเสบสะสมตอนเช้า
• ถือโทรศัพท์แบบหักข้อมือ — กล้ามเนื้อแขนต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อพยุงน้ำหนักโทรศัพท์
• กระเป๋าสะพายข้างเดิมทุกวัน — น้ำหนักไม่สมดุลกดเส้นเอ็นข้อศอกข้างเดิมซ้ำๆ สะสมทุกวัน
หมอวินิจฉัยอย่างไร?
โดยทั่วไปเริ่มจากการซักประวัติว่าปวดที่ไหน ปวดตอนไหน และทำอะไรก่อนปวด
จากนั้นตรวจร่างกาย โดยกดที่จุดยึดเส้นเอ็นและให้ลองเหยียดข้อมือหรืองอมือ เพื่อดูว่าอาการสอดคล้องกันไหม
บางกรณีอาจส่งอัลตราซาวด์เพื่อดูว่าเส้นเอ็นเสื่อมหรือฉีกขาดแค่ไหน หรือเอกซเรย์เพื่อตัดโรคกระดูกออก
เอ็มอาร์ไอ (MRI) มักใช้เมื่อสงสัยว่ามีปัญหาซับซ้อนกว่าเส้นเอ็นธรรมดา
รักษาอย่างไร — จากเบาไปหนัก
เป้าหมายแรกคือให้เส้นเอ็นได้พักและฟื้นตัว
ขั้นแรก: ปรับพฤติกรรมและลดการกระตุ้น ร่วมกับกายภาพบำบัด ยืดกล้ามเนื้อ ทำแบบฝึกหัดเสริมความแข็งแรง และปรับท่าทางการทำงาน ในหลายกรณีดีขึ้นภายใน 6-12 สัปดาห์
ถ้ายังไม่ดีขึ้น: หมออาจพิจารณาฉีดยาเพื่อลดการอักเสบ หรือฉีดเลือดเข้มข้น (พีอาร์พี หรือ PRP) เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเส้นเอ็นตามธรรมชาติ
การผ่าตัดพิจารณาเฉพาะกรณีที่รักษาแบบอนุรักษ์ครบ 6-12 เดือนแล้วไม่ได้ผล ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยส่วนน้อย
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ จะเกิดอะไร?
เส้นเอ็นที่เสื่อมโดยไม่ได้รักษาจะสะสมรอยฉีกขาดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ปวดเรื้อรัง กำมือไม่ถนัด หรืออ่อนแรงจนทำงานบ้านหรือพิมพ์คอมพ์ลำบาก
ในบางกรณีอาจเป็นได้นานหลายปีถ้าไม่แก้พฤติกรรมและไม่รักษา
ป้องกันได้อย่างไร?
• พักข้อศอกเป็นระยะ — ทุก 45-60 นาที ควรหยุดพิมพ์หรือทำงานซ้ำๆ แล้วยืดแขนสักครู่
• ปรับท่านั่ง — ข้อมือไม่ควรตั้งขึ้นขณะพิมพ์ และใช้ที่รองแขน (armrest) รองรับข้อศอก
• อย่าหิ้วของหนักเกินไปในมือเดียว — แบ่งน้ำหนักทั้งสองข้างหรือใช้รถเข็น
• ยืดกล้ามเนื้อแขนก่อนและหลังทำงานหรือเล่นกีฬา
• ถ้าเริ่มรู้สึกปวด ให้ลดกิจกรรมที่กระตุ้นทันที อย่ารอให้ปวดหนักก่อน
คำถามที่คนมักถาม
ถาม: ปวดข้อศอกต้องรักษานานแค่ไหนถึงจะหาย?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและพฤติกรรมของแต่ละคน ในหลายกรณีที่ไม่รุนแรงมาก อาจดีขึ้นภายใน 6-12 สัปดาห์ด้วยการทำกายภาพบำบัดและปรับท่าทาง แต่ถ้าปวดเรื้อรังมานานหลายเดือน อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนหรือมากกว่า
ถาม: ปวดข้อศอกด้านนอกกับด้านในต่างกันยังไง รักษาเหมือนกันไหม?
ตอบ: ต่างกันที่ตำแหน่งเส้นเอ็นที่อักเสบ ด้านนอกคือ Tennis Elbow ด้านในคือ Golfer's Elbow หลักการรักษาคล้ายกัน แต่แบบฝึกหัดกายภาพบำบัดและการปรับท่าทางจะเน้นคนละกลุ่มกล้ามเนื้อ จึงควรให้หมอตรวจเพื่อวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อน
ถาม: ปวดข้อศอกต้องผ่าตัดไหม?
ตอบ: ในหลายกรณีไม่จำเป็น ผู้ป่วยส่วนมากดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การผ่าตัดอาจพิจารณาในกรณีที่รักษามาครบ 6-12 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยส่วนน้อย
ถาม: ออกกำลังกายได้ไหมถ้าปวดข้อศอก?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับชนิดการออกกำลังกาย กีฬาที่ใช้การบิดข้อมือหรือจับด้ามไม้ซ้ำๆ ควรหยุดพักก่อน แต่การเดิน ว่ายน้ำ หรือการออกกำลังกายที่ไม่เกี่ยวกับแขนอาจทำต่อได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล
ถาม: ปวดข้อศอกแล้วรู้สึกชาที่นิ้วด้วย อันตรายไหม?
ตอบ: ถ้ามีอาการชาที่นิ้วโดยเฉพาะนิ้วนางและนิ้วก้อย อาจมีปัญหาที่เส้นประสาทด้านในข้อศอกร่วมด้วย ซึ่งเป็นภาวะที่ต่างออกไปจาก Tennis Elbow ทั่วไป ควรพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจน
แล้วคุณล่ะครับ เคยปวดข้อศอกแบบนี้ไหม? หรือมีคนในครอบครัวที่ทนปวดอยู่โดยไม่รู้สาเหตุ? คอมเมนต์บอกได้เลย หรือส่งบทความนี้ให้เขาอ่านก็ได้ครับ
สรุปสิ่งที่ควรจำ
• Tennis Elbow ปวดด้านนอกข้อศอก — เกิดจากการใช้ข้อมือซ้ำๆ พบมากในคนออฟฟิศและคนทำงานบ้าน ไม่ใช่แค่นักเทนนิส
• Golfer's Elbow ปวดด้านใน — เกิดจากการบิดข้อมือ บีบ หรือยกน้ำหนักซ้ำๆ
• คนทำงานออฟฟิศ แม่บ้าน และผู้ใช้มือซ้ำๆ ทุกวัน เสี่ยงไม่ต่างจากนักกีฬา
• การรักษาเริ่มจากปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัด ในหลายกรณีไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
• ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งฟื้นตัวได้ดี อย่ารอให้ปวดหนักก่อนค่อยมาหาหมอ
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ครับ คนที่ทำงานหนักทุกวัน ทั้งที่บ้านและที่ออฟฟิศ หลายคนมีอาการแบบเดียวกันโดยไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร สิ่งสำคัญคือการเข้าใจสาเหตุและรู้ว่ามีทางออก เพื่อดูแลตัวเองได้ถูกจุดตั้งแต่เนิ่นๆ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสาเหตุการปวดข้อศอก ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666

