คุณรู้ได้ยังไงว่าปวดข้อศอกแบบนี้ ยังดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด?

หลายคนปวดมาเป็นปี โดยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของเส้นทางการรักษา


ข้อศอกปวดทุกครั้งที่หยิบของ — นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจรักษา


คุณเคยรู้สึกแบบนี้ไหม — หยิบแก้วกาแฟแล้วปวด หมุนลูกบิดประตูแล้วปวด หรือแม้แต่จับมือทักทายคนอื่นแล้วก็ยังรู้สึกเจ็บที่ข้อศอกด้านนอก

ถ้าใช่ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้

ครูสอนดนตรีคนหนึ่ง อายุ 44 ปี สอนกีตาร์มาตลอดชีวิต ชีวิตปกติดีตลอดมา จนวันหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกปวดด้านนอกของข้อศอกขวาทุกครั้งที่ถือกีตาร์

เพราะกลัวว่าจะต้องผ่าตัด เขาเลยทนอยู่คนเดียวมาเกือบ 8 เดือน จนถึงวันที่ถือกีตาร์ไม่ไหวแล้ว ถึงยอมมาพบแพทย์

สิ่งที่เขาค้นพบคือ ตัวเองมีทางเลือกการรักษามากกว่าที่คิดมากมาก และหลายอย่างไม่ต้องผ่าตัดเลย

อาการแบบนี้เกิดจากอะไร?

หลายคนเรียกว่า "เส้นเอ็นข้อศอกอักเสบ" แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่การอักเสบแบบที่เข้าใจกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เส้นเอ็นบริเวณด้านนอกของข้อศอก ซึ่งยึดกล้ามเนื้อที่ใช้เหยียดข้อมือไว้กับปุ่มกระดูก ค่อย ๆ เสื่อมสภาพจากการใช้งานซ้ำ ๆ

ลองนึกภาพเชือกที่โดนดึงซ้ำ ๆ ทุกวันเป็นเดือนเป็นปี เส้นใยข้างในก็จะเริ่มฝีกและขาดออกทีละเส้น ร่างกายพยายามซ่อมตัวเอง แต่ซ่อมได้ไม่ดี เส้นใยใหม่ที่เกิดขึ้นอ่อนแอกว่าเดิม และเจ็บง่ายมากขึ้น

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมทุกครั้งที่คุณหยิบของ หมุนข้อมือ หรือออกแรงจับมือ จึงปวดที่ด้านนอกของข้อศอกเสมอ เพราะเส้นเอ็นส่วนนั้นถูกดึงทุกครั้ง

กระบวนการนี้เกิดขึ้นช้า ๆ โดยไม่มีอาการบวมชัดเจน ไม่มีไข้ และไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บครั้งเดียว นั่นคือเหตุผลที่หลายคนมองข้ามอาการจนหนักมากแล้ว

เมื่อเส้นเอ็นเสื่อม ร่างกายสร้างเส้นเลือดและเส้นประสาทเล็ก ๆ ใหม่เข้าไปในเอ็น สิ่งนี้เองที่ส่งสัญญาณปวดมายังสมอง แม้ในขณะที่แค่วางมือบนโต๊ะก็ยังอาจเจ็บได้

Tennis Elbow คืออะไร?

"Tennis Elbow" หรือที่หมอเรียกว่า ภาวะเส้นเอ็นข้อศอกด้านนอกเสื่อม ชื่อฟังดูเหมือนโรคของนักเทนนิส แต่จริง ๆ เกิดได้กับทุกคนที่ใช้ข้อมือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

สาเหตุ: การใช้งานข้อศอกและข้อมือซ้ำ ๆ มากเกินไป โดยไม่มีเวลาให้เส้นเอ็นพักและซ่อมแซมตัวเองทัน

อาการที่พบบ่อย: • ปวดด้านนอกของข้อศอก โดยเฉพาะเมื่อหยิบของ หมุนข้อมือ หรือจับมือ • ปวดมากขึ้นเมื่อกดที่ปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอก • อ่อนแรงในการกำมือ บีบของ หรือหมุนขวดน้ำ • อาการมักเริ่มช้า ๆ และค่อย ๆ รุนแรงขึ้นถ้าไม่ได้รับการรักษา

ใครบ้างที่เสี่ยง?

• คนที่ทำงานหรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้ข้อมือซ้ำ ๆ เช่น นักเทนนิส แบดมินตัน กอล์ฟ หรือช่างไม้ ช่างทาสี • คนทำงานออฟฟิศที่พิมพ์คอมพิวเตอร์หรือใช้เมาส์นาน ๆ • อายุ 35–55 ปี เป็นช่วงที่เส้นเอ็นเริ่มเสื่อมตามวัยได้ง่ายขึ้น • คนที่กลับมาออกกำลังกายหลังพักนานแล้วหักโหมเร็วเกินไป • คนที่ยกของหนักบ่อยโดยใช้ท่าทางไม่ถูกต้อง

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

เริ่มจากการซักประวัติว่าอาการเริ่มเมื่อไหร่ ทำอะไรถึงปวด และตำแหน่งที่ปวดอยู่ตรงไหน

จากนั้นตรวจร่างกาย โดยกดที่ปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอก และให้ผู้ป่วยเหยียดข้อมือต้านแรง ถ้าปวดที่จุดนั้นชัดเจน โอกาสสูงมากที่จะเป็น Tennis Elbow

ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม แพทย์อาจใช้อัลตราซาวด์ (คลื่นเสียงความถี่สูง) ตรวจเส้นเอ็นว่ามีการเสื่อมหรือฉีกขาดมากน้อยแค่ไหน ซึ่งช่วยวางแผนการรักษาได้ดีมาก

การเอกซเรย์ (X-Ray) ช่วยดูกระดูกและหินปูน ส่วน MRI ใช้เมื่อต้องการข้อมูลละเอียดก่อนวางแผนผ่าตัด

รักษาอย่างไร — จากเบาไปหนัก

ข่าวดีคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ อาจดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ถ้าเริ่มรักษาตั้งแต่ต้น

เริ่มจากการพักการใช้งาน และใส่สายรัดข้อศอก (สายรัดบริเวณปลายแขน) เพื่อลดแรงกดที่เส้นเอ็น ควบคู่กับกายภาพบำบัด

โปรแกรมออกกำลังกายที่มีหลักฐานรองรับดีที่สุดคือ "Tyler Twist" ซึ่งใช้แถบยางยืดช่วยให้กล้ามเนื้อออกแรงขณะยืด — กระตุ้นให้เส้นเอ็นสร้างเนื้อเยื่อใหม่ที่แข็งแรงขึ้น

ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นหลัง 4–6 สัปดาห์ แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยา โดยมีสองทางเลือกหลัก:

ยาสเตียรอยด์ บรรเทาอาการได้เร็วในช่วง 6–8 สัปดาห์แรก เหมาะเมื่อต้องการบรรเทาอาการเร่งด่วน แต่ในหลายการศึกษาพบว่าผลลัพธ์ระยะยาวด้อยกว่า

การฉีด PRP หรือเกล็ดเลือดเข้มข้น ออกฤทธิ์ช้ากว่าแต่ให้ผลระยะยาว 1–2 ปีดีกว่าในหลายการศึกษา เพราะช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเส้นเอ็นจากภายใน

นอกจากนี้ยังมีการรักษาเสริม เช่น คลื่นกระแทก (ทำให้เส้นเอ็นกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่) และการแทงเข็มโดยไม่ใช้ยา ซึ่งมีหลักฐานว่าช่วยได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกัน

เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง?

ถ้ารักษาด้วยวิธีข้างต้นอย่างครบถ้วนและต่อเนื่องครบ 6 เดือนแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดไม่ใช่ความล้มเหลว — แต่เป็นทางเลือกที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับเคสนั้น

เทคนิคที่ใช้มีสองแบบ: เปิดแผลโดยตรง หรือการส่องกล้อง ทั้งสองวิธีมีผลการรักษาดีใกล้เคียงกัน และมีอัตราความสำเร็จอยู่ในระดับสูง การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับสภาพเส้นเอ็นและการประเมินของแพทย์

รักษาแล้วจะดีขึ้นได้ไหม?

ในหลายกรณี ผู้ป่วยที่เริ่มรักษาตั้งแต่ต้นมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ โดยทั่วไปใช้เวลา 3–6 เดือน

อย่างไรก็ตาม ถ้าปล่อยปวดนานเกิน 1 ปีโดยไม่รักษา โอกาสที่เส้นเอ็นจะเสื่อมหนักขึ้นก็เพิ่มตาม และการรักษาอาจต้องใช้เวลานานขึ้น

Tennis Elbow อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้ากลับไปทำกิจกรรมเดิมโดยไม่ปรับพฤติกรรม แต่ถ้าเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและปรับท่าทาง โอกาสกลับซ้ำจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ถ้าไม่รักษา อาจเกิดอะไรขึ้น?

การปล่อยให้เส้นเอ็นเสื่อมโดยไม่รักษาอาจนำไปสู่:

• เส้นเอ็นเสื่อมหนักขึ้นจนมีโอกาสฉีกขาดได้มากขึ้น • กล้ามเนื้อรอบข้อศอกอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ กำมือได้น้อยลง • อาการอาจลุกลามไปถึงข้อมือและนิ้วมือ • การรักษาในภายหลังใช้เวลานานขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น

ป้องกัน Tennis Elbow ได้อย่างไร?

• อบอุ่นร่างกายก่อนทำกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมือและข้อศอก • เรียนรู้ท่าทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะถ้าเล่นกีฬาหรือทำงานที่ใช้มือซ้ำ ๆ • หยุดพักเป็นระยะ ไม่ทำงานซ้ำ ๆ นานเกินไปโดยไม่หยุด • ฝึกกล้ามเนื้อแขนและข้อมือให้แข็งแรงอยู่เสมอ • ถ้าเริ่มรู้สึกปวด หยุดพักและปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ต้น — อย่ารอจนอาการหนักเกินไป

คำถามที่คนถามบ่อย

ถาม: Tennis Elbow รักษาหายได้ไหม หรือทุกคนต้องผ่าตัด? ตอบ: ในหลายกรณีสามารถดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจดีขึ้นจากกายภาพบำบัดและการฉีดยา การผ่าตัดจะพิจารณาเมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดครบ 6 เดือนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

ถาม: ฉีดยาสเตียรอยด์กับฉีด PRP ต่างกันยังไง ควรเลือกแบบไหน? ตอบ: ยาสเตียรอยด์ช่วยบรรเทาอาการได้เร็วในช่วงแรก แต่ผลระยะยาวอาจด้อยกว่า ส่วน PRP ออกฤทธิ์ช้ากว่าแต่ในหลายการศึกษาพบว่าให้ผลดีกว่าในระยะ 1–2 ปี การเลือกขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน

ถาม: Tyler Twist คืออะไร ต้องทำที่ไหน? ตอบ: Tyler Twist เป็นโปรแกรมออกกำลังกายที่ใช้แถบยางยืด กระตุ้นให้กล้ามเนื้อออกแรงขณะยืดเส้นเอ็น ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อเส้นเอ็นใหม่ที่แข็งแรงขึ้น โดยทั่วไปควรทำภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัดก่อนในช่วงแรก

ถาม: Tennis Elbow จะหายเองได้ไหมถ้าพักนาน ๆ? ตอบ: บางรายอาจดีขึ้นได้เองถ้าพักอย่างเพียงพอ แต่ในหลายกรณีถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ตรงจุด อาการมักกลับมาเมื่อกลับมาใช้งานอีกครั้ง การรักษาที่ถูกต้องช่วยให้ฟื้นตัวเร็วกว่าและลดโอกาสกลับซ้ำได้

ถาม: ผ่าตัด Tennis Elbow แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ไหม? ตอบ: ในหลายกรณีผู้ป่วยที่ผ่าตัดสามารถกลับมาทำกิจกรรมปกติได้ โดยทั่วไปใช้เวลาฟื้นตัว 3–6 เดือนหลังผ่าตัดและทำกายภาพบำบัด อัตราความสำเร็จอยู่ในระดับสูงแต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการและการทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัด

ถ้ามีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ปวดข้อศอกมานานแล้วไม่รู้จะทำอะไร — ส่งบทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ

สิ่งที่ควรจำจากบทความนี้:

• Tennis Elbow ไม่ใช่การอักเสบ แต่เป็นการเสื่อมของเส้นเอ็น — ต้องรักษาด้วยวิธีที่กระตุ้นการซ่อมแซม ไม่ใช่แค่ดับอักเสบ

• ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในหลายกรณีไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ถ้าเริ่มรักษาตั้งแต่ต้นและถูกวิธี

• PRP ให้ผลระยะยาวดีกว่ายาสเตียรอยด์ในหลายการศึกษา แต่ยาสเตียรอยด์บรรเทาอาการได้เร็วกว่าในช่วงแรก

• Tyler Twist เป็นโปรแกรมกายภาพบำบัดที่มีหลักฐานรองรับและควรอยู่ในแผนการรักษา

• ถ้ารักษาครบ 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น การผ่าตัดคือทางเลือกที่ถูกต้อง — ไม่ใช่ความล้มเหลว

ความเจ็บปวดไม่ควรทำให้คุณต้องวางสิ่งที่รักลง ไม่ว่าจะเป็นงาน กีฬา หรือเวลากับคนที่คุณห่วงใย การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาวะเส้นเอ็นข้อศอกด้านนอกเสื่อม (Tennis Elbow) ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666



📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ ข้อศอกปวดทุกครั้งที่หยิบของ