ปวดหลังรุนแรงมาหลายสัปดาห์ กินยาแล้วยังไม่ดีขึ้นเลย !!! มีไข้เป็นๆ หายๆ โดยไม่รู้สาเหตุ น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
คุณเคยสงสัยไหมว่า ปวดหลังแบบนี้อาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบ?
กระดูกสันหลังติดเชื้อ — สัญญาณที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป
ผู้ป่วยรายหนึ่ง อายุ 58 ปี มาหาผมหลังจากปวดหลังมานานกว่า 2 เดือน เขาไปพบแพทย์ที่คลินิกใกล้บ้านหลายครั้ง ได้รับยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ แต่อาการไม่ดีขึ้นเลย
สิ่งที่น่าสังเกตคือ เขามีไข้ต่ำๆ เป็นระยะ และน้ำหนักลดไปเกือบ 4 กิโลในสองเดือนโดยไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก
หลังจากตรวจเลือดและทำ MRI ผลออกมาชัดเจน — กระดูกสันหลังกำลังติดเชื้อ เขาต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทันที ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด
ยิ่งวินิจฉัยช้า ความเสี่ยงที่เชื้อจะลุกลามก็ยิ่งสูงขึ้น
กระดูกสันหลังติดเชื้อ (Spondylodiscitis) คืออะไร?
ลองนึกถึงกระดูกสันหลังของคุณ ซึ่งประกอบด้วยกระดูกเป็นชิ้นๆ เรียงต่อกันตั้งแต่คอลงไปถึงก้น ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นมีหมอนรองกระดูก ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเบาะรองรับแรงกระแทก
เมื่อเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือวัณโรค เข้าสู่กระแสเลือด บางครั้งเชื้อเหล่านั้นสามารถเดินทางผ่านเลือดไปตั้งรกรากที่กระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกได้ เปรียบได้กับ "นักล่าอาณานิคมตัวจิ๋ว" ที่เลือกตั้งฐานที่มั่นบริเวณกระดูกสันหลัง
เมื่อเชื้อเริ่มทำลายเนื้อเยื่อ ร่างกายตอบสนองด้วยการส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันมาต่อสู้ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และปวดรุนแรง เพราะกระดูกสันหลังมีเส้นประสาทล้อมรอบ อาการปวดจึงมักรุนแรงและไม่ดีขึ้นแม้จะพักหรือกินยาแก้ปวดทั่วไป
ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา เชื้ออาจกัดกร่อนกระดูกจนเกิดการทำลายโครงสร้าง หรือลุกลามไปยังช่องบรรจุไขสันหลัง ซึ่งอาจทำให้กดทับเส้นประสาทและก่อให้เกิดอัมพาตได้ในกรณีที่รุนแรง โดยทั่วไปมักเกิดที่กระดูกสันหลังส่วนเอวมากที่สุด แต่สามารถเกิดได้ทุกส่วนของกระดูกสันหลัง
สาเหตุและเชื้อที่ทำให้เกิดโรค
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือแบคทีเรียที่เรียกว่า สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ซึ่งมักเข้าสู่ร่างกายจากบาดแผล การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือการทำหัตถการทางการแพทย์
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ต้องพิจารณา ได้แก่
• วัณโรคกระดูกสันหลัง (Pott's Disease) — พบมากในประเทศที่วัณโรคยังระบาด รวมถึงบางพื้นที่ในประเทศไทย มักลุกลามหลายข้อและทำให้ข้อยุบจนหลังโก่ง
• บรูเซลโลซิส (Brucellosis) — เกิดจากเชื้อ Brucella มักพบในคนที่สัมผัสสัตว์เลี้ยงหรือดื่มนมดิบที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
เชื้อเหล่านี้เดินทางมาถึงกระดูกสันหลังได้หลายเส้นทาง ที่พบบ่อยที่สุดคือผ่านกระแสเลือดจากการติดเชื้อที่อื่น เช่น เนื้อเยื่ออักเสบ ปอดบวม หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ใครที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป?
• ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุเกิน 50 ปี
• ผู้ป่วยเบาหวาน เพราะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง
• ผู้ที่ฟอกไต หรือมีโรคไตเรื้อรัง
• ผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดหรือหัตถการบริเวณกระดูกสันหลัง
• ผู้ที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือมีการติดเชื้อเรื้อรังที่อื่นในร่างกาย
. ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วย HIV
หมอวินิจฉัยโรคนี้อย่างไร?
หมอเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะอาการปวดหลังที่ไม่ดีขึ้นจากการรักษาทั่วไป ร่วมกับไข้หรือน้ำหนักลด จากนั้นตรวจร่างกายเพื่อดูตำแหน่งที่กดเจ็บ
การตรวจที่สำคัญเริ่มต้นจากการตรวจเลือดเพื่อดูค่าการอักเสบ ซึ่งมักสูงขึ้นมากในผู้ป่วยโรคนี้ จากนั้นส่งเพาะเชื้อจากเลือดเพื่อพยายามหาว่าเชื้ออะไรเป็นตัวการ
การตรวจที่สำคัญที่สุดคือ MRI กระดูกสันหลัง ซึ่งสามารถมองเห็นการอักเสบของกระดูกและหมอนรองกระดูก การทำลายขอบกระดูก และการลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างได้ชัดเจน แม้ในระยะแรกของโรค ในบางกรณีที่จำเป็น แพทย์จะทำการเจาะเนื้อเยื่อกระดูกสันหลังด้วยเข็มภายใต้การนำทางของเอกซเรย์ เพื่อส่งเพาะเชื้อให้ได้ผลที่แม่นยำ
แนวทางการรักษากระดูกสันหลังติดเชื้อ
การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่จำเพาะต่อเชื้อที่ทำให้เกิดโรค โดยทั่วไปต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ และอาจนานกว่านั้นสำหรับวัณโรคหรือเชื้อบางชนิด
สำหรับผู้ป่วยที่วินิจฉัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อ ร่วมกับการพักลดกิจกรรมและสวมเหล็กดามหลังในบางราย สามารถควบคุมโรคได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม มีหลายสถานการณ์ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้องและจำเป็นต้องทำ ได้แก่
• เมื่อมีอาการชา อ่อนแรงของขา หรืออาการทางระบบประสาทที่เกิดจากเชื้อกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ต้องผ่าตัดเพื่อลดแรงกดโดยเร็ว
• เมื่อมีหนองสะสมขนาดใหญ่ที่ไม่ตอบสนองต่อการระบายด้วยเข็มหรือยาปฏิชีวนะ
• เมื่อกระดูกสันหลังเสียความมั่นคง เสี่ยงต่อการทรุดตัวและกดเส้นประสาท
• เมื่อการรักษาด้วยยาไม่ได้ผลหลังระยะเวลาพอสมควร
การวินิจฉัยที่แม่นยำคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องผ่าตัด และเมื่อไหร่ยังรอได้ ทั้งสองสถานการณ์ต้องการการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ
สำหรับวัณโรคกระดูกสันหลัง ต้องรักษาด้วยยาต้านวัณโรค 4 ชนิดเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี
โรคนี้รักษาหายได้ไหม?
ข่าวดีคือ เมื่อวินิจฉัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี อาการปวดมักค่อยๆ ดีขึ้นภายในหลายสัปดาห์หลังเริ่มยา
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวเต็มที่อาจใช้เวลาหลายเดือน บางคนอาจมีอาการปวดหลังเหลืออยู่บ้างหลังการรักษา แต่โดยรวมแล้วคุณภาพชีวิตส่วนใหญ่กลับมาดีได้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวคือความรวดเร็วในการวินิจฉัย ชนิดของเชื้อ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?
การติดเชื้อกระดูกสันหลังที่ไม่ได้รับการรักษาอาจลุกลามและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่
• เชื้อลุกลามเข้าช่องไขสันหลัง อาจทำให้เกิดอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาได้
• กระดูกสันหลังทรุดตัวผิดรูป เกิดหลังโก่งหรือค่อม
• การติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่ต้องรักษาทันที
• โรคกลับมาเป็นซ้ำหากรักษาไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนด
ลดความเสี่ยงได้อย่างไร?
• รักษาโรคเรื้อรังเช่นเบาหวานให้อยู่ในระดับที่ดี เพราะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ
• รักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังหรืออวัยวะอื่นๆ ให้หาย ไม่ปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง
• แจ้งแพทย์ทันทีถ้ามีไข้หรืออาการผิดปกติหลังการผ่าตัดหรือทำหัตถการบริเวณกระดูกสันหลัง
• หลีกเลี่ยงการดื่มนมดิบหรือผลิตภัณฑ์นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
• ถ้าปวดหลังไม่ดีขึ้นแม้รักษาแล้ว หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
คำถามที่คนไข้มักถามบ่อย
ถาม: ปวดหลังแบบไหนถึงเรียกว่า "ต้องรีบมาตรวจ"?
ตอบ: ถ้าปวดหลังรุนแรงที่ไม่ดีขึ้นหลังพักหรือกินยาแก้ปวดนานกว่า 2 ถึง 4 สัปดาห์ ร่วมกับมีไข้ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือรู้สึกชาหรืออ่อนแรงที่ขา นี่คือสัญญาณที่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยเร็ว
ถาม: โรคนี้ต้องผ่าตัดทุกรายไหม?
ตอบ: ไม่จำเป็นทุกราย ในหลายกรณีที่วินิจฉัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอาจเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีอาการอ่อนแรงของขา มีหนองกดทับไขสันหลัง หรือกระดูกไม่มั่นคง การผ่าตัดอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็นที่สุดในกรณีนั้น
ถาม: ต้องใช้ยาปฏิชีวนะนานแค่ไหน?
ตอบ: โดยทั่วไปอย่างน้อย 6 สัปดาห์สำหรับเชื้อแบคทีเรียทั่วไป หากเป็นวัณโรคกระดูกสันหลังอาจต้องใช้ยาถึง 6 ถึง 12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและการตอบสนองต่อการรักษา การหยุดยาก่อนครบกำหนดอาจทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำได้
ถาม: MRI จำเป็นต้องทำไหม เอกซเรย์ธรรมดาพอไหม?
ตอบ: MRI มีความจำเป็นสำหรับการวินิจฉัยโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะแรก เพราะสามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ในขณะที่เอกซเรย์ธรรมดามักไม่แสดงความผิดปกติจนกว่าโรคจะเป็นมากแล้ว
ถาม: โรคนี้ติดต่อจากคนสู่คนได้ไหม?
ตอบ: โดยทั่วไปไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง ยกเว้นวัณโรคที่สามารถติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ เชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคนี้มักเกิดจากเชื้อจากแหล่งติดเชื้ออื่นในร่างกายที่เดินทางผ่านกระแสเลือดมาถึงกระดูกสันหลัง
ถ้ามีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ปวดหลังนานๆ แล้วไม่ดีขึ้น ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านดูได้เลยครับ
สิ่งที่ควรจำจากบทความนี้
• ปวดหลังรุนแรง ไม่ดีขึ้นจากยา ร่วมกับไข้หรือน้ำหนักลด คือสัญญาณที่ต้องตรวจหาสาเหตุ ไม่ใช่แค่รักษาตามอาการ
• MRI คือการตรวจที่ดีที่สุดสำหรับวินิจฉัยโรคนี้ตั้งแต่ระยะแรก
• เชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดสามารถเดินทางมาตั้งรกรากที่กระดูกสันหลังได้โดยที่เราไม่รู้ตัว
• รักษาได้โดยไม่ผ่าตัดในหลายราย แต่บางรายการผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้องและจำเป็น
• วินิจฉัยเร็ว รักษาถูกวิธี คือหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวที่ดี
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการปวดหลังที่ไม่ยอมหาย หลายคนที่มาพบผมผ่านช่วงเวลาที่สับสนและกังวล แต่เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาตรงจุด ชีวิตก็กลับมาดำเนินต่อได้
ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพราะคนที่รักคุณต้องการคุณอยู่
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกระดูกสันหลังติดเชื้อ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
#กระดูกสันหลังติดเชื้อ #spondylodiscitis #ปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #วัณโรคกระดูก #ออร์โธปิดิกส์ #doctorkeng #กระดูกและข้อ #ปวดหลังรุนแรง
📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ กระดูกสันหลังติดเชื้อ

