ข้อมือสองข้าง ดูไม่เหมือนกัน ข้างที่เคยฉีดยา — มันบุ๋มลงเล็กน้อย

แนน อายุ 38 ปี หยุดปวดข้อมือได้จากการฉีดยาครั้งเดียว แต่ห้าเดือนต่อมา เธอสังเกตเห็นร่องบุ๋มที่บริเวณนั้น สิ่งที่เคยทำให้หายปวด อาจเป็นตัวสร้างคำถามในวันนี้ เธอยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้คืออะไร

บทความนี้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น และมันจะหายเองได้หรือเปล่า


ยาสเตียรอยด์ฉีดไม่ได้เหมือนกันทุกชนิด — เหตุใดบางตัวจึงทำให้ข้อมือบุ๋มมากกว่าตัวอื่น


ยาสเตียรอยด์ที่ใช้ฉีดรักษาเส้นเอ็นอักเสบที่ข้อมือ มีหลายชนิด และชนิดที่คุณได้รับ มีผลต่อโอกาสเกิดผลข้างเคียงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องนี้เป็นความรู้เฉพาะทางที่ยังไม่ถูกพูดถึงในวงกว้างเท่าที่ควร ทั้งที่มีผลโดยตรงต่อการวางแผนการรักษาของแต่ละคน

ลองนึกภาพผู้หญิงคนหนึ่ง อายุ 38 ปี ทำงานออฟฟิศและดูแลลูกเล็ก ชีวิตประจำวันของเธอต้องใช้มือตลอด ทั้งพิมพ์งาน หิ้วของ และอุ้มเด็ก

จนวันหนึ่งเธอเริ่มรู้สึกปวดด้านข้างข้อมือ ตรงโคนนิ้วโป้ง ยิ่งขยับนิ้วก็ยิ่งปวด เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นเอ็นอักเสบที่ข้อมือ แพทย์ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณนั้น และอาการปวดก็ดีขึ้นมากจนเกือบหายสนิท

ห้าเดือนผ่านไป เธอสังเกตว่าข้อมือข้างที่ฉีดดูต่างออกไป ผิวหนังบริเวณนั้นบุ๋มลงเล็กน้อย ไม่เหมือนข้างที่ไม่ได้ฉีด เธอเริ่มสงสัยว่ามันคืออะไร และจะกลับมาเหมือนเดิมได้ไหม

หลายคนไม่รู้ว่าร่องบุ๋มที่เห็นนั้น มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า "ภาวะไขมันฝ่อ" หรือ subcutaneous atrophy และมันเกิดจากกระบวนการทางเคมีที่เข้าใจได้ ไม่ใช่ความผิดพลาดหรืออาการแทรกซ้อนลึกลับ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่าที่ข้อมือด้านนอกตรงโคนนิ้วโป้ง มีเส้นเอ็น 2 เส้นวิ่งผ่านอุโมงค์แคบๆ ที่ทำจากเนื้อเยื่อแน่น เส้นเอ็นทั้งสองต้องเลื่อนไถลไปมาในอุโมงค์นั้นทุกครั้งที่ขยับนิ้วโป้งหรือหมุนข้อมือ เมื่อมีการใช้งานมากซ้ำๆ ผนังอุโมงค์จะหนาตัวขึ้น แคบลง ทำให้เส้นเอ็นเคลื่อนไหวฝืด เหมือนการดึงเชือกผ่านท่อที่แคบเกินไป นี่คือสาเหตุของอาการปวด

การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในอุโมงค์นั้นช่วยลดการอักเสบได้อย่างรวดเร็ว แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่ายาไปตรงเป้าหมายจริงหรือเปล่า

ยาสเตียรอยด์ที่ใช้ฉีดในทางการแพทย์มี 2 ประเภทหลัก ประเภทแรกคือ "สเตียรอยด์ชนิดอนุภาค" คือยาที่ตกผลึกเป็นก้อนเล็กๆ ในร่างกาย เช่น triamcinolone acetonide และ methylprednisolone acetate อนุภาคของยาเหล่านี้ค่อนข้างใหญ่และละลายในร่างกายได้ช้า

เมื่อยาชนิดนี้เข้าไปสัมผัสกับชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ผลึกของยาจะสะสมอยู่ในนั้น เซลล์ภูมิคุ้มกันพยายามกำจัดผลึกเหล่านั้น แต่เพราะผลึกใหญ่เกินไป กระบวนการนี้กลับยับยั้งเซลล์ไขมันไม่ให้ทำงานปกติ ทำให้ไขมันในชั้นนั้นหดตัวและหายไป ผลที่เห็นคือผิวหนังตรงนั้นบุ๋มลง

ประเภทที่สองคือ "สเตียรอยด์ชนิดที่ไม่เป็นอนุภาค" เช่น dexamethasone sodium phosphate ยาเหล่านี้ละลายน้ำได้ดี ดูดซึมเร็ว จึงไม่สะสมในชั้นไขมัน โอกาสเกิดร่องบุ๋มจึงต่ำกว่ามาก

โรคเส้นเอ็นอักเสบ De Quervain คืออะไร

De Quervain tenosynovitis คือภาวะที่เส้นเอ็น 2 เส้นในช่องเอ็นที่ 1 ของข้อมือ ได้แก่ เส้นเอ็นที่ควบคุมการกางและเหยียดนิ้วโป้ง เกิดการอักเสบและเสียดสีกับผนังอุโมงค์ที่หนาตัวขึ้น โรคนี้มีชื่อตามนายแพทย์ Fritz de Quervain ที่บรรยายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1895

พบบ่อยในผู้หญิงวัยทำงานและแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร ซึ่งต้องอุ้มลูกโดยให้นิ้วโป้งรับน้ำหนักซ้ำๆ รวมถึงนักกีฬาและผู้ที่ใช้ข้อมือซ้ำๆ ในการทำงาน อาการสำคัญคือปวดด้านนอกข้อมือตรงโคนนิ้วโป้ง ปวดมากขึ้นเมื่อบีบมือ หมุนข้อมือ หรือยกของ บางรายมีบวมและกดเจ็บตรงบริเวณนั้น

ใครมีโอกาสเกิดภาวะไขมันฝ่อจากสเตียรอยด์มากกว่า

• ผู้หญิง — จากการศึกษาพบว่ากลุ่มที่เกิดภาวะไขมันฝ่อและผิวด่างหลังฉีดสเตียรอยด์ที่ข้อมือล้วนเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น

• ได้รับสเตียรอยด์ชนิดอนุภาค — ยาที่ตกผลึกช้า เช่น triamcinolone acetonide หรือ methylprednisolone acetate มีโอกาสสะสมในชั้นไขมันสูงกว่ายาชนิดละลายน้ำ

• ตำแหน่งการฉีดที่ข้อมือ — ชั้นไขมันบริเวณข้อมือบางกว่าข้อข้อศอกหรือไหล่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงกว่า

• ความลึกของการฉีด — หากยาเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนังแทนที่จะเข้าช่องเอ็น โอกาสเกิดภาวะนี้สูงขึ้น

• การใช้ยาความเข้มข้นสูงหรือปริมาณมากเกินไป

การวินิจฉัยโรค De Quervain

แพทย์เริ่มจากการซักประวัติเรื่องตำแหน่งและลักษณะความปวด การใช้มือซ้ำๆ และประวัติการฉีดยา

ตรวจร่างกายด้วย Finkelstein's test คือการพับนิ้วโป้งเข้ามาในกำปั้นแล้วเอียงข้อมือลง หากปวดมากที่ด้านนอกข้อมือ แสดงว่าเส้นเอ็นมีการอักเสบ และตรวจดูร่องบุ๋มหรือการเปลี่ยนสีผิวในกรณีที่มีประวัติฉีดสเตียรอยด์

การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ช่วยแสดงการหนาตัวของผนังอุโมงค์เอ็น ปริมาณน้ำในช่องเอ็น และยังใช้นำทางการฉีดยาให้ตรงตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ

เอกซเรย์อาจสั่งเพื่อแยกโรคข้อเสื่อมของข้อโคนนิ้วโป้ง แต่โดยทั่วไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมจำกัดในโรคนี้

จากเบาไปหนัก — รักษาได้อย่างไรบ้าง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ดี โดยเริ่มจากการพักข้อมือและใส่อุปกรณ์ประคองนิ้วโป้งในช่วงแรก เพื่อลดการเสียดสีของเส้นเอ็น ร่วมกับกายภาพบำบัดเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อมือ และยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ibuprofen หรือ naproxen รับประทานเพื่อบรรเทาอาการ

เมื่อการรักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล การฉีดสเตียรอยด์เข้าช่องเอ็นที่ถูกต้องเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง โดยแพทย์จะพิจารณาชนิดยา ความเข้มข้น และเทคนิคการฉีดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล การใช้อัลตราซาวด์นำทางช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดโอกาสยาเข้าชั้นไขมัน

เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง — หากลองรักษาด้วยวิธีต่างๆ รวมถึงฉีดยาสเตียรอยด์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดเปิดอุโมงค์เอ็น (first dorsal compartment release) เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและให้ผลดีในระยะยาว เป็นการผ่าตัดเล็กที่ทำได้ภายใต้การชาเฉพาะที่ ฟื้นตัวไว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

สำหรับภาวะไขมันฝ่อที่เกิดขึ้นแล้ว แพทย์อาจพิจารณาฉีดน้ำเกลือปกติเข้าบริเวณนั้นซ้ำหลายครั้ง เพื่อช่วยกระจายผลึกยาและเร่งการฟื้นตัว

พยากรณ์โรค — ดีขึ้นได้แค่ไหน

โรค De Quervain เมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับมาใช้มือได้ตามปกติ บางรายหายขาดจากการฉีดเพียงครั้งเดียว

สำหรับภาวะไขมันฝ่อ ข่าวดีคือมักดีขึ้นเองตามเวลา โดยทั่วไปรอยบุ๋มจะค่อยๆ จางลงและเรียบขึ้นในเวลาหลายเดือน บางรายภายใน 6 เดือน บางรายอาจใช้เวลาถึง 1-2 ปี รอยด่างขาวที่อาจเกิดร่วมด้วยมักหายได้เองในเวลาใกล้เคียงกัน

ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษาโรค De Quervain

อาการปวดที่ไม่ได้รับการรักษามักเรื้อรังและส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ทั้งการหยิบจับสิ่งของ เขียนหนังสือ หรือดูแลลูก บางรายที่มีการอักเสบต่อเนื่องนานหลายเดือนโดยไม่รักษา เส้นเอ็นอาจได้รับความเสียหายสะสมและต้องการการรักษาที่ซับซ้อนกว่าเดิม การดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ มักให้ผลดีกว่าและฟื้นตัวได้เร็วกว่าเสมอ

ป้องกันภาวะไขมันฝ่อจากสเตียรอยด์ได้อย่างไร

• แจ้งแพทย์ทุกครั้งถึงประวัติผลข้างเคียงหลังฉีดสเตียรอยด์ครั้งก่อน เพื่อช่วยวางแผนชนิดยาและเทคนิคที่เหมาะสม

• การฉีดนำด้วยอัลตราซาวด์ช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งเข็มได้ชัดเจน ลดโอกาสยาเข้าชั้นไขมันโดยไม่ตั้งใจ

• ปรึกษาแพทย์เรื่องชนิดของสเตียรอยด์ที่เหมาะสม เพราะยาต่างชนิดมีโปรไฟล์ความเสี่ยงต่างกัน

• ปรับท่าทางการอุ้มเด็กและการใช้มือซ้ำๆ เพื่อลดโอกาสเส้นเอ็นอักเสบตั้งแต่ต้น

• เมื่อเริ่มมีอาการ ปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหลายรายไม่จำเป็นต้องฉีดยาเลยหากมาตั้งแต่แรก

ถาม: ข้อมือบุ๋มหลังฉีดยา จะหายเองได้ไหม ต้องรักษาเพิ่มหรือเปล่า

ตอบ: ส่วนใหญ่ดีขึ้นเองตามเวลา มักใช้เวลาหลายเดือนถึง 1-2 ปี ในกรณีที่รอยบุ๋มยังคงอยู่และรบกวนจิตใจมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดน้ำเกลือปกติเข้าบริเวณนั้นหลายครั้งเพื่อเร่งการฟื้นตัว โดยรวมไม่จำเป็นต้องรักษาเร่งด่วน

ถาม: ยังฉีดสเตียรอยด์ได้อีกไหม ถ้าอาการเส้นเอ็นอักเสบกลับมา

ตอบ: ยังสามารถพิจารณาได้ แต่แพทย์จะประเมินชนิดยา ความเข้มข้น และเทคนิคการฉีดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล รวมถึงอาจเปลี่ยนชนิดสเตียรอยด์หรือใช้การนำด้วยอัลตราซาวด์เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยง

ถาม: ร่องบุ๋มดูน่าเป็นห่วง — ต้องผ่าตัดซ่อมแซมไหม

ตอบ: โดยทั่วไปไม่จำเป็น ร่องบุ๋มจากไขมันฝ่อมักดีขึ้นเองโดยไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดซ่อมแซมชั้นไขมันสงวนไว้สำหรับกรณีที่ไม่ดีขึ้นเองในเวลานานมากและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

ถาม: ผิวขาวด่างที่เกิดพร้อมกับรอยบุ๋ม คืออะไร

ตอบ: นอกจากรอยบุ๋มแล้ว สเตียรอยด์ชนิดอนุภาคอาจยับยั้งเซลล์สร้างสีผิวบริเวณนั้น ทำให้ผิวจางลงชั่วคราว โดยทั่วไปรอยด่างขาวนี้มักกลับมาเป็นสีปกติเองในเวลาหลายเดือน ไม่ต้องกังวลว่าจะถาวร

แล้วคุณล่ะครับ เคยสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังหลังฉีดยาที่ข้อมือหรือข้อไหนสักแห่งไหม เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ

สรุป 5 สิ่งที่ควรจำ

• สเตียรอยด์ฉีดมี 2 ชนิดหลัก คือชนิดอนุภาค (ผลึกช้า) และชนิดไม่เป็นอนุภาค (ละลายเร็ว) มีโปรไฟล์ความเสี่ยงต่างกัน

• ภาวะไขมันฝ่อ (ร่องบุ๋ม) เกิดจากผลึกยาที่ตกค้างในชั้นไขมัน ยับยั้งการทำงานของเซลล์ไขมัน พบบ่อยโดยเฉพาะในการฉีดที่ข้อมือและในผู้หญิง

• ส่วนใหญ่ดีขึ้นเองในเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ไม่ต้องรีบตกใจหรือผ่าตัด

• การฉีดนำด้วยอัลตราซาวด์ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะนี้ได้ เพราะเห็นตำแหน่งแม่นกว่า

• โรค De Quervain รักษาได้หลายวิธี และหลายรายไม่จำเป็นต้องฉีดยาเลยหากมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับคำถามเหล่านี้ ความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด และถ้ายังกังวลใจอยู่ การมาพูดคุยกับแพทย์ย่อมดีกว่าการรอคอยคนเดียวเสมอ


บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการพบแพทย์หรือการวินิจฉัยรายบุคคล หากมีอาการหรือข้อสงสัยควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาหมอเก่ง: Line ID @doctorkeng / โทร 081-5303666



เอกสารอ้างอิง

[1] Neustadt DH. Local corticosteroid injection therapy in soft tissue rheumatic conditions of the hand and wrist. Arthritis and Rheumatism. 1991. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/2059240/

[2] Kumar V, et al. Comparison of Clinical and Functional Outcomes after Platelet-Rich Plasma Injection and Corticosteroid Injection for the Treatment of de Quervain's Tenosynovitis. Journal of Wrist Surgery. 2023. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36926208/

[3] Shin YH, et al. Prospective randomized comparison of ultrasonography-guided and blind corticosteroid injection for de Quervain's disease. Orthopaedics & Traumatology, Surgery & Research. 2020. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31899117/