ถ้าหมอบอกว่าข้อสะโพกเสื่อมถึงเวลาต้องเปลี่ยน แต่คุณมีเบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจอยู่ด้วย "แบบนี้ยังผ่าตัดได้ไหม?" — คำถามนี้ตอบได้
มีเบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจ ยังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมได้หรือเปล่า
หลายคนที่มาพบผมมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน
ปวดสะโพกมานานปีกว่า เดินลำบาก ขึ้นบันไดทีหนึ่งเหมือนปีนเขา แต่พอหมอบอกว่า "น่าจะถึงเวลาผ่าตัดแล้ว" สิ่งที่ตามมาทันทีคือ "แต่ผมมีเบาหวาน... มีความดัน... หัวใจเคยมีปัญหา... ยังผ่าได้ไหมครับ?"
คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีมาก และมีคำตอบที่ชัดเจน
ผู้หญิงวัย 72 ปีคนหนึ่ง มีเบาหวานมานานเกือบ 20 ปี และความดันโลหิตสูงที่กินยาควบคุมอยู่ ทุกเช้าเธอยังชงกาแฟให้สามี ดูแลบ้าน และออกไปซื้อของที่ตลาดใกล้บ้านได้ปกติ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้อสะโพกขวาเจ็บทุกก้าวที่เดิน ตอนแรกคิดว่าเมื่อยล้าธรรมดา แต่ 6 เดือนผ่านไป เธอเริ่มเดินช้าลง ต้องพึ่งลูกสาวช่วยเวลาลุกจากเตียง สิ่งที่เสียไปไม่ใช่แค่การเดิน แต่คือความรู้สึกว่าตัวเองยังดูแลตัวเองได้
เธอลังเลเรื่องผ่าตัดนานเกือบปี ด้วยความกลัวว่าเบาหวานจะทำให้แผลหายช้า หรือหัวใจจะทนยาสลบไม่ไหว
จนในที่สุด เธอตัดสินใจมาปรึกษา เข้ารับการตรวจความพร้อมก่อนผ่าตัดอย่างละเอียด ทีมแพทย์ดูแลทั้งด้านเบาหวาน หัวใจ และวางแผนการผ่าตัดล่วงหน้า
3 เดือนหลังผ่าตัด เธอกลับมาเดินซื้อของที่ตลาดได้เองอีกครั้ง
หลายคนเข้าใจผิดว่า "มีโรคประจำตัว = ผ่าตัดไม่ได้" แต่ความจริงคือ ทีมแพทย์ไม่ได้ดูแค่ว่า "มีโรคอะไร" แต่ดูว่า "โรคนั้นอยู่ในภาวะที่คุมได้ไหม"
ลองนึกภาพเครื่องบิน เครื่องบินที่จะบินได้ไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ต้องผ่านการตรวจสอบความพร้อมก่อนบิน เหมือนกันกับการผ่าตัดที่วางแผนล่วงหน้า
เมื่อมีเบาหวาน ร่างกายจะดูแลแผลได้ช้าลงถ้าน้ำตาลในเลือดสูง เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ต้องต้านเชื้อโรคทำงานได้ไม่ดีในภาวะน้ำตาลสูง แต่ถ้าน้ำตาลคุมได้ดีก่อนผ่าตัด ความเสี่ยงนี้ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อมีความดันโลหิตสูง ระบบหัวใจและหลอดเลือดต้องรับมือกับความเครียดของการผ่าตัด แต่ถ้าความดันคุมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี วิสัญญีแพทย์ (หมอดมยาสลบ) จะบริหารจัดการได้อย่างปลอดภัย
เมื่อมีโรคหัวใจ หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นช่วงผ่าตัด แต่การตรวจสมรรถภาพหัวใจก่อนผ่าตัดจะบอกได้ว่าหัวใจพร้อมรับภาระนี้ไหม สิ่งที่ขัดขวางการผ่าตัดคือ "โรคที่ควบคุมไม่ได้" ไม่ใช่ "การมีโรค"
ข้อสะโพกเทียม คือการผ่าตัดที่นำส่วนของข้อสะโพกที่เสื่อมหรือเสียหายออก แล้วใส่ข้อเทียมที่ทำจากโลหะ เซรามิก หรือพลาสติกเข้าไปแทน
ในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว การผ่าตัดแบ่งเป็น 2 แบบหลัก คือ การผ่าตัดฉุกเฉิน (เช่น กรณีสะโพกหัก) ที่ต้องทำทันทีโดยไม่มีเวลาเตรียมตัว กับ การผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้า ที่วางแผนได้เต็มที่ งานวิจัยพบว่าการผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้าปลอดภัยกว่า เพราะทีมแพทย์มีเวลาเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนผ่าตัด
โรคประจำตัวที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต ซึ่งแต่ละอย่างมีผลต่อความเสี่ยงในแบบต่างกัน แต่ทั้งหมดสามารถบริหารจัดการได้ถ้าวางแผนล่วงหน้า
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการผ่าตัด
• น้ำตาลในเลือดที่ควบคุมไม่ได้ เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อที่แผลและแผลหายช้า
• ความดันโลหิตที่ขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ เพิ่มความเสี่ยงด้านระบบหัวใจระหว่างผ่าตัด
• โรคหัวใจที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรืออาการกำเริบ อาจต้องเลื่อนผ่าตัดออกไปก่อน
• ภาวะขาดอาหารหรือน้ำหนักตัวน้อยมาก ทำให้ฟื้นตัวช้าและเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น
• ขาดผู้ดูแลหลังผ่าตัด ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูและความปลอดภัย
การประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัดเป็นงานที่ทำเป็นทีม
เริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เพื่อดูว่าอาการถึงระดับที่ต้องผ่าตัดหรือยัง จากนั้นวิสัญญีแพทย์ประเมินความเสี่ยงในการดมยาสลบ และแพทย์อายุรกรรมตรวจสอบสภาพโรคประจำตัวทุกอย่าง
การตรวจที่จำเป็น ได้แก่ การตรวจเลือด (รวมถึงค่าน้ำตาลและการทำงานของไต) คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ปอด และบางรายอาจต้องตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (อัลตราซาวด์หัวใจ)
เป้าหมายไม่ใช่การ "เอาโรคออก" แต่คือการ "ทำให้โรคนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้" ก่อนวันผ่าตัด
สำหรับข้อสะโพกเสื่อมในระยะแรก ทีมแพทย์มักเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน เช่น ยาแก้ปวด กายภาพบำบัด และการปรับน้ำหนักตัว
แต่เมื่อถึงจุดที่ข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง เดินลำบาก ปวดตลอดเวลาแม้ขณะพัก และคุณภาพชีวิตลดลงมากจนการรักษาแบบอื่นไม่ได้ผล การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมคือคำตอบที่ถูกต้อง และการมีโรคประจำตัวไม่ได้เปลี่ยนข้อบ่งชี้นี้
สิ่งที่เปลี่ยนคือ "กระบวนการเตรียมตัว" ที่ต้องละเอียดกว่าปกติ
เริ่มด้วยการปรับยาและควบคุมโรคให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี จากนั้นทีมวิสัญญีแพทย์จะวางแผนการระงับความรู้สึกที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของคุณโดยเฉพาะ ระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัด ทีมแพทย์จะติดตามระดับน้ำตาล ความดัน และการทำงานของหัวใจอย่างใกล้ชิด
ขั้นตอนฟื้นฟูหลังผ่าตัดสำคัญไม่แพ้ตัวการผ่าตัดเอง นักกายภาพบำบัดจะช่วยฝึกเดินตั้งแต่วันแรก และการเตรียมบ้านให้พร้อม เช่น ราวจับในห้องน้ำ เตียงที่ความสูงเหมาะสม ลบสิ่งกีดขวาง ช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีและปลอดภัยกว่ามาก
ผลลัพธ์ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวซึ่งควบคุมได้ดี โดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่รายงานว่าอาการปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังผ่าตัดสัปดาห์แรก และสามารถเดินด้วยความช่วยเหลือได้ภายในวันที่ 1-2 หลังผ่าตัด ระยะเวลาฟื้นตัวเต็มที่โดยทั่วไปอยู่ที่ 3-6 เดือน
สำหรับข้อสะโพกเทียม งานวิจัยชี้ว่าอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15-25 ปีขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ระดับกิจกรรม และสุขภาพโดยรวม ตัวเลขนี้อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ถ้าปล่อยให้ข้อสะโพกเสื่อมขั้นรุนแรงโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะที่กระทบชีวิตประจำวันอย่างมาก
เดินลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจต้องพึ่งรถเข็น กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรงลงเพราะไม่ได้ใช้งาน เพิ่มความเสี่ยงหกล้ม การนอนนานๆ โดยไม่เคลื่อนไหวเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันและปอดอักเสบ และสำหรับผู้สูงอายุ การติดบ้านนานๆ มีผลต่อสุขภาพจิตและอาจทำให้ภาวะสมองเสื่อมแย่ลงเร็วกว่าปกติในบางกรณี
ทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลเชิงข้อเท็จจริง ไม่ใช่การขู่ แต่เป็นเหตุผลที่ทำให้การปรึกษาหมอเร็วขึ้นมีความหมาย
วิธีเตรียมตัวที่ช่วยได้มาก
• ควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีก่อนพบแพทย์ กินยาสม่ำเสมอ ตรวจตามนัด
• แจ้งยาทุกชนิดที่กินอยู่ให้หมอทราบ รวมถึงสมุนไพรและวิตามิน เพราะบางอย่างต้องหยุดก่อนผ่าตัด
• ฝึกกล้ามเนื้อขาและสะโพกด้วยการออกกำลังกายเบาๆ ก่อนผ่าตัด ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วกว่า
• เตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับการฟื้นตัว ราวจับในห้องน้ำ เบาะเสริมที่นั่ง ทางเดินที่ปลอดโปร่ง
• หาผู้ดูแลหลักอย่างน้อย 1 คนในช่วง 4-6 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด
ถาม: ถ้ามีเบาหวาน ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนผ่าตัดสะโพก?
ตอบ: โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีก่อนผ่าตัด บางรายอาจต้องปรับยาหรืออินซูลินก่อนและหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับการประเมินของทีมแพทย์ในแต่ละกรณี
ถาม: ผู้ป่วยโรคหัวใจผ่าตัดสะโพกได้ไหม?
ตอบ: ในหลายกรณีสามารถผ่าตัดได้ โดยต้องผ่านการตรวจสมรรถภาพหัวใจก่อน และวิสัญญีแพทย์จะเลือกวิธีระงับความรู้สึกที่เหมาะสมกับสภาพหัวใจ ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรคหัวใจในแต่ละราย
ถาม: การผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้าปลอดภัยกว่าผ่าฉุกเฉินจริงไหม?
ตอบ: ใช่ เพราะการนัดล่วงหน้าให้เวลาทีมแพทย์เตรียมร่างกายผู้ป่วยให้อยู่ในสภาพดีที่สุดก่อนผ่าตัด ต่างจากการผ่าฉุกเฉิน เช่น กรณีสะโพกหัก ที่ต้องทำทันทีโดยไม่มีเวลาเตรียมตัว
ถาม: หลังผ่าตัดสะโพกจะต้องนอนโรงพยาบาลนานไหม?
ตอบ: ปัจจุบันด้วยวิธีการฟื้นฟูแบบเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่นอนโรงพยาบาลประมาณ 2-4 วัน แต่ระยะเวลาอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวและการฟื้นตัวของแต่ละคน
ถาม: ผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไปยังผ่าตัดสะโพกเทียมได้ไหม?
ตอบ: ในหลายกรณีสามารถทำได้ งานวิจัยชี้ว่าอายุไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจ แต่สุขภาพโดยรวมและการควบคุมโรคประจำตัวสำคัญกว่า ขึ้นอยู่กับการประเมินของทีมแพทย์เป็นรายบุคคล
ถ้ามีคนในครอบครัวที่ปวดสะโพกและกังวลเรื่องโรคประจำตัวอยู่ ส่งบทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ
สิ่งที่ควรจำจากบทความนี้
• โรคประจำตัวไม่ใช่ข้อห้ามผ่าตัด สิ่งสำคัญคือ "คุมโรคให้นิ่ง" ก่อนเข้าห้องผ่าตัด
• การผ่าตัดที่นัดล่วงหน้ามีข้อดีคือมีเวลาเตรียมร่างกายให้พร้อม ปลอดภัยกว่าการผ่าฉุกเฉิน
• ทีมแพทย์จะประเมินความเสี่ยงและชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับประโยชน์ที่จะได้รับเป็นรายบุคคล
• การเตรียมบ้านและมีผู้ดูแลที่ดีมีผลต่อความสำเร็จในการฟื้นฟูไม่น้อยกว่าตัวการผ่าตัดเอง
• ถ้าปวดสะโพกจนกระทบชีวิตประจำวัน ปรึกษาหมอได้เลย อย่ารอจนสาย
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับคำถามนี้ ผู้สูงอายุหลายคนที่มีโรคประจำตัวผ่าตัดสะโพกสำเร็จและกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือการวินิจฉัยที่ถูกต้องและทีมแพทย์ที่วางแผนร่วมกับคุณ ไม่ใช่การตัดสินจากโรคที่มีอยู่
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ มีเบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจ ยังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมได้หรือเปล่า

