วันที่ปวดไหล่รุนแรงจนยกแขนไม่ขึ้น นอนไม่หลับ จนต้องนอนกอดหมอนทั้งคืน
อาจเป็นวันที่ร่างกายคุณกำลังรักษาตัวเองอยู่ — ไม่ใช่วันที่แย่ที่สุด
แต่ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ หลายคนตัดสินใจผ่าตัดก่อนที่จะถึงเวลา
ปวดไหล่ฉับพลันรุนแรง บางครั้งไม่ต้องผ่า — ถ้าวินิจฉัยถูกต้องตั้งแต่ต้น
ทำไมวันที่ปวดไหล่มากที่สุด อาจเป็นวันที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง
ผู้หญิงอายุ 44 ปีคนหนึ่ง ทำงานบัญชีในออฟฟิศ เล่น Line Dance กับเพื่อนทุกเสาร์มาหลายปี ชีวิตปกติดีมาตลอด ยกแขนได้ หมุนไหล่ได้ ไม่มีอาการอะไร
จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ตื่นนอนแล้วปวดไหล่ขวาอย่างรุนแรงมากจนยกแขนไม่ขึ้น สวมเสื้อเองไม่ได้ ต้องให้ครอบครัวช่วย นอนทับด้านขวาไม่ได้เลย ต้องตื่นมาเดินวนทั้งคืน
เธอต้องหยุดงาน กังวลว่าเอ็นฉีกขาด กลัวว่าจะต้องผ่าตัด ยิ่งเจ็บก็ยิ่งกลัว วนเวียนอยู่กับความไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไรต่อไป
จนในที่สุดมาพบผมเพื่อตรวจ และพบว่าเธอมีหินปูนสะสมในเอ็นไหล่ — และกำลังอยู่ในระยะที่หินปูนกำลังละลายออกเอง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเจ็บมากขนาดนั้น
เมื่อรู้ว่าร่างกายกำลังรักษาตัวเอง ไม่ใช่กำลังพัง ความกังวลลดลงทันที และเมื่อรักษาถูกวิธี อาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ต้องผ่าตัด
หลายคนไม่รู้ว่าอาการปวดไหล่รุนแรงฉับพลันแบบนี้มักไม่ใช่สัญญาณของหายนะ แต่อาจเป็นสัญญาณที่ดีที่สุดของโรคนี้เลยก็ว่าได้
เอ็นรอบข้อไหล่ของเราทำหน้าที่ยกแขนและหมุนไหล่ เมื่อเซลล์ในเอ็นมีความผิดปกติ ร่างกายจะนำแคลเซียมมาสะสมในจุดนั้น ค่อยๆ แข็งตัวจนกลายเป็น "หินปูน" ในเนื้อเอ็น
กระบวนการนี้แบ่งเป็นสามระยะ
ระยะแรก ร่างกายเริ่มเปลี่ยนเซลล์เอ็นและสะสมแคลเซียม ช่วงนี้มักไม่มีอาการหรือปวดเพียงเล็กน้อย
ระยะที่สอง หินปูนแข็งตัวเต็มที่ อยู่นิ่งในเอ็น อาจปวดเวลายกแขนหรือทำกิจกรรมบางอย่าง
ระยะที่สาม คือระยะที่เจ็บที่สุด เพราะร่างกายส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันมา "กัดกิน" และละลายหินปูนออก เหมือนกับที่ร่างกายดูดซับฝีออกนั่นเอง แรงดันที่เพิ่มขึ้นในเอ็นระหว่างการละลายนี้คือสาเหตุที่ปวดรุนแรงมาก แต่ก็หมายความว่าร่างกายกำลังทำงานเพื่อรักษาตัวเองด้วย
ดังนั้นคนที่ปวดรุนแรงมักอยู่ในระยะที่ดีที่สุดของโรค ไม่ใช่ระยะที่แย่ที่สุด
หินปูนในเอ็นไหล่ (Calcific Tendinitis) คือการสะสมของผลึกแคลเซียมในเอ็นรอบข้อไหล่ พบบ่อยที่สุดที่เอ็นด้านบนของไหล่ที่ทำหน้าที่ยกแขน
โรคนี้พบบ่อยกว่าที่คิด ในคนวัยทำงานประมาณ 2-8 จาก 100 คนพบหินปูนในเอ็นไหล่ แต่ไม่ใช่ทุกรายที่มีอาการ บางรายมีหินปูนอยู่โดยไม่รู้ตัวเลยตลอดชีวิต
อาการที่พบบ่อย คือ
• ปวดไหล่อาจเป็นแบบค่อยๆ เป็นหรือเฉียบพลันรุนแรงมาก • ยกแขนเหนือหัวได้ลำบาก • ปวดมากขึ้นตอนกลางคืน นอนทับไหล่ข้างนั้นไม่ได้ • อาจมีอาการปวดร้าวลงต้นแขน
ใครเสี่ยงเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่น
• ผู้หญิงวัย 30-60 ปี โดยเฉพาะช่วง 40-50 ปี พบบ่อยกว่าผู้ชาย • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ • งานหรือกิจกรรมที่ต้องยกแขนซ้ำๆ เป็นเวลานาน • ท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้อง ไหล่ห่อไปข้างหน้าเป็นเวลานาน • มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคนี้
แพทย์วินิจฉัยโรคนี้อย่างไร
เริ่มจากการซักประวัติ ว่าปวดมานานเท่าไหร่ ปวดแบบไหน ทำอะไรแล้วเจ็บขึ้นหรือเจ็บน้อยลง จากนั้นตรวจร่างกาย ทดสอบการเคลื่อนไหวไหล่ ตำแหน่งที่เจ็บ
การเอกซเรย์จะเห็นก้อนหินปูนได้ชัดเจน และบอกได้ว่าก้อนแข็ง (สีขาวทึบ ขอบเขตชัด) หรือขุ่น (สีจางกว่า ขอบไม่คม) ซึ่งมีความสำคัญมากในการเลือกวิธีรักษา
การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ทำให้เห็นก้อนหินปูนแบบ real-time บอกได้ว่าขนาดเท่าไหร่ อยู่ในระยะใด และยังใช้นำทางในการรักษาได้ด้วย
ถ้าสงสัยว่ามีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย แพทย์อาจส่งตรวจ MRI เพิ่มเติม
วิธีรักษา เบาไปหนัก
เป้าหมายคือช่วยให้ร่างกายผ่านพ้นระยะเจ็บปวด และช่วยนำหินปูนออกเร็วขึ้นเมื่อจำเป็น
เริ่มต้นจากการพักการเคลื่อนไหวที่เจ็บ ใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ประกอบกับกายภาพบำบัด หลายรายอาการดีขึ้นจากวิธีนี้ได้โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
ถ้าปวดมากจนทนไม่ไหว แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์บริเวณรอบๆ เอ็น ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบได้เร็ว ไม่ใช่การรักษาหินปูน แต่ช่วยให้ทนรอได้
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาเบื้องต้น แพทย์จะพิจารณาการเจาะล้างด้วยอัลตราซาวด์นำทาง (Ultrasound-Guided Lavage) ซึ่งทำได้ในคลินิก ใช้ยาชาเฉพาะที่ แพทย์ใช้เข็มเจาะเข้าก้อนหินปูนแล้วล้างออกด้วยน้ำเกลือ วิธีนี้ตรงเป้าและได้ผลในหลายกรณี มักใช้ 1-2 ครั้ง ไม่ต้องดมยาสลบ
หากยังไม่ได้ผล อาจพิจารณาคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shockwave Therapy) ซึ่งใช้พลังงานจากภายนอกกระตุ้นให้ร่างกายทำลายก้อนหินปูนและดูดซึมกลับ
เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง — ถ้าทำครบทุกวิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นหลังจาก 6-12 เดือน หรือมีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วยที่ต้องซ่อมแซม แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopy) เพื่อนำหินปูนออกโดยตรง วิธีนี้ได้ผลดีแต่ต้องพักฟื้นนานกว่า และสงวนไว้สำหรับกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น
อาการจะเป็นอยู่นานแค่ไหน
ข่าวดีคือในหลายกรณีร่างกายสามารถละลายและดูดซึมหินปูนกลับได้เองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหินปูนที่ขุ่น ขอบไม่ชัด ซึ่งอยู่ในระยะกำลังละลาย กระบวนการนี้อาจใช้เวลา 12-18 เดือน
ถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่น การเจาะล้าง อาการมักดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเร็วกว่าการรอให้หายเอง บางรายดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์
ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา
อาการปวดอาจเป็นเรื้อรัง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ คือไหล่ติด (Frozen Shoulder) ซึ่งทำให้ยกแขนหรือหมุนไหล่ไม่ได้นานหลายเดือน ในรายที่หินปูนทำให้เอ็นอ่อนแอลง อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เอ็นจะฉีกขาดได้ในภายหลัง
วิธีดูแลตัวเองและลดความเสี่ยง
• ดูแลท่าทางการนั่งทำงาน ไม่ก้มหน้า ไม่ยื่นไหล่ไปข้างหน้าเป็นเวลานาน • บริหารกล้ามเนื้อรอบไหล่สม่ำเสมอ เสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่น • พักการใช้ไหล่เมื่อมีอาการปวด ไม่ฝืนทำกิจกรรมที่เจ็บ • ควบคุมโรคเรื้อรังให้ดี โดยเฉพาะโรคเบาหวาน • ถ้าปวดไหล่นานเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
คำถามที่คนถามบ่อย
ถาม: ปวดไหล่รุนแรงมากแบบนี้ต้องผ่าตัดเลยไหม? ตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไป ปวดรุนแรงมักหมายความว่าอยู่ในระยะที่หินปูนกำลังละลาย ซึ่งอาจหายเองได้หรือตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ดี ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและระยะของโรคของแต่ละคน
ถาม: การเจาะล้างหินปูนด้วยอัลตราซาวด์นำทางเจ็บไหม ต้องดมยาสลบไหม? ตอบ: ทำได้ในคลินิก ใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกได้บ้างแต่ทนได้ ไม่ต้องดมยาสลบ หลังทำอาจมีอาการปวดบวมเพิ่มขึ้นชั่วคราว 1-2 วัน แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น
ถาม: ถ้าไม่ผ่าตัด หินปูนจะหายไปเองได้จริงไหม? ตอบ: ในหลายกรณีร่างกายสามารถละลายหินปูนได้เองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหินปูนที่ยังขุ่นและอยู่ในระยะกำลังละลาย แต่ไม่ใช่ทุกรายที่หายเอง และระยะเวลาอาจนานถึง 12-18 เดือน การรักษาช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วขึ้น
ถาม: หลังรักษาแล้วจะกลับมาเป็นอีกไหม? ตอบ: อาจเกิดซ้ำได้ในบางราย โดยเฉพาะถ้ายังมีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือท่าทางที่ไม่ถูกต้อง การดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงได้
แล้วคุณล่ะครับ เคยมีอาการปวดไหล่ฉับพลันแบบไม่รู้สาเหตุบ้างไหม? เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลย
สิ่งที่ควรจำจากบทความนี้
• ปวดไหล่รุนแรงจากหินปูนอาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังรักษาตัวเอง ไม่ใช่วิกฤต
• หินปูนในเอ็นไหล่พบบ่อยในผู้หญิงวัย 30-60 ปี แต่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดในหลายกรณี
• การเจาะล้างด้วยอัลตราซาวด์นำทางเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดและได้ผลในหลายกรณี ทำได้ในคลินิก
• การผ่าตัดเป็นทางเลือกเมื่อล้มเหลวทุกวิธีอื่น ไม่ใช่ขั้นตอนแรก
• การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นคือกุญแจสำคัญในการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ ผู้หญิงหลายคนในวัยเดียวกันเผชิญกับปัญหานี้ และหลายคนสามารถกลับมายกแขน ใช้ชีวิต และทำสิ่งที่รักได้อีกครั้ง ดูแลไหล่ของคุณให้ดี เพื่อให้ยังทำสิ่งที่รักและดูแลคนที่คุณรักต่อไปได้
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหินปูนในเอ็นไหล่ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ ปวดไหล่ฉับพลันรุนแรง บางครั้งไม่ต้องผ่า

