ปวดหลังเรื้อรังในผู้ป่วย SLE… เมื่อกระดูกสันหลังยุบและเส้นประสาทถูกกดทับ
สวัสดีครับ ผมหมอเก่งนะครับ วันนี้หมอมีเรื่องราวที่สำคัญมากสำหรับพี่น้องที่กำลังต่อสู้กับโรคพุ่มพวง หรือโรคเอสแอลอี (SLE) มาฝากกันครับ โดยเฉพาะในวัยที่เข้าสู่เลข 5 ซึ่งร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเรื่อง "สุขภาพกระดูก" ครับ
หลายครั้งที่อาการปวดหลังในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่อาจมีสาเหตุซ่อนเร้นที่เกิดจากตัวโรคเองและผลข้างเคียงจากการรักษาที่ยาวนานครับ
เรื่องเล่าจากคนไข้: ภัยเงียบที่คุณแม่ต้องเจอ
คุณนภา (นามสมมติ) อายุ 53 ปี เธอเป็นโรคเอสแอลอีมานานหลายปีครับ การรักษาหลักที่คุณนภาได้รับคือการทานยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการของโรค ซึ่งที่ผ่านมาก็คุมโรคได้ดีมาตลอด
แต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คุณนภาเริ่มมีอาการปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง เวลาไอหรือจามจะเจ็บแปลบเหมือนเข็มทิ่ม และที่น่ากังวลคือเริ่มมีอาการ "ปวดชาร้าวลงไปที่ขา" จนเดินลำบาก เมื่อมาพบหมอและตรวจอย่างละเอียดพบว่า คุณนภากำลังเผชิญกับ 2 ปัญหารุมเร้า คือ "กระดูกสันหลังยุบตัวหลายระดับ" จากภาวะกระดูกพรุน และ "หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท" พร้อมการอักเสบในโพรงประสาทครับ
ทำไม SLE และสเตียรอยด์ ถึงทำให้กระดูกบางจนยุบ?
ผมอยากให้เปรียบเทียบกระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสาหลักของบ้าน" ครับ ปกติเสานี้ต้องแข็งแรงและแน่นหนา แต่ในผู้ป่วย SLE จะมีปัจจัยที่ทำให้เสาต้นนี้กลายเป็น "ไม้เนื้ออ่อน" ได้ง่าย ๆ ดังนี้ครับ:
ตัวโรค SLE เอง: การอักเสบเรื้อรังในร่างกายจะไปกระตุ้นให้เซลล์ที่ทำหน้าที่ละลายกระดูกทำงานมากขึ้น
ยาสเตียรอยด์: แม้จะเป็นยาช่วยชีวิตที่จำเป็น แต่การทานต่อเนื่องนาน ๆ จะไปขัดขวางการสร้างมวลกระดูกใหม่ และทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง
เมื่อกระดูกบางจนถึงจุดหนึ่ง (กระดูกพรุน) แม้แต่การใช้ชีวิตปกติ เช่น การก้มยกของ หรือการจามแรง ๆ ก็อาจทำให้ข้อกระดูกสันหลัง "ยุบตัว" ลงมาทับกัน จนเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างอย่างมากครับ
อาการปวดชาร้าวลงขา: สัญญาณเตือนของเส้นประสาท
นอกเหนือจากกระดูกที่ยุบตัวแล้ว คุณนภายังมีปัญหาหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) ร่วมด้วยครับ เปรียบเสมือนไส้ขนมปังที่ถูกกดทับจนปริออกมา แล้วบังเอิญไปโดน "สายไฟ" หรือเส้นประสาทที่อยู่ข้าง ๆ ทำให้เกิดอาการปวดร้าวและชาลงไปที่ขา หากปล่อยไว้นานอาจทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงได้ครับ
แนวทางการรักษา: ดูแลคู่ขนานทั้ง "กระดูก" และ "เส้นประสาท"
การรักษาในกรณีของคุณนภา หมอต้องดูแลไปพร้อมกันทั้ง 2 ส่วนครับ เพื่อให้คนไข้กลับมาเดินได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
1. การรักษากระดูกพรุน (เพื่อความแข็งแรงของเสาหลัก)
-
ยาฉีดหรือยาทานกลุ่มเสริมสร้างมวลกระดูก: เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและลดความเสี่ยงการยุบตัวเพิ่มเติม
-
การเสริมแคลเซียมและวิตามินดี: เพื่อให้ร่างกายมีวัตถุดิบในการซ่อมแซมกระดูก
-
การใส่อุปกรณ์พยุงหลัง (Back Support): ช่วยลดภาระการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลังในช่วงที่รอให้กระดูกเชื่อมติดกัน
2. การรักษาอาการปวดหลังและเส้นประสาท (เพื่อลดความเจ็บปวด)
-
การปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการก้มเงย การยกของหนัก และการนั่งนาน ๆ
-
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ช่วย: หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ระบุตำแหน่งที่เส้นประสาทถูกกดทับหรือมีการอักเสบ แล้วฉีดยาลดการอักเสบเข้าตรงตำแหน่งนั้นอย่างแม่นยำ วิธีนี้ช่วยลดปวดได้รวดเร็วโดยไม่ต้องทานยาแก้อักเสบขนาดสูง ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย SLE
-
กายภาพบำบัด: เพื่อยืดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
-
การผ่าตัด: จะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่เส้นประสาทถูกกดทับรุนแรงจนขาอ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้เท่านั้นครับ
พยากรณ์โรค: จะกลับมาเดินได้ปกติไหม?
ส่วนใหญ่หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง อาการปวดจะค่อย ๆ ดีขึ้นครับ แต่ต้องใช้เวลาและการดูแลที่ต่อเนื่อง ภาวะกระดูกสันหลังยุบตัวมักจะใช้เวลา 2-3 เดือนในการที่กระดูกจะนิ่งและหายปวด ส่วนเรื่องกระดูกพรุนต้องติดตามการรักษากับหมอไปตลอดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหักซ้ำในจุดอื่นครับ
5 วิธีป้องกันสำหรับผู้ป่วยที่ทานสเตียรอยด์
ทานแคลเซียมและวิตามินดีตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
ออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดินช้า ๆ หรือการว่ายน้ำ เพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูก
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การยกของหนัก หรือการก้มตัวกะทันหัน
ตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Density Test) สม่ำเสมอตามรอบ
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว และนมพร่องมันเนย
Q&A ตอบข้อสงสัย
Q: เป็น SLE ทานสเตียรอยด์ต้องตรวจกระดูกพรุนบ่อยแค่ไหน? A: โดยทั่วไปหมอจะแนะนำให้ตรวจมวลกระดูกทุก 1-2 ปี เพื่อเฝ้าระวังครับ
Q: ปวดร้าวลงขาแบบนี้อันตรายมากไหม? A: หากมีอาการชาที่อวัยวะเพศ ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้ หรือกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินต้องพบแพทย์ทันทีครับ
Q: การฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวนด์เจ็บไหม? A: เจ็บพอ ๆ กับการเจาะเลือดครับ แต่มีความแม่นยำสูงและช่วยลดอาการปวดจากเส้นประสาทได้ตรงจุดมากครับ
สรุปประเด็นสำคัญ
-
ผู้ป่วย SLE ที่ทานสเตียรอยด์มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะกระดูกพรุนและกระดูกสันหลังยุบตัว
-
อาการปวดชาร้าวลงขาเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือโพรงประสาทอักเสบร่วมด้วย
-
การรักษาต้องทำคู่กัน ทั้งการเติมมวลกระดูกและการลดการอักเสบของเส้นประสาท
-
การใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ช่วยฉีดยาเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการใช้ยา
-
การปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัดเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้หายขาดและไม่กลับมาเป็นซ้ำ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลัง #กระดูกพรุน #SLE #สเตียรอยด์ #กระดูกสันหลังยุบ #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ชาร้าวลงขา #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ฉีดยาด้วยอัลตราซาวนด์ #สุขภาพผู้หญิง
เอกสารอ้างอิง
[1] Priyatha V, et al. Severe Spinal Cord Inflammation in a Young Woman Diagnosed With Systemic Lupus Erythematosus: A Case Study. Cureus. 2024. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38500920/
[2] Takase Y, et al. Correlation between irreversible organ damage and the quality of life of patients with systemic lupus erythematosus: The Kyoto Lupus Cohort survey. Lupus. 2021. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34121502/
[3] Figueroa-Parra G, et al. Long-Term Opioid Therapy Among Patients With Systemic Lupus Erythematosus in the Community: A Lupus Midwest Network (LUMEN) Study. The Journal of rheumatology. 2023. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36379579/

