ปวดแสบ ปวดร้อน วิ่งลงมาตามขาทั้งสองข้าง ทั้งวัน ทั้งคืน ไม่มีวันหยุดพัก 🌿 ไม่มีอาการอื่นเพิ่ม แต่ทำไมมันถึงเจ็บขนาดนี้

ลุงท่านหนึ่งอายุ 60 ปี เคยผ่านเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตตลอดกาลเมื่อหลายสิบปีก่อน ขาอ่อนแรง ต้องใส่สายสวนปัสสาวะมาตลอด แต่ก็ยังใช้ชีวิตผ่านมาได้ทีละวัน จนวันหนึ่ง ความเจ็บปวดชนิดใหม่โผล่ขึ้นมาโดยไม่มีคำเตือน ปวดแสบปวดร้อนทั้งสองขา ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันดีขึ้น...

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมความเจ็บปวดแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้ แม้บาดแผลเก่าจะ "ผ่านมานานแล้ว" ครับ


ทำไมความเจ็บปวดที่ขาถึงเพิ่งเริ่มขึ้น ทั้งที่บาดแผลเกิดเมื่อ 25


ถ้าบอกว่ามีคนที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังมานานกว่า 25 ปี ใช้ชีวิตผ่านมาได้ แต่วันนี้เพิ่งเริ่มปวดแสบปวดร้อนที่ขาทั้งสองข้างอย่างรุนแรง หลายคนคงคิดว่า "คงเป็นอาการใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับของเก่า"

แต่ความจริงนั้นตรงกันข้าม

ความเจ็บปวดที่เพิ่งปรากฏอาจมาจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ในร่างกายมานานนับสิบปี และเพิ่งถึงจุดที่แสดงตัวออกมา นี่คือเรื่องราวที่หลายคนยังไม่รู้ว่าเป็นไปได้


กาลครั้งหนึ่ง ในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง เมื่ออายุราว 35 ปี เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้พรากบางสิ่งไปจากเขาตลอดกาล เขาได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง และในทันทีที่นั้น ชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ทุกวัน หลังจากนั้น เขาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับขาที่อ่อนแรงทั้งสองข้าง ต้องพึ่งสายสวนปัสสาวะเพื่อช่วยระบาย และค่อยๆ ปรับตัวกับข้อจำกัดที่ร่างกายมอบให้ วันแล้ววันเล่า เขาก็ยังอยู่ต่อไปได้

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่ออายุย่าง 60 ปี ความเจ็บปวดชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเริ่มผุดขึ้นมา ความรู้สึกแสบร้อนเหมือนไฟลนที่วิ่งลงตามด้านหลังต้นขาทั้งสองข้างจนถึงข้อเท้า ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีวันหยุดพัก

เพราะเหตุนั้น สิ่งที่เขาสูญเสียไปไม่ใช่แค่การเดินหรือความแข็งแรงของร่างกาย แต่คือการนอนหลับ ความสงบ และความรู้สึกว่าตัวเองยังควบคุมชีวิตได้

เพราะเหตุนั้น เขาลังเลอยู่นาน "ของมันเก่าขนาดนี้แล้ว จะรักษาได้อีกหรือ" และ "แพทย์จะเชื่อไหมว่าของที่เกิดมา 25 ปีแล้วมันเพิ่งปวดตอนนี้"

จนในที่สุด เขาตัดสินใจไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผล MRI ก็เฉลยความลับที่ซ่อนอยู่ในกระดูกสันหลังของเขามาตลอดสองทศวรรษ — พังผืดที่ค่อยๆ ก่อตัวและรัดเส้นประสาทจนถึงจุดแตกหัก

และตั้งแต่นั้นมา เขาเริ่มเข้าใจว่าความเจ็บปวดที่รู้สึกอยู่มีชื่อ มีคำอธิบาย และมีแนวทางจัดการ — แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาไม่ได้อยู่คนเดียวกับมันอีกต่อไป


หลายคนไม่รู้ว่า รอบๆ ไขสันหลังของเรามีเยื่อหุ้มอยู่ 3 ชั้น ชั้นที่อยู่ตรงกลางเรียกว่า "เยื่ออะแรคนอยด์" ซึ่งปกติบางและเรียบ ทำหน้าที่เหมือนกระจกใสที่ห่อหุ้มและปกป้องรากประสาทไว้อย่างนุ่มนวล

เมื่อมีการบาดเจ็บรุนแรงบริเวณกระดูกสันหลัง เยื่อชั้นนี้อาจเกิดการอักเสบ และในระยะยาว ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยสร้าง "พังผืด" ขึ้นมา ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี — แต่พังผืดเหล่านี้ไม่ได้แยกแยะว่าอะไรควรรัดอะไรไม่ควร

ปัญหาคือมันจะค่อยๆ ล้อมรากประสาทที่แยกออกมาจากไขสันหลัง รัดทีละนิด ทีละนิด เหมือนเชือกที่ค่อยๆ ขันแน่นขึ้นทุกปี ทีแรกอาจยังไม่มีอาการ เพราะประสาทยังพอทนได้ แต่เมื่อพังผืดหนาแน่นและรัดแน่นถึงจุดหนึ่ง ประสาทที่ถูกบีบก็จะเริ่มส่งสัญญาณปวดผิดปกติออกมาอย่างต่อเนื่อง

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือปวดแสบร้อน เหมือนไฟลน เหมือนไฟฟ้าช็อต หรือเหมือนมีของแหลมทิ่มอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ภายนอกไม่มีบาดแผลให้มองเห็น นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ปวดประสาท" (Neuropathic Pain) ซึ่งต่างจากปวดกล้ามเนื้อทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคนไข้บางรายถึง "เพิ่งมีอาการ" หลังจากได้รับบาดเจ็บมานาน 20–30 ปี — เพราะพังผืดใช้เวลาในการพัฒนา และร่างกายทนได้มาตลอด จนถึงวันที่ทนไม่ไหวอีกต่อไป


เยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นกลางอักเสบเรื้อรังแบบพังผืด (Adhesive Arachnoiditis) คือภาวะที่เยื่ออะแรคนอยด์ (Arachnoid Membrane) เกิดการอักเสบและพัฒนาเป็นพังผืดที่เข้าไปรัดรากประสาทในโพรงน้ำไขสันหลัง (Thecal Sac) ทำให้เกิดอาการปวดประสาทเรื้อรัง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอาการที่รักษาได้ยากที่สุดกลุ่มหนึ่งในทางออร์โธปิดิกส์และประสาทวิทยา

สาเหตุที่พบ ได้แก่ • บาดแผลที่กระดูกสันหลังที่เข้าถึงโพรงน้ำไขสันหลัง เช่น บาดแผลจากวัตถุแหลมหรือของมีคม • การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือวัณโรคกระดูกสันหลัง (Spinal Tuberculosis) • ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังซ้ำหลายครั้ง • การได้รับสารทึบรังสีชนิดเก่าในการตรวจ Myelogram • เลือดออกในโพรงน้ำไขสันหลัง (Subarachnoid Hemorrhage)

กลไกหลักคือการอักเสบที่กระตุ้นให้เนื้อเยื่อพังผืด (Fibrous Adhesion) ก่อตัวรอบรากประสาท จนรากประสาทหลายเส้นจับกลุ่มกัน (Nerve Root Clumping) และสูญเสียการทำงานตามปกติ

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดแสบปวดร้อนหรือรู้สึกเหมือนไฟฟ้าช็อตที่ขา ชาหรือรู้สึกผิดปกติที่ขาและเท้า กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ปัญหาการควบคุมกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ และอาการมักเป็นทั้งสองข้างพร้อมกัน


ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้:

• บาดแผลที่กระดูกสันหลังที่ทะลุเข้าถึงโพรงน้ำไขสันหลัง เช่น บาดแผลจากวัตถุมีคมหรืออุบัติเหตุรุนแรง • ประวัติการผ่าตัดกระดูกสันหลังซ้ำหลายครั้ง โดยเฉพาะที่มีภาวะแทรกซ้อน • การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นแบบเฉียบพลันหรือวัณโรค • ประวัติได้รับการตรวจ Myelogram ด้วยสารทึบรังสีชนิดไม่ละลายน้ำรุ่นเก่า • เลือดออกในโพรงน้ำไขสันหลังจากอุบัติเหตุหรือหัตถการทางการแพทย์


การวินิจฉัยภาวะนี้ต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านประกอบกัน:

การซักประวัติ แพทย์จะถามถึงประวัติการบาดเจ็บ การผ่าตัด การติดเชื้อ หรือหัตถการในอดีต รวมถึงลักษณะของอาการปวด เช่น ตำแหน่ง คุณภาพ (แสบร้อน เหมือนไฟฟ้าช็อต ตึง) ระยะเวลา และสิ่งที่ทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง

การตรวจร่างกาย ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความรู้สึกที่ผิว รีเฟล็กซ์ของเส้นประสาท และการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ เพื่อระบุว่ารากประสาทระดับใดถูกกระทบบ้าง

การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) มีข้อจำกัดในการมองเห็นภายในโพรงไขสันหลัง แต่ช่วยประเมินเนื้อเยื่ออ่อนรอบข้างและช่วยนำทางในการทำหัตถการบางอย่างได้

การเอกซเรย์ (X-ray) ช่วยประเมินโครงสร้างกระดูกสันหลัง ดูการเปลี่ยนแปลงเรื้อรัง หรือในกรณีบาดแผลจากวัตถุ อาจเห็นชิ้นส่วนโลหะที่ยังคงอยู่ในร่างกาย

การตรวจ MRI (Magnetic Resonance Imaging) คือมาตรฐานทองคำสำหรับวินิจฉัยภาวะนี้ ภาพ MRI จะแสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะของ Adhesive Arachnoiditis ได้แก่ การจับกลุ่มของรากประสาท (Nerve Root Clumping) พังผืดในโพรงน้ำไขสันหลัง และการตีบแคบของช่องออกรากประสาท (Foraminal Stenosis) ที่ L4-L5 และ L5-S1 ได้อย่างชัดเจน


สิ่งสำคัญที่ควรรู้ก่อนพูดถึงการรักษา: ภาวะเยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นกลางอักเสบเรื้อรังแบบพังผืด (Adhesive Arachnoiditis) ยังไม่มีวิธีรักษาที่ทำให้หายขาดได้ในปัจจุบัน เป้าหมายหลักคือการจัดการความเจ็บปวด คืนคุณภาพชีวิต และชะลอไม่ให้อาการแย่ลง

สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการรักษาไม่ใช่ "ยาที่ทำให้หายเจ็บทันที" แต่คือแผนการดูแลที่ช่วยให้นอนหลับได้ขึ้น มีพลังงานเหลือสำหรับชีวิตประจำวัน และลดความทุกข์ที่สะสมมาจากความเจ็บปวดเรื้อรัง

การจัดการด้วยยา ยากลุ่มแรกที่ใช้บ่อยสำหรับอาการปวดแสบร้อนจากเส้นประสาทคือยากลุ่มที่ปรับการส่งสัญญาณประสาท ได้แก่ กาบาเพนติน (Gabapentin) และ พรีกาบาลิน (Pregabalin) ซึ่งช่วยลดการส่งสัญญาณปวดผิดปกติจากเส้นประสาทที่ถูกรัดโดยพังผืด ยาต้านเศร้ากลุ่ม SNRI เช่น ดูล็อกซิทีน (Duloxetine) และยากลุ่ม Tricyclic เช่น อะมิทริปทีลีน (Amitriptyline) ก็ได้ผลดีในการรักษาปวดประสาท (Neuropathic Pain) โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับร่วมด้วย ในบางกรณีอาจใช้ ทรามาดอล (Tramadol) เสริมเพื่อบรรเทาปวดในช่วงที่อาการรุนแรง

กายภาพบำบัดและการออกกำลังกายในน้ำ (Aquatherapy) ช่วยรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดการหดเกร็ง และส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต โดยน้ำช่วยรับน้ำหนักตัวแทน ทำให้ออกกำลังกายได้โดยไม่เพิ่มแรงกดต่อกระดูกสันหลัง

การกระตุ้นไขสันหลังด้วยไฟฟ้า (Spinal Cord Stimulation) สำหรับรายที่ยาไม่ได้ผลเพียงพอ การฝังอุปกรณ์กระตุ้นไขสันหลังอาจช่วยลดความเจ็บปวดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนสัญญาณปวดให้กลายเป็นความรู้สึกชาเบาๆ หรือเป็นกลางแทน ซึ่งสมองรับรู้ว่าไม่เจ็บปวดอีกต่อไป

เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง สำหรับพังผืดของ Adhesive Arachnoiditis เอง การผ่าตัดเพื่อลอกพังผืดออกโดยตรงมักไม่แนะนำ เพราะการผ่าตัดเปิดเข้าไปอาจกระตุ้นให้เกิดพังผืดชั้นใหม่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจพบว่ามีการตีบแคบของช่องออกรากประสาท (Foraminal Stenosis) ที่ L4-L5 หรือ L5-S1 ร่วมด้วย และการตีบแคบนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการแย่ลงเพิ่มเติม แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดขยายช่องรากประสาท (Foraminotomy) เพื่อบรรเทาการกดทับในจุดนั้นโดยเฉพาะ การตัดสินใจนี้ต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล ไม่มีสูตรตายตัว


ภาวะเยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นกลางอักเสบเรื้อรังแบบพังผืด (Adhesive Arachnoiditis) มักไม่หายขาดเองตามธรรมชาติ แต่ผู้ป่วยหลายรายสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพด้วยการจัดการที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ

การดำเนินโรค: ในบางรายอาการอาจคงที่ไม่แย่ลง หากหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นและดูแลสุขภาพโดยรวมได้ดี ในบางรายอาจค่อยๆ แย่ลงช้าๆ ตามการสะสมของพังผืด

โอกาสดีขึ้น: ผู้ป่วยที่ได้รับการจัดการความเจ็บปวดอย่างเหมาะสม รักษาน้ำหนักตัว และออกกำลังกายสม่ำเสมอ มักรายงานว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้มีนัยสำคัญ แม้ความเจ็บปวดยังคงอยู่บ้าง

ระยะเวลา: ไม่มีกำหนดชัดเจน เพราะเป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องจัดการต่อเนื่อง เช่นเดียวกับโรคเรื้อรังอื่นๆ เป้าหมายคือการควบคุมไม่ให้อาการรบกวนชีวิตมากที่สุด


ข้อมูลต่อไปนี้มีไว้เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพื่อสร้างความกังวล:

หากความเจ็บปวดแบบประสาทไม่ได้รับการจัดการ อาจนำไปสู่การนอนหลับไม่หลับเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต กล้ามเนื้อที่ขาดการใช้งานเพราะเจ็บปวดอาจฝ่อลีบเร็วกว่าปกติ ลดความสามารถในการเคลื่อนไหวลงอีก ความเจ็บปวดเรื้อรังที่ไม่ได้รับการดูแลเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า (Depression) และวิตกกังวลเรื้อรังได้ชัดเจน และสำหรับผู้ที่ใช้สายสวนปัสสาวะระยะยาว การดูแลไม่ถูกต้องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำซากได้


สำหรับผู้ที่มีบาดแผลเก่าที่กระดูกสันหลัง ไม่สามารถย้อนเวลาได้ แต่มีสิ่งที่ทำได้เพื่อชะลอการดำเนินโรคและลดความเสี่ยงในอนาคต:

• หลีกเลี่ยงการผ่าตัดกระดูกสันหลังที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติบาดแผลหรือพังผืดอยู่แล้ว ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทุกครั้ง • รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม และออกกำลังกายเบาๆ สม่ำเสมอ เช่น การเดินในน้ำหรือว่ายน้ำ เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยไม่เพิ่มแรงกดต่อกระดูกสันหลัง • ดูแลระบบทางเดินปัสสาวะอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ หากใช้สายสวนปัสสาวะระยะยาว ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด • หากจำเป็นต้องตรวจสืบค้นทางรังสีวิทยาของกระดูกสันหลัง ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความจำเป็นและทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด • หากเริ่มมีอาการปวดผิดปกติที่ขา แม้ดูไม่เกี่ยวกับบาดแผลเก่า ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยได้เร็วช่วยให้วางแผนจัดการได้ดีกว่ารอจนอาการรุนแรง


ถาม: ภาวะนี้รักษาหายขาดได้ไหม

ตอบ: ภาวะเยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นกลางอักเสบเรื้อรังแบบพังผืด (Adhesive Arachnoiditis) ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ทำให้หายขาดได้ เนื่องจากพังผืดที่เกิดขึ้นในโพรงไขสันหลังยากที่จะกำจัดออกได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การจัดการความเจ็บปวดที่ถูกต้องสามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ และผู้ป่วยหลายรายสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายต่อไป

ถาม: ทำไมถึงเพิ่งปวดตอนนี้ ทั้งที่บาดแผลเกิดมานานแล้ว

ตอบ: พังผืดในโพรงไขสันหลังพัฒนาและสะสมขึ้นอย่างช้าๆ ในระยะแรกอาจยังไม่มีอาการ เพราะประสาทยังทนได้ แต่เมื่อพังผืดรัดแน่นถึงจุดหนึ่ง ประสาทที่ถูกบีบก็จะเริ่มส่งสัญญาณปวดผิดปกติออกมาอย่างต่อเนื่อง นี่คือเหตุผลที่อาการอาจปรากฏช้าหลายปีหรือหลายสิบปีหลังการบาดเจ็บครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงทางการแพทย์

ถาม: จำเป็นต้องผ่าตัดไหม

ตอบ: สำหรับพังผืดของ Adhesive Arachnoiditis เอง การผ่าตัดเพื่อลอกพังผืดมักไม่แนะนำ เพราะอาจทำให้พังผืดเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีการตีบแคบของช่องออกรากประสาท (Foraminal Stenosis) ที่เป็นสาเหตุของอาการร่วมด้วย และตรงตามเกณฑ์ที่เหมาะสม แพทย์อาจพิจารณาการขยายช่องรากประสาท (Foraminotomy) เฉพาะจุดนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินเฉพาะรายของแต่ละคนอย่างละเอียด

ถาม: ยาที่ใช้รักษาปวดประสาทชนิดนี้ปลอดภัยไหม

ตอบ: ยากาบาเพนติน (Gabapentin) พรีกาบาลิน (Pregabalin) และ อะมิทริปทีลีน (Amitriptyline) มีผลข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น ง่วงซึม เวียนหัว หรือน้ำหนักขึ้น แต่โดยรวมถือว่าปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ การเริ่มยาในขนาดต่ำแล้วค่อยๆ ปรับขึ้นช่วยลดผลข้างเคียงได้มาก และไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

ถาม: ผู้ที่ต้องสวนปัสสาวะระยะยาวต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ตอบ: ควรดูแลความสะอาดของสายสวนและบริเวณทางเข้าอย่างเคร่งครัด เปลี่ยนสายตามกำหนดที่แพทย์กำหนด ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 2–2.5 ลิตร และพบแพทย์ทันทีหากมีไข้ ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นผิดปกติ หรือปวดท้องน้อย เพราะการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้ที่มีสายสวนระยะยาวอาจลุกลามได้รวดเร็ว


ถ้านึกถึงใครสักคนที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ขา หรือมีประวัติบาดแผลที่กระดูกสันหลังในอดีต ลองส่งให้เขาอ่านดูได้ครับ

สิ่งสำคัญที่ควรจำจากบทความนี้:

• ความเจ็บปวดแบบแสบร้อนที่ขาตลอดเวลา อาจเกิดจากพังผืดที่ค่อยๆ ก่อตัวรัดรากประสาทในโพรงไขสันหลัง (Adhesive Arachnoiditis) แม้บาดแผลเดิมจะเกิดขึ้นมานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม

• ภาวะนี้วินิจฉัยได้ด้วยการตรวจ MRI ซึ่งจะแสดงให้เห็นการจับกลุ่มของรากประสาทและพังผืดในโพรงน้ำไขสันหลังได้อย่างชัดเจน

• การรักษาหลักคือการจัดการความเจ็บปวดด้วยยากลุ่มปวดประสาท กายภาพบำบัด และในบางรายอาจพิจารณาการกระตุ้นไขสันหลังด้วยไฟฟ้า (Spinal Cord Stimulation)

• การผ่าตัดพังผืดโดยตรงมักไม่แนะนำ แต่หากมีการตีบแคบของช่องออกรากประสาท (Foraminal Stenosis) ร่วมด้วยในจุดที่เหมาะสม อาจมีบทบาทเฉพาะกรณีที่ผ่านการประเมินอย่างละเอียดแล้ว

• คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับความเจ็บปวดนี้ มีแนวทางจัดการ มีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจ และการดูแลตัวเองเพื่อคนที่คุณรักคือเหตุผลที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นขอความช่วยเหลือ

ความเจ็บปวดอาจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทั้งหมดของชีวิต ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต้านทานกับความเจ็บปวดอยู่ในทุกวันครับ


*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์สำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากมีอาการหรือข้อสงสัย กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) — ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก เชียงใหม่ Line: @doctorkeng | โทร 081-530-3666*



📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ ทำไมความเจ็บปวดที่ขาถึงเพิ่งเริ่มขึ้น ทั้งที่บาดแผลเกิดเมื่อ 25 ปีก่อน