ไหล่หลุดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกลัวจะยกแขนขึ้นสูง หรือนอนตะแคงก็ไม่กล้า

แพทย์บอกว่าต้องผ่าตัด — แต่มีสองวิธี และการเลือกผิดวิธีทำให้อัตราหลุดซ้ำต่างกันได้ถึง 3 เท่า

คุณรู้ได้อย่างไรว่าวิธีไหนเหมาะกับไหล่ของคุณ?


คำตอบอยู่ที่ภาพ CT scan และกระดูกที่หายไป — ไม่ใช่แค่อาการ


ผู้ป่วยที่ไหล่หลุดครั้งแรกจากอุบัติเหตุหรือกีฬาสัมผัส มักคิดว่าดึงไหล่กลับแล้วจบ

แต่สำหรับหลายคน ไหล่หลุดซ้ำแล้วซ้ำอีก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ มาเร็วกว่าที่คิด

และทุกครั้งที่หลุด กระดูกขอบเบ้าไหล่จะสึกหรอไปเล็กน้อย เหมือนขอบแก้วที่ถูกกระแทกซ้ำๆ จนบิ่น


วีระ อายุ 28 ปี เล่นฟุตบอลสนามหญ้ามาตั้งแต่เด็ก

ทุกเย็นวันศุกร์คือวันที่เขารอ — ลงสนาม วิ่ง คว้าลูก เป็นชีวิตที่รู้สึกสมบูรณ์

วันหนึ่งเขาล้มลงและไหล่ขวาหลุด หมอดึงกลับ พักกล้ามเนื้อ ทำกายภาพ ดูเหมือนทุกอย่างจะปกติ

แต่เดือนที่สาม ขณะยกแขนคว้าลูก ไหล่หลุดอีกครั้ง

สามเดือนต่อมา หลุดอีกครั้ง โดยที่แทบไม่ได้ใช้แรง

วีระเริ่มกลัวที่จะยกแขน กลัวที่จะนอนตะแคง และค่อยๆ หยุดออกไปสนามทีละสัปดาห์

เขาตัดสินใจมาพบแพทย์อีกครั้ง และ CT scan เผยสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าเกิดขึ้น — กระดูกขอบเบ้าไหล่หายไปแล้วกว่าร้อยละ 20 และหัวกระดูกมีรอยบุ๋มลึก


หลายคนที่ไหล่หลุดซ้ำยังไม่รู้ว่ามีสองวิธีผ่าตัดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และการเลือกวิธีที่ไม่เหมาะกับสภาพกระดูกอาจนำไปสู่การหลุดซ้ำอีกครั้งหลังผ่าตัด


อาการแบบนี้เกิดจากอะไร?

ข้อไหล่ทำงานเหมือนลูกบอลวางอยู่บนจานตื้นๆ

ลูกบอลคือหัวกระดูกต้นแขน จานคือเบ้าไหล่ที่เรียกว่า "กลีโนอิด"

ปกติมีเนื้อเยื่อยืดหยุ่นล้อมขอบจาน เรียกว่า "แล็บรัม" — ทำหน้าที่เหมือนขอบกันหกของจาน ช่วยยึดหัวกระดูกให้อยู่ในตำแหน่ง

เมื่อไหล่หลุดครั้งแรก แล็บรัมมักฉีกขาด นั่นคือบาดเจ็บที่เรียกว่า "Bankart"

ปัญหาคือเนื้อเยื่อที่ฉีกมักไม่หายดีเองโดยธรรมชาติ ทำให้ไหล่หลุดได้ง่ายขึ้นในครั้งต่อๆ ไป

และทุกครั้งที่หลุด สองอย่างจะเกิดขึ้นพร้อมกัน

อย่างแรก — ขอบกระดูกเบ้าไหล่ถูกกัดเซาะทีละนิด เหมือนขอบจานที่แตกจากการกระแทกซ้ำๆ

อย่างที่สอง — หัวกระดูกต้นแขนอาจมีรอยบุ๋มจากการกระแทกกับขอบเบ้าไหล่ รอยบุ๋มนี้เรียกว่า "Hill-Sachs"

เมื่อทั้งขอบเบ้าสึกและรอยบุ๋มมีขนาดใหญ่ขึ้น รอยบุ๋มจะเริ่ม "เกี่ยว" ขอบกระดูก ทำให้หลุดได้แม้แรงน้อยมาก

นั่นคือเหตุผลที่การประเมินด้วย CT scan ก่อนตัดสินใจผ่าตัดจึงสำคัญมาก — ไม่ใช่เพื่อดูว่า "ผ่าไหม" แต่เพื่อดูว่า "ผ่าแบบไหน"


สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงหลุดซ้ำมากขึ้น

• อายุน้อยกว่า 25 ปีตอนที่ไหล่หลุดครั้งแรก • เล่นกีฬาสัมผัสหรือกีฬาที่ต้องยกแขนสูง เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ว่ายน้ำ วอลเลย์บอล • มีรอยบุ๋มบนหัวกระดูก (Hill-Sachs) ขนาดใหญ่ • กระดูกขอบเบ้าไหล่หายไปมากกว่าร้อยละ 15 • ผู้ชายวัยหนุ่มที่เล่นกีฬาสัมผัสมีความเสี่ยงสูงที่สุดในการหลุดซ้ำ


แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

เริ่มจากการซักประวัติว่าไหล่หลุดกี่ครั้ง เกิดขณะทำอะไร มีอาการอื่นร่วมไหม

ตรวจร่างกายเพื่อประเมินความมั่นคงของข้อและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบไหล่

จากนั้นส่ง CT scan ไหล่ — ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดในการตัดสินใจ เพราะช่วยวัดว่ากระดูกขอบเบ้าไหล่หายไปกี่เปอร์เซ็นต์ และดูขนาดรอยบุ๋มบนหัวกระดูก

อาจส่ง MRI เพิ่มเติมเพื่อดูสภาพเนื้อเยื่อ เช่น แล็บรัม เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ


วิธีรักษา — เลือก Bankart หรือ Latarjet?

สำหรับไหล่หลุดครั้งแรก แพทย์มักเริ่มจากการทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบไหล่ก่อน

แต่สำหรับไหล่ที่หลุดซ้ำหลายครั้งแล้ว การผ่าตัดมักเป็นคำตอบที่ดีที่สุด คำถามคือ "วิธีไหน"

การผ่าตัดซ่อมแล็บรัม หรือ Bankart Repair เหมาะเมื่อกระดูกขอบเบ้าไหล่หายไปน้อยกว่าร้อยละ 15 และรอยบุ๋มบนหัวกระดูกอยู่ในแนวที่ไม่เกี่ยวขอบกระดูก เป็นการผ่าตัดส่องกล้อง แผลเล็ก ฟื้นตัวดี โดยอัตราหลุดซ้ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 11-15

การโยกกระดูก หรือ Latarjet เหมาะเมื่อกระดูกขอบเบ้าไหล่หายไปมากกว่าร้อยละ 15-20 หรือเมื่อรอยบุ๋มบนหัวกระดูกอยู่นอกแนวปลอดภัย หรือในกรณีที่ไหล่หลุดซ้ำหลังผ่าตัด Bankart มาแล้ว การผ่าตัดนี้ย้ายกระดูกส่วนหนึ่งจากบ่าด้านหน้ามาเสริมขอบเบ้าไหล่ ทำให้กระดูกกว้างขึ้น และมีเส้นเอ็นช่วยยึดในท่าที่เสี่ยงหลุดมากที่สุด อัตราหลุดซ้ำลดลงเหลือประมาณร้อยละ 5-8

ในบางกรณีที่มีรอยบุ๋มบนหัวกระดูกขนาดเฉพาะร่วมกับกระดูกที่ยังพอดี แพทย์อาจเพิ่มวิธีที่เรียกว่า Remplissage เข้าไปกับ Bankart เพื่อ "อุด" รอยบุ๋ม ทำให้ไม่เกี่ยวขอบกระดูกได้อีก

สิ่งที่ต้องย้ำคือ: การผ่าตัดที่ถูกต้องสำหรับแต่ละคน ขึ้นอยู่กับผล CT scan ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่หลุด


หลังผ่าตัดแล้วจะเป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาพกระดูกสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ใน 4-6 เดือน

หลัง Latarjet อัตราการกลับไปเล่นกีฬาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 84 ขึ้นไป

สิ่งสำคัญหลังผ่าตัดคือการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพราะกล้ามเนื้อรอบไหล่ที่แข็งแรงคือกุญแจสำคัญในการป้องกันการหลุดซ้ำในระยะยาว


หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา

ทุกครั้งที่ไหล่หลุดโดยไม่รักษา กระดูกขอบเบ้าไหล่จะสึกหรอเพิ่มขึ้น เมื่อกระดูกหายไปมาก วิธีผ่าตัดที่ง่ายกว่าอย่าง Bankart จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป และต้องเปลี่ยนเป็น Latarjet ซึ่งซับซ้อนกว่า

ในระยะยาว ไหล่ที่หลุดซ้ำบ่อยโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจนำไปสู่การสึกกร่อนของข้อไหล่ก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบคุณภาพชีวิตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า


วิธีดูแลป้องกัน

• หากไหล่หลุดครั้งแรก รักษาทางกายภาพบำบัดให้ครบ ไม่ใช่แค่ดึงกลับแล้วปล่อย • เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่ม rotator cuff • นักกีฬาที่ไหล่หลุดแล้วควรปรึกษาแพทย์ก่อนกลับเล่นกีฬาทุกครั้ง • หากหลุดซ้ำมากกว่า 2 ครั้ง ควรรับการประเมินด้วย CT scan เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมก่อนกระดูกสึกมากเกินไป • อย่าปล่อยให้กระดูกสึกหรอจนเสียโอกาสรักษาด้วยวิธีที่ง่ายกว่า


คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

ถาม: ไหล่หลุดซ้ำ 2 ครั้ง ต้องผ่าตัดทันทีไหม? ตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับอายุ กีฬาที่เล่น และผล CT scan ว่ากระดูกสึกหรอไปแค่ไหน ในคนหนุ่มสาวที่เล่นกีฬาสัมผัส การผ่าตัดมักได้ผลดีกว่าการรอ เพราะปล่อยไว้ทำให้กระดูกสึกหรอเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่หลุด

ถาม: Bankart กับ Latarjet ต่างกันอย่างไร? ตอบ: Bankart คือการซ่อมเนื้อเยื่อที่ฉีกขาด เหมาะเมื่อกระดูกยังสมบูรณ์ดี ส่วน Latarjet คือการโยกกระดูกมาเสริมขอบเบ้าไหล่ เหมาะเมื่อกระดูกสึกหรอมากหรือเสี่ยงหลุดซ้ำสูง Latarjet มีอัตราหลุดซ้ำต่ำกว่า แต่เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่า

ถาม: CT scan จำเป็นต้องทำก่อนผ่าตัดไหล่ไหม? ตอบ: ใช่ — CT scan สำคัญมากในกรณีไหล่หลุดซ้ำ เพราะช่วยวัดว่ากระดูกขอบเบ้าไหล่หายไปกี่เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้เป็นตัวกำหนดหลักว่าควรทำ Bankart หรือ Latarjet ถ้าไม่มีข้อมูลนี้ อาจเลือกวิธีผ่าตัดที่ไม่เหมาะสมและหลุดซ้ำได้

ถาม: หลังผ่าตัดกลับไปเล่นกีฬาได้ไหม และนานแค่ไหน? ตอบ: ในหลายกรณีกลับไปเล่นกีฬาได้ ระยะเวลาฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับวิธีผ่าตัดและความสม่ำเสมอในการทำกายภาพบำบัด การกลับเล่นกีฬาก่อนกล้ามเนื้อแข็งแรงพอเพิ่มความเสี่ยงหลุดซ้ำ

ถาม: Remplissage คืออะไร? ตอบ: Remplissage คือการผ่าตัดเสริมที่ทำควบคู่กับ Bankart เพื่อ "อุด" รอยบุ๋มบนหัวกระดูกต้นแขนด้วยเส้นเอ็น ทำให้รอยบุ๋มไม่สามารถเกี่ยวขอบกระดูกได้ เหมาะสำหรับกรณีที่มีรอยบุ๋มขนาดเฉพาะร่วมกับกระดูกที่ยังพอดี


แล้วคุณล่ะครับ ไหล่เคยหลุดบ้างไหม หรือรู้จักใครที่มีปัญหาไหล่หลุดซ้ำ? คอมเมนต์เล่าให้ฟังได้เลย

สรุปสิ่งที่ควรรู้

• ไหล่หลุดซ้ำยิ่งบ่อย กระดูกยิ่งสึกหรอมากขึ้น รักษาเร็วกว่าดีกว่า • CT scan คือกุญแจสำคัญในการเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมกับแต่ละคน • กระดูกหายน้อยกว่าร้อยละ 15 — Bankart อาจเพียงพอ • กระดูกหายมากกว่าร้อยละ 15-20 หรือรอยบุ๋มอยู่นอกแนวปลอดภัย — Latarjet ให้ผลดีกว่า • การผ่าตัดที่ถูกวิธีและกายภาพบำบัดที่ครบ คือโอกาสกลับไปใช้ชีวิตปกติในหลายกรณี

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับปัญหานี้ ผู้ป่วยไหล่หลุดซ้ำจำนวนมากสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติและกลับไปเล่นกีฬาได้ เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับสภาพกระดูกของตัวเอง

ดูแลไหล่ของตัวเองให้แข็งแรง — เพื่อวันที่คุณจะกลับไปทำทุกอย่างที่รัก


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการผ่าตัดรักษาไหล่หลุดซ้ำ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666



เอกสารอ้างอิง

[1] Rutgers C, et al. Recurrence in traumatic anterior shoulder dislocations increases the prevalence of Hill-Sachs and Bankart lesions: a systematic review and meta-analysis. Knee Surgery, Sports Traumatology, Arthroscopy. 2022. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34988633/

[2] Olds M, et al. Risk factors which predispose first-time traumatic anterior shoulder dislocations to recurrent instability in adults: a systematic review and meta-analysis. British Journal of Sports Medicine. 2015. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25900943/

[3] Arner JW, et al. Anterior Shoulder Instability Management: Indications, Techniques, and Outcomes. Arthroscopy: The Journal of Arthroscopic & Related Surgery. 2020. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33172578/