เตะบอลอยู่ดีๆ ข้อเท้าพลิกเข้าด้านใน
ได้ยินเสียง "เป๊าะ" แล้วล้มลงกองกับพื้น
ลองยืน...ลงน้ำหนักไม่ได้เลย ข้อเท้าบวมเป่งภายในไม่กี่นาที
ภูมิ อายุ 18 ปี นักเตะของทีมโรงเรียน คืนนั้นเขาคิดว่าแค่ประคบน้ำแข็ง พักสองสามวันก็คงหาย
แต่ข้อเท้ายังบวม ยังเจ็บ แถมเริ่มเขียวช้ำ เขาลังเลว่าจะไปหาหมอดีไหม หรือปล่อยให้หายเอง
ข้อเท้าพลิกที่ดู "ธรรมดา" บางครั้งซ่อนการบาดเจ็บที่มากกว่าที่ตาเห็น บทความนี้จะอธิบายว่าเมื่อไรที่ต้องตรวจให้ลึก และทำไมการวินิจฉัยที่ถูกต้องถึงสำคัญกว่าที่คิด
ข้อเท้าพลิกแล้วยังเดินได้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไร โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดคั่งในข้อ
หลายคนเชื่อว่า "ข้อเท้าพลิกเป็นเรื่องเล็ก ประคบน้ำแข็งแล้วเดี๋ยวก็หาย" และส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นจริง แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง บางครั้งการพลิกครั้งเดียวทำให้เส้นเอ็นที่ยึดข้อเท้าฉีกขาดทั้งเส้น และมีเลือดออกคั่งอยู่ในข้อ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการบาดเจ็บครั้งนี้ "ไม่ธรรมดา" และต้องการการตรวจที่ละเอียดกว่าเดิม
เรื่องที่อยากเล่าให้ฟังคือเรื่องของคนไข้คนหนึ่ง เป็นชายหนุ่มอายุ 18 ปี ชอบเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ทุกเย็นหลังเลิกเรียนเขาจะออกไปเตะบอลกับเพื่อน วันหนึ่งระหว่างแย่งบอล เขาเหยียบพลาดจนข้อเท้าบิดพลิกเข้าด้านใน รู้สึกเจ็บแปลบทันที พยายามลุกขึ้นยืนแต่ลงน้ำหนักไม่ได้ ข้อเท้าบวมขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาคิดว่าพักสักหน่อยคงหาย แต่ผ่านไปหลายวันอาการกลับไม่ดีขึ้น สุดท้ายจึงตัดสินใจมาตรวจ
เมื่อตรวจอย่างละเอียดด้วยอัลตราซาวด์ (ultrasound) พบว่าเส้นเอ็นด้านนอกข้อเท้าฉีกขาดทั้งเส้น และมีเลือดคั่งอยู่ในข้อ ซึ่งภาพแบบนี้บอกเราว่าต้องดูแลให้ครบ ไม่ใช่แค่ประคบน้ำแข็งแล้วจบ
หลายคนไม่รู้ว่าข้อเท้าที่ดูเรียบง่ายของเรา ข้างในมีเส้นเอ็นเส้นเล็กๆ คอยทำหน้าที่สำคัญอยู่ ลองนึกภาพเสากระโจมที่ตั้งอยู่ได้เพราะมีเชือกหลายเส้นช่วยดึงรั้งไว้รอบด้าน ถ้าเชือกเส้นใดเส้นหนึ่งขาด เสาก็จะเริ่มโยกเยก เส้นเอ็นที่ข้อเท้าก็ทำงานแบบเดียวกัน คือคอยรั้งกระดูกไม่ให้ข้อเท้าบิดเกินขอบเขต
เวลาข้อเท้าพลิกเข้าด้านใน น้ำหนักตัวทั้งหมดจะกดลงไปบิดข้อเท้าเกินกว่าที่เส้นเอ็นด้านนอกจะรับไหว เส้นใยของเอ็นจึงถูกยืดออกจนเกินจุดที่มันทนได้ ถ้าแรงมากพอ เส้นเอ็นจะฉีกขาดทั้งเส้น เหมือนเชือกที่ถูกดึงจนขาดผึง
เมื่อเส้นเอ็นและเยื่อหุ้มข้อฉีกขาด เส้นเลือดเล็กๆ ที่อยู่ในนั้นก็ฉีกตามไปด้วย เลือดจึงไหลออกมาคั่งอยู่ในข้อ ทำให้ข้อเท้าบวมเร็วมากภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมง ต่างจากการบวมแบบช้าๆ ของการบาดเจ็บเล็กน้อย เลือดที่คั่งอยู่เหมือนน้ำที่ท่วมในห้องปิด มันดันให้ทุกอย่างตึงและเจ็บ
ส่วนที่หลายคนสงสัยว่าทำไมเจ็บมาก นั่นเป็นเพราะเส้นเอ็นมีปลายประสาทรับความรู้สึกอยู่จำนวนมาก พอฉีกขาดจึงส่งสัญญาณเจ็บแรง และเมื่อเอ็นที่เคยรั้งข้อไว้ขาดไป ข้อเท้าจึงรู้สึก "หลวม" หรือไม่มั่นคง เหมือนเสากระโจมที่เชือกขาด นี่คือเหตุผลว่าทำไมการบาดเจ็บแบบนี้ถ้ารักษาไม่ครบ ข้อเท้าอาจหลวมและพลิกซ้ำได้ง่ายในอนาคต
ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ
ข้อเท้าพลิกหรือการบาดเจ็บของเส้นเอ็นข้อเท้า เป็นการบาดเจ็บที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งจากการเล่นกีฬาและกิจวัตรประจำวัน ส่วนใหญ่เกิดจากข้อเท้าบิดพลิกเข้าด้านใน ทำให้เส้นเอ็นด้านนอกได้รับบาดเจ็บ โดยเส้นเอ็นที่บาดเจ็บบ่อยที่สุดคือเอ็นด้านหน้าที่เชื่อมระหว่างกระดูกตาตุ่มนอกกับกระดูกข้อเท้า
แพทย์มักแบ่งความรุนแรงของข้อเท้าพลิกออกเป็น 3 ระดับ
[1] ระดับเบา คือเส้นเอ็นถูกยืดแต่ยังไม่ขาด มีอาการเจ็บและบวมเล็กน้อย
[2] ระดับปานกลาง คือเส้นเอ็นฉีกขาดบางส่วน ข้อเริ่มหลวมเล็กน้อย
[3] ระดับรุนแรง คือเส้นเอ็นฉีกขาดทั้งเส้น ข้อเท้าหลวมและไม่มั่นคงชัดเจน
กรณีที่มีเลือดคั่งอยู่ในข้อร่วมด้วย เป็นสัญญาณว่าการบาดเจ็บอยู่ในกลุ่มที่รุนแรงและต้องตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีการบาดเจ็บอื่นซ่อนอยู่ เช่น กระดูกหักเล็กๆ หรือผิวกระดูกอ่อนในข้อเสียหาย
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อเท้าพลิกได้ง่าย
[1] เล่นกีฬาที่ต้องวิ่ง กระโดด เปลี่ยนทิศทางเร็ว เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล
[2] เคยมีประวัติข้อเท้าพลิกมาก่อน ทำให้ข้อหลวมและพลิกซ้ำได้ง่าย
[3] กล้ามเนื้อรอบข้อเท้าและการทรงตัวไม่แข็งแรงพอ
[4] ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะกับกิจกรรม หรือเดินวิ่งบนพื้นที่ไม่เรียบ
[5] อบอุ่นร่างกายไม่เพียงพอก่อนเล่นกีฬา
การวินิจฉัยทำอย่างไร
หัวใจของการรักษาที่ดีคือการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อน เพราะข้อเท้าพลิกที่ดูคล้ายกันภายนอก อาจมีความรุนแรงต่างกันมาก ขั้นตอนการตรวจมักเริ่มจากเบาไปหาละเอียด
[1] ซักประวัติ ว่าพลิกอย่างไร ได้ยินเสียงดังหรือไม่ ลงน้ำหนักได้ไหม บวมเร็วแค่ไหน
[2] ตรวจร่างกาย คลำหาจุดกดเจ็บ ดูการบวมช้ำ และทดสอบความมั่นคงของข้อ ในระยะแรกที่บวมและเจ็บมาก การตรวจอาจยังไม่ชัด แพทย์จึงอาจนัดตรวจซ้ำหลังจากบวมยุบลงเพื่อประเมินความรุนแรงได้แม่นยำขึ้น
[3] อัลตราซาวด์ (ultrasound) เป็นเครื่องมือที่เห็นเส้นเอ็นได้แบบเรียลไทม์ บอกได้ว่าเอ็นขาดบางส่วนหรือขาดทั้งเส้น และเห็นเลือดที่คั่งในข้อ มีความไวในการตรวจสูง ทำได้ในคลินิก ไม่เจ็บ และไม่มีรังสี
[4] เอกซเรย์ ใช้เมื่อสงสัยว่ามีกระดูกหักร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อกดเจ็บที่ปุ่มกระดูกหรือลงน้ำหนักเดินไม่ได้ มีหลักเกณฑ์มาตรฐานช่วยตัดสินว่าเมื่อไรควรเอกซเรย์ เพื่อไม่ให้พลาดกระดูกหัก
[5] การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เอ็มอาร์ไอ (MRI) เก็บไว้ใช้เมื่ออาการเจ็บไม่ดีขึ้นตามเวลา หรือสงสัยการบาดเจ็บอื่น เช่น ผิวกระดูกอ่อนในข้อเสียหาย หรือเอ็นอื่นบาดเจ็บร่วม
ในกรณีที่มีเลือดคั่งในข้อ การตรวจให้ครบสำคัญมาก เพราะต้องมั่นใจว่าไม่ได้มีกระดูกหักเล็กๆ หรือผิวข้อเสียหายซ่อนอยู่ ซึ่งจะเปลี่ยนแนวทางการรักษา
แนวทางการรักษา จากเบาไปหาหนัก
ข่าวดีคือ การบาดเจ็บของเส้นเอ็นข้อเท้าด้านนอก แม้จะขาดทั้งเส้น ส่วนใหญ่รักษาให้หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้หายเจ็บ แต่ให้กลับมาใช้ข้อเท้าได้มั่นคงเหมือนเดิม และดูแลตัวเองให้แข็งแรงพอจะกลับไปทำสิ่งที่รักได้อีกครั้ง
ในระยะแรกหลังบาดเจ็บ เน้นลดบวมและลดเจ็บ ด้วยการพักการใช้งานชั่วคราว ประคบเย็น ยกขาสูง และพันผ้าหรือใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้า ในกรณีที่เอ็นขาดทั้งเส้น แพทย์อาจให้ใส่เฝือกหรืออุปกรณ์ที่มั่นคงช่วงสั้นๆ ไม่กี่วัน เพื่อให้ข้อได้พักในจังหวะที่เจ็บที่สุด
จากนั้นจึงเปลี่ยนมาใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้าแบบกึ่งแข็ง ที่ป้องกันการบิดเข้าด้านในแต่ยังขยับข้อขึ้นลงได้ และเริ่มลงน้ำหนักเดินเท่าที่ไหว เพราะการขยับและลงน้ำหนักเร็วอย่างเหมาะสม ช่วยให้เอ็นซ่อมตัวและฟื้นได้ดีกว่าการอยู่นิ่งนานเกินไป
หัวใจของการรักษาในระยะถัดมาคือการฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกาย ทั้งฝึกการทรงตัว ฝึกกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าให้แข็งแรง และฝึกประสาทสั่งงานให้ข้อเท้ารับรู้ตำแหน่งตัวเองได้ดีขึ้น ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวตัดสินว่าข้อเท้าจะกลับมามั่นคงหรือจะหลวมและพลิกซ้ำในอนาคต
การผ่าตัดเย็บซ่อมเส้นเอ็น เก็บไว้สำหรับบางกรณีเท่านั้น เช่น คนที่ฟื้นฟูเต็มที่แล้วแต่ข้อยังหลวมและพลิกซ้ำบ่อย จากการศึกษาพบว่าในระยะยาว ผลของการรักษาด้วยการฟื้นฟูโดยไม่ผ่าตัด กับการผ่าตัด ให้ผลใกล้เคียงกันในแง่การกลับไปใช้งานได้ตามเดิม ขณะที่การผ่าตัดมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่า การฟื้นฟูจึงเป็นทางเลือกแรกที่เหมาะกับคนส่วนใหญ่
พยากรณ์โรค หายไหม นานแค่ไหน
คนส่วนใหญ่ที่ได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างถูกต้องจะกลับมาใช้ข้อเท้าได้ดี ระยะเวลาฟื้นตัวขึ้นกับความรุนแรงและการฟื้นฟู โดยทั่วไปอาการเจ็บและบวมจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกๆ ส่วนการกลับไปเล่นกีฬาที่ต้องวิ่งและเปลี่ยนทิศทางมักใช้เวลานานกว่านั้น เพราะต้องรอให้เอ็นแข็งแรงและการทรงตัวกลับมาดีพอ การรีบกลับไปเล่นเร็วเกินไปก่อนที่ข้อจะพร้อม เป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บซ้ำ
สิ่งที่ต้องรู้คือ ข้อเท้าที่เคยพลิกมีโอกาสกลับมาหลวมหรือพลิกซ้ำได้ ถ้าฟื้นฟูไม่ครบ จึงควรให้เวลากับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่รอให้หายเจ็บแล้วหยุด
ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาให้ครบ จะเป็นอย่างไร
[1] ข้อเท้าอาจหลวมเรื้อรัง รู้สึกไม่มั่นคง เหมือนข้อจะทรุดเวลาเดินบนพื้นไม่เรียบ
[2] เกิดการพลิกซ้ำได้ง่ายขึ้น และแต่ละครั้งทำให้ข้อเสียหายเพิ่ม
[3] เจ็บข้อเท้าเรื้อรัง และความมั่นใจในการเล่นกีฬาลดลง
[4] หากมีผิวกระดูกอ่อนในข้อเสียหายที่ไม่ได้ตรวจพบ อาจนำไปสู่ปัญหาข้อในระยะยาว
ข้อมูลเหล่านี้บอกไว้เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการดูแลให้ครบจึงคุ้มค่า ไม่ใช่เพื่อให้กังวล แต่เพื่อให้ตัดสินใจดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจ
วิธีป้องกันไม่ให้ข้อเท้าพลิกซ้ำ
[1] ฝึกการทรงตัวสม่ำเสมอ เช่น ยืนขาเดียว เพื่อให้ข้อเท้ารับรู้ตำแหน่งตัวเองได้ดี
[2] ฝึกกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าและน่องให้แข็งแรง
[3] ใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้าหรือพันเทปช่วงกลับไปเล่นกีฬาที่เสี่ยง โดยเฉพาะถ้าเคยพลิกมาก่อน
[4] อบอุ่นร่างกายให้พอก่อนเล่นกีฬาทุกครั้ง
[5] เลือกรองเท้าที่เหมาะกับกิจกรรมและสภาพพื้น
คำถามที่พบบ่อย
ถาม ข้อเท้าพลิกแล้วยังเดินได้ แปลว่าไม่เป็นอะไรใช่ไหม
ตอบ ไม่เสมอไป บางคนที่เอ็นขาดทั้งเส้นก็ยังพอเดินได้ การเดินได้จึงไม่ได้แปลว่าไม่รุนแรง ถ้าบวมเร็วมาก เจ็บมาก หรือรู้สึกข้อหลวม ควรไปตรวจ
ถาม จำเป็นต้องเอกซเรย์ทุกครั้งไหม
ตอบ ไม่จำเป็นทุกครั้ง แพทย์มีหลักเกณฑ์ช่วยตัดสินว่าใครควรเอกซเรย์ เช่น กดเจ็บที่ปุ่มกระดูก หรือลงน้ำหนักเดินไม่ได้ กรณีที่มีเลือดคั่งในข้อมักต้องตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก
ถาม ต้องผ่าตัดไหมถ้าเอ็นขาดทั้งเส้น
ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ต้อง การฟื้นฟูโดยไม่ผ่าตัดให้ผลดีในระยะยาวใกล้เคียงกับการผ่าตัด การผ่าตัดเก็บไว้สำหรับบางกรณีที่ข้อยังหลวมและพลิกซ้ำหลังฟื้นฟูเต็มที่แล้ว
ถาม ฟื้นฟูเสร็จเร็วๆ แล้วรีบกลับไปเล่นบอลได้เลยไหม
ตอบ ควรรอให้ข้อมั่นคงและการทรงตัวกลับมาดีก่อน การรีบกลับไปเล่นก่อนพร้อมเป็นสาเหตุหลักของการพลิกซ้ำ
สรุปสิ่งที่ควรจำ
[1] ข้อเท้าพลิกที่ยังเดินได้ ไม่ได้แปลว่าไม่รุนแรงเสมอไป โดยเฉพาะถ้าบวมเร็วและมีเลือดคั่งในข้อ
[2] การวินิจฉัยที่ถูกต้องต้องมาก่อนการรักษา อัลตราซาวด์ช่วยดูเอ็น เอกซเรย์ช่วยตัดเรื่องกระดูกหัก
[3] เอ็นขาดทั้งเส้นส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการพยุงข้อและฟื้นฟูอย่างเป็นขั้นตอน
[4] การฝึกทรงตัวและกล้ามเนื้อคือหัวใจของการป้องกันไม่ให้ข้อเท้าหลวมและพลิกซ้ำ
[5] คุณไม่ได้เผชิญกับอาการนี้คนเดียว และการดูแลตัวเองให้แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ คือของขวัญที่ให้กับร่างกายและคนที่คุณรัก
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก เชียงใหม่ Line ID @doctorkeng โทร 081-5303666 เว็บไซต์ doctorkeng.com
#ข้อเท้าพลิก #เอ็นข้อเท้าฉีกขาด #ปวดข้อเท้า #บาดเจ็บจากกีฬา #ฟุตบอล #อัลตราซาวด์ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #AnkleSprain #เชียงใหม่
คำถามที่พบบ่อย
Q: ข้อเท้าพลิกแล้วเดินได้ แสดงว่าไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ?
A: ไม่เสมอไปค่ะ การเดินได้อาจไม่ได้แปลว่าไม่มีการบาดเจ็บรุนแรง โดยเฉพาะหากมีเลือดคั่งในข้อ
Q: ถ้าข้อเท้าบวมและเขียวช้ำ แต่ยังพอเดินได้ ควรไปหาหมอเลยไหมคะ?
A: ในกรณีที่มีเลือดคั่งและอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดค่ะ
Q: เลือดคั่งในข้อเท้าพลิกนี่อันตรายไหมคะ?
A: เลือดคั่งในข้อเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอาจมีการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่าที่เห็น และต้องการการดูแลที่เหมาะสมค่ะ
Q: ถ้าเส้นเอ็นฉีกขาดทั้งเส้น จะเดินไม่ได้เลยใช่ไหมคะ?
A: ในหลายกรณี การฉีกขาดของเส้นเอ็นอาจทำให้ลงน้ำหนักได้ลำบากหรือไม่สามารถลงน้ำหนักได้เลยค่ะ
Q: การบาดเจ็บแบบนี้ ถ้าไม่รักษาให้หายขาด จะมีผลเสียในระยะยาวไหมคะ?
A: อาจมีผลทำให้ข้อเท้าหลวมและพลิกซ้ำได้ง่ายในอนาคตค่ะ
เอกสารอ้างอิง
[1] Drakos M, et al. Ankle Instability. Foot and Ankle Clinics. 2022. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35680294/
[2] Dhillon MS, et al. Ankle Sprain and Chronic Lateral Ankle Instability: Optimizing Conservative Treatment. Foot and Ankle Clinics. 2023. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37137624/
[3] Xue X, et al. Chronic ankle instability is associated with proprioception deficits: A systematic review and meta-analysis. Journal of Sport and Health Science. 2021. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33017672/

