ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดไหล่ ไปหาหมอกี่ครั้งก็ได้ยามาไม่เหมือนกันสักที

ใจแอบสงสัยอยู่ในใจ

คุณลุงวัยหกสิบกว่า ปวดร้าวลงขาทั้งสองข้างเวลาเดินนาน ต้องหยุดนั่งพักถึงจะเดินต่อไหว

ลองซื้อยากินเองอยู่พักหนึ่ง อาการไม่ดีขึ้น แถมเริ่มแสบท้อง

แกเลยสงสัยว่าทำไมยาที่คนอื่นกินแล้วหาย กินแล้วไม่หายเหมือนกัน

บทความนี้จะพาไปเข้าใจว่า ยาแก้ปวดกระดูกและข้อมีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มเหมาะกับอาการปวดแบบไหนกันแน่


5 กลุ่มยาแก้ปวดกระดูกและข้อ ที่คนไข้ควรรู้จักไว้ก่อนเริ่มกินยา


สิ่งสำคัญที่ต้องรู้

• ยาแก้ปวดกระดูกและข้อมีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มออกฤทธิ์และเหมาะกับอาการต่างกัน • ปวดเกิดได้จากการอักเสบ กล้ามเนื้อเกร็ง หรือเส้นประสาทถูกกด ต้องเลือกยาให้ตรงสาเหตุ • ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาต่อเนื่อง โดยเฉพาะถ้ามีโรคไต ตับ หรือหัวใจร่วมด้วย


ยาแก้ปวดที่ใช้ในโรคกระดูกและข้อมีหลายกลุ่มหลัก ได้แก่ ยาพาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์อ่อน ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาที่ใช้ดูแลอาการปวดจากเส้นประสาท เมื่อเข้าใจว่ายาแต่ละกลุ่มเหมาะกับอาการปวดแบบไหน คนไข้จะพูดคุยกับแพทย์เพื่อเลือกวิธีดูแลที่ปลอดภัยและตรงจุดกับตัวเองได้มากขึ้น

รู้ไหมว่า ยาแก้ปวดกระดูกและข้อที่หมอสั่ง ไม่ได้ออกฤทธิ์เหมือนกันทุกตัว

หลายคนไม่รู้ว่า ยาแก้ปวดที่ดูเหมือนกันไปหมด จริง ๆ แล้วมีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเป้าหมายและวิธีออกฤทธิ์ในร่างกายต่างกันโดยสิ้นเชิง บางกลุ่มลดการอักเสบ บางกลุ่มคลายกล้ามเนื้อ บางกลุ่มดูแลเส้นประสาทที่ถูกกดทับโดยเฉพาะ การรู้ว่ายาแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร จะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมหมอถึงเลือกยาไม่เหมือนกันในแต่ละคน

ทำไมคนไข้แต่ละคนได้ยาแก้ปวดไม่เหมือนกัน?

กาลครั้งหนึ่ง คนไข้ชายรายหนึ่ง อายุประมาณ 62 ปี ใช้ชีวิตปกติดี เดินออกกำลังกายตอนเช้าแทบทุกวัน

ทุกวันแกก็เดินได้เรื่อย ๆ แม้บางครั้งจะปวดหลังบ้างก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

จนกระทั่งวันหนึ่ง เริ่มมีอาการปวดร้าวลงขาทั้งสองข้างเวลาเดินนาน ต้องหยุดนั่งพักสักพักถึงจะเดินต่อไหว

เพราะเหตุนั้นแกเลยลองซื้อยาแก้ปวดกินเองจากร้านขายยาสลับกันไปหลายชนิด แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ แถมเริ่มรู้สึกแสบท้อง

เพราะเหตุนั้นแกเลยตัดสินใจมาปรึกษาแพทย์ พร้อมกับคำถามในใจว่าทำไมยาที่กินเองถึงไม่ค่อยได้ผล

จนในที่สุดแพทย์ตรวจพบว่าอาการนี้เกิดจากภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบ คือช่องที่เส้นประสาทลอดผ่านในกระดูกสันหลังแคบลงกว่าปกติ ทำให้เส้นประสาทถูกกดเวลายืนหรือเดิน จึงต้องใช้ยาที่ดูแลอาการปวดจากเส้นประสาทร่วมกับยากลุ่มอื่น แทนที่จะพึ่งยาแก้ปวดทั่วไปเพียงตัวเดียว

และตั้งแต่นั้นมาแกก็เข้าใจว่ายาแก้ปวดแต่ละกลุ่มมีหน้าที่ต่างกัน เมื่อเลือกใช้ให้ตรงจุด อาการเดินได้ไกลขึ้นจริง

ทำไมอาการปวดกระดูกและข้อถึงต้องใช้ยาหลายกลุ่มร่วมกัน?

หลายคนไม่รู้ว่า อาการปวดที่ดูเหมือนกันไปหมด แท้จริงแล้วเกิดจากกลไกในร่างกายคนละแบบ

แบบแรกคือ ปวดจากการอักเสบหรือเนื้อเยื่อบาดเจ็บ เช่น ข้อเข่าเสื่อม เอ็นอักเสบ หรือข้ออักเสบ ร่างกายจะหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบออกมาบริเวณนั้น กระตุ้นปลายประสาทรับความเจ็บปวดให้ทำงานมากขึ้น

แบบที่สองคือ ปวดจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว มักเกิดตามหลังท่าทางที่ผิด หรือเป็นปฏิกิริยาปกป้องตัวเองของร่างกายเมื่อมีปัญหาที่ข้อหรือหมอนรองกระดูกใกล้เคียง

แบบที่สามคือ ปวดจากเส้นประสาทถูกกดทับหรือระคายเคือง เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือโพรงกระดูกสันหลังตีบ อาการมักมีลักษณะปวดร้าว ชา หรือแสบร้อนตามแนวเส้นประสาท ไม่ใช่ปวดตื้อ ๆ แบบทั่วไป

เพราะกลไกทั้งสามแบบนี้ต่างกัน ยาที่ใช้จึงต้องออกฤทธิ์คนละจุดในร่างกาย ยาที่ลดการอักเสบได้ดี อาจช่วยอาการปวดจากเส้นประสาทได้น้อยมาก ในขณะที่ยาที่ดูแลเส้นประสาทโดยเฉพาะ ก็ไม่ได้ช่วยลดการอักเสบของข้อ นี่คือเหตุผลที่หมอมักต้องเลือกยาหลายกลุ่มร่วมกัน หรือเลือกยาคนละตัวในคนไข้แต่ละราย ทั้งที่ดูเหมือนมีอาการปวดคล้ายกัน

ยาแก้ปวดกระดูกและข้อ มีกี่กลุ่ม อะไรบ้าง?

ยาแก้ปวดที่ใช้ในโรคกระดูกและข้อ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก

กลุ่มแรกคือ ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุด เหมาะกับอาการปวดระดับน้อยถึงปานกลาง

กลุ่มที่สองคือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีทั้งชนิดกินและชนิดทาเฉพาะที่ ช่วยลดทั้งอาการปวดและการอักเสบไปพร้อมกัน

กลุ่มที่สามคือ ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์อ่อน เช่น ทรามาดอล ใช้เมื่ออาการปวดรุนแรงกว่าเดิมและยาสองกลุ่มแรกคุมไม่อยู่

กลุ่มที่สี่คือ ยาคลายกล้ามเนื้อ ใช้เมื่อมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งตัวร่วมกับอาการปวด

กลุ่มที่ห้าคือ ยาที่ใช้ดูแลอาการปวดจากเส้นประสาท เช่น กาบาเพนติน และพรีกาบาลิน ออกฤทธิ์คนละกลไกจากยาแก้ปวดทั่วไป เหมาะกับอาการปวดร้าว ชา หรือแสบร้อนตามแนวเส้นประสาท

ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษเวลาใช้ยาแก้ปวด?

• ผู้สูงอายุ เพราะร่างกายกำจัดยาได้ช้าลงและเสี่ยงผลข้างเคียงง่ายกว่า • คนที่มีโรคไตหรือโรคตับ เพราะยาหลายกลุ่มต้องผ่านการกำจัดทางไตหรือตับ • คนที่เคยเป็นโรคกระเพาะหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร • คนที่มีโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง • คนที่กินยาหลายชนิดพร้อมกันอยู่แล้ว เสี่ยงยาตีกัน

แพทย์รู้ได้อย่างไรว่าควรเลือกยากลุ่มไหนให้เหมาะกับเรา?

แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติอาการปวดอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ตำแหน่ง ระยะเวลา และปัจจัยที่ทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง เพื่อแยกว่าปวดแบบอักเสบ กล้ามเนื้อเกร็ง หรือเส้นประสาทถูกกด

ต่อมาตรวจร่างกาย ดูตำแหน่งกดเจ็บ การเคลื่อนไหวของข้อ และตรวจระบบประสาทเบื้องต้น เช่น แรงกล้ามเนื้อ ความรู้สึก

ถ้าจำเป็นแพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เอกซเรย์ หรือตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อดูสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด และเลือกยาให้ตรงกับกลไกที่พบ ไม่ใช่เลือกยาแบบเดียวกันในทุกคน

แนวทางการใช้ยาแก้ปวดกระดูกและข้อ มีขั้นตอนอย่างไร?

หลักการทั่วไปคือ เริ่มจากยาที่ปลอดภัยที่สุดก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มตามความจำเป็น ไม่ใช่เริ่มจากยาแรงที่สุดตั้งแต่ต้น

ยาพาราเซตามอล มักเป็นตัวเลือกแรกสำหรับอาการปวดน้อยถึงปานกลาง ข้อดีคือค่อนข้างปลอดภัยเมื่อใช้ในขนาดที่แนะนำ แต่ต้องระวังไม่ใช้เกินขนาดสูงสุดที่แนะนำต่อวัน โดยเฉพาะในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือมีโรคตับ

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยได้ดีในอาการปวดที่มีการอักเสบร่วมด้วย เช่น ข้อบวมแดงจากข้อเสื่อมกำเริบ หรือเอ็นอักเสบ ชนิดทาเฉพาะที่มีข้อดีคือดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อยกว่าชนิดกิน จึงมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะและไตน้อยกว่า เหมาะกับอาการปวดเฉพาะจุดที่ไม่ลึกมาก ส่วนชนิดกินให้ผลครอบคลุมกว่าแต่ต้องระวังผลต่อกระเพาะอาหาร ไต และหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าใช้ต่อเนื่องนาน

ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์อ่อน จะพิจารณาใช้เมื่ออาการปวดรุนแรงกว่าเดิม และยาสองกลุ่มแรกควบคุมอาการได้ไม่เพียงพอ มักใช้ในระยะสั้นเป็นหลัก เพราะใช้ต่อเนื่องนานเสี่ยงต่อการติดยาและผลข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลาง

ยาคลายกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อเกร็งตัวที่มักพบร่วมกับอาการปวดหลังเฉียบพลัน มักใช้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ร่วมกับการปรับท่าทางและกายภาพบำบัด

ยาที่ใช้ดูแลอาการปวดจากเส้นประสาท เช่น กาบาเพนติน และพรีกาบาลิน จะพิจารณาใช้เมื่ออาการปวดมีลักษณะร้าว ชา หรือแสบร้อนตามแนวเส้นประสาท ซึ่งยากลุ่มอื่นมักช่วยได้น้อย ยากลุ่มนี้ต้องปรับขนาดอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเองทันที

หลายครั้งแพทย์เลือกใช้ยาหลายกลุ่มร่วมกันในขนาดที่พอเหมาะ แทนการเพิ่มขนาดยาตัวเดียวจนสูงมาก เพราะช่วยควบคุมอาการปวดได้ดีขึ้น ในขณะที่ลดความเสี่ยงผลข้างเคียงจากยาตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป นอกจากยาแล้ว การปรับท่าทาง กายภาพบำบัด หรือการรักษาแบบไม่ใช้ยาบางชนิด ก็ช่วยลดอาการปวดควบคู่กันได้ในหลายราย โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงจากยา

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ยาแก้ปวดช่วยควบคุมอาการเท่านั้น ถ้าสาเหตุที่แท้จริงรุนแรง เช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบมากจนเดินได้ไม่กี่ก้าวหรือมีอาการอ่อนแรง การผ่าตัดอาจเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่าการพึ่งยาแก้ปวดต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าถึงจุดที่ควรพิจารณาการผ่าตัดหรือยัง

ถ้าใช้ยาแก้ปวดอย่างเหมาะสม อาการจะดีขึ้นแค่ไหน?

ถ้าเลือกใช้ยาตรงกับกลไกของอาการปวด ร่วมกับการปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัดตามความเหมาะสม คนไข้ส่วนใหญ่จะควบคุมอาการปวดได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน กลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้มากขึ้น

แต่ถ้าใช้ยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่แก้ที่ต้นเหตุ เช่น ไม่ปรับท่าทาง ไม่ลดน้ำหนักในรายที่น้ำหนักเกิน หรือไม่รักษาสาเหตุเชิงโครงสร้าง อาการอาจดีขึ้นชั่วคราวแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยาแก้ปวดแต่ละกลุ่มมีอะไรบ้าง?

ยาพาราเซตามอล ถ้าใช้เกินขนาดที่แนะนำ อาจส่งผลเสียต่อตับได้ โดยเฉพาะในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ชนิดกิน อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร ส่งผลต่อการทำงานของไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดถ้าใช้ต่อเนื่องนาน ส่วนชนิดทาอาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ทาระคายเคืองได้บ้างแต่พบน้อยกว่าผลต่ออวัยวะภายใน

ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์อ่อน อาจทำให้ง่วงซึม คลื่นไส้ ท้องผูก และถ้าใช้ต่อเนื่องนานเกินไปเสี่ยงต่อการติดยา

ยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้ง่วงซึม เวียนศีรษะ ควรระวังการขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรระหว่างใช้ยา

ยาที่ใช้ดูแลอาการปวดจากเส้นประสาท อาจทำให้ง่วงซึม เวียนศีรษะ หรือขาบวมได้ในบางราย

จะป้องกันผลข้างเคียงจากยาแก้ปวดได้อย่างไร?

• กินยาตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ ไม่ปรับขนาดยาเอง • ไม่กินยาต้านการอักเสบหลายชนิดพร้อมกันโดยไม่ปรึกษาแพทย์ • แจ้งแพทย์ทุกครั้งถ้ามีโรคไต โรคตับ โรคกระเพาะ หรือโรคหัวใจ • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ยาแก้ปวดบางกลุ่ม • พบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลข้างเคียงและปรับยาให้เหมาะสม

มีคำถามอะไรบ้างที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาแก้ปวดกระดูกและข้อ?

ถาม: กินยาพาราเซตามอลกับยาต้านการอักเสบพร้อมกันได้ไหม

ตอบ: โดยทั่วไปสามารถใช้ร่วมกันได้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพราะออกฤทธิ์คนละกลไก แต่ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งเรื่องยาที่กินอยู่ทั้งหมด เพื่อป้องกันการใช้ซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น

ถาม: ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ฤทธิ์อ่อนทำให้ติดยาไหม

ตอบ: มีความเสี่ยงถ้าใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีการติดตามจากแพทย์ จึงมักแนะนำให้ใช้ในระยะสั้นและตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด

ถาม: กาบาเพนตินกับพรีกาบาลิน ต่างจากยาแก้ปวดทั่วไปอย่างไร

ตอบ: ยาสองตัวนี้ออกฤทธิ์ที่เส้นประสาทโดยเฉพาะ ไม่ได้ลดการอักเสบเหมือนยาต้านการอักเสบทั่วไป จึงเหมาะกับอาการปวดร้าว ชา หรือแสบร้อนตามแนวเส้นประสาทมากกว่า

ถาม: ยาคลายกล้ามเนื้อกินติดต่อกันได้นานแค่ไหน

ตอบ: มักแนะนำให้ใช้ในระยะสั้นตามอาการกล้ามเนื้อเกร็งเฉียบพลัน ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน

ถาม: ยาแก้ปวดชนิดทาเฉพาะที่ ใช้แทนยากินได้ไหม

ตอบ: ในอาการปวดเฉพาะจุดที่ไม่ลึกมาก ยาทาเฉพาะที่เป็นทางเลือกที่ดี เพราะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อยกว่า แต่ถ้าอาการปวดรุนแรงหรือลึกกว่านั้น อาจต้องใช้ร่วมกับยากินตามดุลยพินิจของแพทย์

สรุปแล้วต้องจำอะไรบ้าง?

เป็นข้อมูลที่หลายคนยังไม่รู้ ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ ส่งต่อให้คนที่ห่วงใยได้ครับ

สิ่งที่ควรจำไว้มีอยู่ห้าข้อ หนึ่ง ยาแก้ปวดกระดูกและข้อมีหลายกลุ่ม ไม่มีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน สอง การเลือกใช้ต้องตรงกับกลไกของอาการปวด สาม ไม่ควรปรับขนาดยาเองหรือซื้อยาหลายชนิดมาผสมกินโดยไม่ปรึกษาแพทย์ สี่ ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวต้องระวังผลข้างเคียงเป็นพิเศษ ห้า ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

คุณเองก็ไม่ต้องเดาว่าจะกินยาตัวไหนดี แค่เข้าใจหลักการเบื้องต้นแล้วพูดคุยกับแพทย์ตรง ๆ ก็จะได้แนวทางที่เหมาะกับตัวคุณเอง เพื่อให้ยังเดินเล่นกับลูกหลาน หรือทำกิจกรรมที่รักได้อย่างสบายใจ


ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

หมอเก่ง กระดูกและข้อ – ธนินนิตย์คลินิก Line: @doctorkeng โทร 081-530-3666



เอกสารอ้างอิง

[1] Hsu JR, Mir H, Wally MK, Seymour RB; Orthopaedic Trauma Association Musculoskeletal Pain Task Force. Clinical Practice Guidelines for Pain Management in Acute Musculoskeletal Injury. J Orthop Trauma. 2019;33(5):e158-e182. https://doi.org/10.1097/BOT.0000000000001430

[2] Flynn DM. Chronic Musculoskeletal Pain: Nonpharmacologic, Noninvasive Treatments. Am Fam Physician. 2020;102(8):465-477. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33064421/

[3] de Oliveira MF, Johnson DS, Demchak T, Tomazoni SS, Leal-Junior EC. Low-intensity LASER and LED (photobiomodulation therapy) for pain control of the most common musculoskeletal conditions. Eur J Phys Rehabil Med. 2022;58(2):282-289. https://doi.org/10.23736/S1973-9087.21.07236-1


เอกสารอ้างอิง

  1. Hsu, et al. Clinical Practice Guidelines for Pain Management in Acute Musculoskeletal Injury. (2019). J Orthop Trauma. PMID: 30681429. DOI: 10.1097/BOT.0000000000001430

  2. DE Oliveira, et al. Low-intensity LASER and LED (photobiomodulation therapy) for pain control of the most common musculoskeletal conditions. (2022). Eur J Phys Rehabil Med. PMID: 34913330. DOI: 10.23736/S1973-9087.21.07236-1

  3. Flynn. Chronic Musculoskeletal Pain: Nonpharmacologic, Noninvasive Treatments. (2020). Am Fam Physician. PMID: 33064421

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ยาแก้ปวด #พาราเซตามอล #ยาต้านการอักเสบ #ยาคลายกล้ามเนื้อ #กาบาเพนติน #พรีกาบาลิน #ธนินนิตย์คลินิก #เชียงใหม่ #สุขภาพกระดูกและข้อ


📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ 5 กลุ่มยาแก้ปวดกระดูกและข้อ ที่คนไข้ควรรู้จักไว้ก่อนเริ่มกินยา