
นอนตะแคงทับด้านที่ปวดไม่ได้ พลิกตัวกลางดึกทีไรสะดุ้งตื่น เดินขึ้นบันไดแล้วเสียวแปลบข้างสะโพกแทบทุกครั้ง
คุณมาลี อายุ 35 ปี เคยเดินออกกำลังทุกเช้าโดยไม่คิดอะไร หลัง ๆ แค่ลุกจากเก้าอี้ก็ปวดร้าวลงต้นขา เธอกลัวว่าข้อสะโพกเสื่อมและต้องผ่าตัด เลยทนมาหลายเดือน จนวันหนึ่งหมอกดลงไปแล้วเจ็บจุดเดียวตรงปุ่มกระดูกด้านข้าง...
ปวดสะโพกด้านข้างแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้อสะโพกเสื่อม และหลายคนดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด บทความนี้จะพาไปดูว่าจริง ๆ แล้วเกิดจากอะไร และทำไมการตรวจให้ตรงจุดถึงเปลี่ยนทุกอย่าง
ทำไมปวดสะโพกด้านข้างเรื้อรัง ถึงไม่ใช่ข้อสะโพกเสื่อมอย่างที่หลายคนเข้าใจ
คนจำนวนมากที่ปวดบริเวณสะโพกด้านข้าง มักคิดทันทีว่า "ข้อสะโพกของฉันคงเสื่อมแล้ว" บางคนถึงขั้นกังวลว่าต้องเปลี่ยนข้อสะโพก ทั้งที่ความจริงแล้ว อาการปวดตรงปุ่มกระดูกด้านข้างของสะโพกส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวข้อสะโพกเลย แต่มาจากเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ปุ่มกระดูกต่างหาก
ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเข้าใจผิดว่าเป็นข้อเสื่อม คนไข้อาจทนเจ็บไปนาน หรือถูกส่งไปตรวจและรักษาผิดทาง ทั้งที่ปัญหาจริงรักษาได้ง่ายกว่ามาก
คุณมาลีเป็นคุณแม่วัยทำงานอายุสามสิบกว่า ชอบเดินออกกำลังในสวนตอนเช้า เป็นกิจวัตรที่ทำให้รู้สึกสดชื่นก่อนเริ่มวัน
วันหนึ่งเธอเริ่มรู้สึกปวดตื้อ ๆ ที่สะโพกด้านขวา ตอนแรกคิดว่าเดินมากไปคงหายเอง แต่อาการกลับเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เคยเดินสบาย กลายเป็นแค่ลุกจากเก้าอี้ก็เสียวแปลบ ตอนกลางคืนยิ่งทรมาน เพราะพอนอนตะแคงทับด้านที่ปวด ก็ต้องสะดุ้งตื่น
ที่ทำให้เธอลังเลคือ ในใจกลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรงที่ข้อสะโพก กลัวคำว่า "ผ่าตัด" จึงเลือกที่จะทนและซื้อยาแก้ปวดกินเอง อาการดีบ้างแย่บ้าง วนอยู่แบบนี้หลายเดือน จนกระทบทั้งการนอน การทำงาน และอารมณ์
หลายคนไม่รู้ว่าอาการปวดแบบคุณมาลีมีคำอธิบายที่ตรงไปตรงมา และมีทางออกที่ดีกว่าที่คิด
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ ตรงปุ่มกระดูกด้านข้างของสะโพก เป็นจุดที่เอ็นและกล้ามเนื้อหลายเส้นมาเกาะ และมีการขยับไปมาทุกครั้งที่เราเดิน ลุก นั่ง หรือขึ้นบันได ธรรมชาติจึงสร้าง "ถุงน้ำหล่อลื่น" เล็ก ๆ ที่เรียกว่า เบอร์ซา (Bursa) คั่นเอาไว้ระหว่างกระดูกกับเอ็น เหมือนเบาะนุ่ม ๆ ที่ช่วยลดการเสียดสี ทำให้เอ็นเลื่อนผ่านปุ่มกระดูกได้ลื่น ๆ ไม่บาดเจ็บ
ทีนี้ ถ้ามีการเสียดสีซ้ำ ๆ มากเกินไป เช่น เดินเยอะผิดปกติ น้ำหนักตัวมาก กล้ามเนื้อสะโพกอ่อนแรงจนเอ็นทำงานหนักเกิน หรือนอนตะแคงทับด้านเดิมนาน ๆ เบาะนุ่ม ๆ ที่ว่านี้ก็จะถูกบีบและเสียดสีจนเกิดการอักเสบ บวม และเจ็บขึ้นมา ภาวะนี้เรียกว่า เบอร์ซาอักเสบที่ปุ่มกระดูกสะโพก (Greater trochanteric bursitis)
ทีนี้มาตอบว่าทำไมอาการจึงเป็นแบบที่คุณมาลีเจอ เมื่อเบอร์ซาที่อยู่ตรงปุ่มกระดูกอักเสบ การกดทับลงตรงจุดนั้นจึงเจ็บชัดเจน เวลานอนตะแคงทับ น้ำหนักตัวกดลงบนเบอร์ซาที่บวมอยู่พอดี จึงปวดจนต้องตื่น และเวลาขึ้นบันไดหรือลุกขึ้นยืน กล้ามเนื้อสะโพกต้องออกแรงดึงเอ็นผ่านปุ่มกระดูก เบอร์ซาที่อักเสบจึงถูกรบกวนซ้ำ ทำให้เสียวแปลบทุกครั้ง
มีอีกเรื่องที่สำคัญและคนไข้ควรรู้ คือ จุดเดียวกันนี้ บางคนปวดเพราะ "เอ็นกล้ามเนื้อสะโพกเสื่อม" ไม่ใช่เบอร์ซาอักเสบล้วน ๆ และงานศึกษาด้วยเครื่องอัลตราซาวด์พบว่า ในคนที่มาด้วยอาการปวดสะโพกด้านข้าง จำนวนไม่น้อยมีเอ็นเสื่อมร่วมด้วยหรือเป็นสาเหตุหลัก ไม่ใช่เบอร์ซาเสมอไป เพราะแบบนี้เอง การตรวจให้รู้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงอยู่ตรงไหน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเลือกวิธีรักษาให้ตรงจุด
โรคนี้คืออะไร
คือภาวะที่ถุงน้ำหล่อลื่น (เบอร์ซา) บริเวณปุ่มกระดูกด้านข้างของสะโพกเกิดการอักเสบ ทำให้ปวดและกดเจ็บตรงจุดนั้น มักร้าวลงไปตามด้านข้างของต้นขา
การเสียดสีและแรงกดซ้ำ ๆ ที่ปุ่มกระดูก จากการเดิน ขึ้นบันได หรือนอนตะแคงทับ
กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรง ทำให้เอ็นและเบอร์ซาต้องรับภาระมากขึ้น
น้ำหนักตัวที่มาก เพิ่มแรงกดบริเวณสะโพก
ในหลายคน มีเอ็นกล้ามเนื้อสะโพกเสื่อมอยู่ก่อน แล้วเบอร์ซาอักเสบตามมา
ปวดและกดเจ็บตรงปุ่มกระดูกด้านข้างของสะโพก
ปวดร้าวลงด้านข้างของต้นขา
นอนตะแคงทับด้านที่ปวดไม่ได้ มักปวดมากตอนกลางคืน
ปวดมากขึ้นเวลาลุกขึ้นยืน เดิน หรือขึ้นบันได
[1] ผู้หญิง โดยเฉพาะวัยกลางคน พบบ่อยกว่าผู้ชายหลายเท่า
[3] คนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างหรือข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย
[5] คนที่ชอบนอนตะแคงทับด้านเดิมเป็นประจำ
หัวใจของการรักษาที่ได้ผล คือการรู้ให้แน่ว่าต้นเหตุอยู่ตรงไหน เพราะปวดสะโพกด้านข้างเกิดได้จากหลายสาเหตุที่อาการคล้ายกัน การตรวจจึงทำเป็นขั้นตอน
[1] ซักประวัติ หมอจะถามลักษณะอาการปวด ตำแหน่ง ช่วงเวลาที่ปวด และสิ่งที่ทำให้ปวดมากขึ้น เช่น การนอนทับหรือขึ้นบันได เพื่อแยกจากอาการปวดที่มาจากหลังหรือตัวข้อสะโพกเอง
[2] ตรวจร่างกาย จุดสำคัญคือการกดหาจุดเจ็บตรงปุ่มกระดูกด้านข้าง ซึ่งถ้ากดแล้วเจ็บตรงจุดเดียวกับที่คนไข้ปวด ก็เป็นเบาะแสที่ชัดเจน
[3] อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการดูเนื้อเยื่อรอบปุ่มกระดูก สามารถเห็นได้ว่ามีน้ำในเบอร์ซาที่บ่งถึงการอักเสบจริงหรือไม่ และเห็นว่าเอ็นกล้ามเนื้อสะโพกมีความเสื่อมร่วมด้วยหรือเปล่า ทำให้แยกต้นเหตุได้ชัดขึ้นและช่วยให้รักษาได้ตรงจุด
[4] เอกซเรย์ ใช้เพื่อดูสภาพข้อสะโพกและกระดูก ช่วยแยกว่าอาการปวดมาจากข้อสะโพกเสื่อมหรือไม่
[5] เอ็มอาร์ไอ (MRI) ใช้ในบางกรณีที่อาการไม่ชัดเจน ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือสงสัยว่าเอ็นฉีกขาด เพื่อดูรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อนได้ลึกขึ้น
ข่าวดีคือ ภาวะนี้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้หายปวดวันนี้ แต่คือการดูแลให้กลับไปใช้ชีวิตที่รักได้อย่างมั่นใจ และไม่กลับมาเป็นซ้ำ
อย่างคุณมาลี เป้าหมายของเธอง่าย ๆ คืออยากกลับไปเดินออกกำลังตอนเช้าได้เหมือนเดิม และนอนหลับได้เต็มอิ่มอีกครั้ง การรักษาจึงเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน
[1] ปรับพฤติกรรมและลดแรงกดที่ปุ่มกระดูก เช่น หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงทับด้านที่ปวด ใช้หมอนรองระหว่างขาเวลานอน ลดกิจกรรมที่กระแทกซ้ำ ๆ ชั่วคราว และค่อย ๆ กลับมาเคลื่อนไหวเมื่ออาการดีขึ้น
[2] ออกกำลังเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกและกายภาพบำบัด เป็นหัวใจของการดูแลระยะยาว เพราะเมื่อกล้ามเนื้อสะโพกแข็งแรงขึ้น เอ็นและเบอร์ซาก็รับภาระน้อยลง โอกาสกลับมาเป็นซ้ำจึงลดลง งานวิจัยพบว่าการออกกำลังควบคู่กับการปรับการใช้งานให้ผลดีในระยะยาว
[3] ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบ ช่วยลดอาการในช่วงที่ปวดมาก ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
[4] การฉีดยาเข้าเบอร์ซาโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง (Ultrasound-guided injection) เป็นทางเลือกที่ดีในคนที่อาการยังรบกวนชีวิตมากหรือไม่ดีขึ้นจากวิธีข้างต้น ข้อดีของการใช้อัลตราซาวด์นำทางคือ แพทย์เห็นตำแหน่งเข็มและจุดที่อักเสบได้ตามจริงขณะฉีด ทำให้ฉีดได้ตรงจุดที่เป็นปัญหา การฉีดมักช่วยลดอาการปวดได้ชัดเจนในช่วงสองสามเดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองที่คนไข้จะกลับไปออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อได้สบายขึ้น แต่ควรเข้าใจว่าการฉีดยาเป็นการช่วยลดอาการ ไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุทั้งหมด การออกกำลังและปรับการใช้งานจึงยังจำเป็นเพื่อผลระยะยาว
[5] การผ่าตัด ใช้น้อยมาก เฉพาะกรณีที่รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีเอ็นฉีกขาดที่จำเป็นต้องซ่อม
คนส่วนใหญ่อาการดีขึ้นได้ด้วยการดูแลแบบไม่ผ่าตัด เพียงแต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและเวลา
การฉีดยาช่วยให้ปวดน้อยลงเร็วในช่วงแรก แต่ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ เช่น กล้ามเนื้อสะโพกที่อ่อนแรง หรือพฤติกรรมที่กดทับซ้ำ ๆ อาการก็มีโอกาสกลับมาได้ ในทางกลับกัน คนที่ตั้งใจออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อและปรับการใช้งานควบคู่ไป มักได้ผลดีและยั่งยืนกว่า
ดังนั้นกุญแจของการ "หายแล้วไม่กลับมาเป็นซ้ำ" คือการรักษาที่ตรงต้นเหตุ บวกกับการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง
อาการปวดเรื้อรังที่ปล่อยไว้นาน ๆ ส่งผลมากกว่าที่หลายคนคิด
อาการปวดอาจเรื้อรังและรบกวนการนอน ทำให้พักผ่อนไม่พอ
คุณภาพชีวิตลดลง บางการศึกษาพบว่าคนที่มีอาการกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงกับคนที่ข้อสะโพกเสื่อมระยะท้าย
หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวจนกล้ามเนื้อสะโพกยิ่งอ่อนแรง กลายเป็นวงจรที่ทำให้อาการแย่ลงไปอีก
ถ้ามีเอ็นเสื่อมร่วมอยู่ การละเลยอาจทำให้เอ็นเสียหายมากขึ้น
เล่าให้ฟังตามจริง ไม่ใช่เพื่อให้กังวล แต่เพื่อให้เห็นว่าการดูแลแต่เนิ่น ๆ คุ้มค่ากว่าการทนรอ
[1] เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพ
[3] หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงทับด้านเดิมนาน ๆ ลองใช้หมอนรองระหว่างขา
[5] ถ้าเริ่มปวดตรงสะโพกด้านข้าง อย่าปล่อยไว้นาน ควรรีบตรวจให้รู้ต้นเหตุ
ถาม ปวดสะโพกด้านข้างแบบนี้ ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกไหม ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ต้องเลย เพราะมักไม่ได้เกิดจากตัวข้อสะโพก แต่เกิดจากเบอร์ซาหรือเอ็นรอบปุ่มกระดูก ซึ่งดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
ถาม ฉีดยาแล้วจะหายขาดเลยไหม ตอบ การฉีดช่วยลดอาการได้ชัดเจนในช่วงแรก แต่เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ควรออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อและปรับการใช้งานควบคู่ไปด้วย
ถาม ทำไมต้องใช้อัลตราซาวด์ ฉีดเฉย ๆ ไม่ได้หรือ ตอบ อัลตราซาวด์ช่วยให้แพทย์เห็นจุดที่อักเสบและตำแหน่งเข็มตามจริงขณะฉีด จึงฉีดได้ตรงจุด และยังช่วยแยกได้ว่าต้นเหตุเป็นเบอร์ซาหรือเอ็น ทำให้วางแผนรักษาได้เหมาะกับแต่ละคน
ถาม ออกกำลังจะยิ่งทำให้ปวดมากขึ้นไหม ตอบ การออกกำลังที่ถูกวิธีและค่อยเป็นค่อยไปช่วยให้ดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง สิ่งที่ควรเลี่ยงคือท่าที่กดหรือบีบปุ่มกระดูกซ้ำ ๆ ควรทำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
ถาม ปวดข้างเดียวแต่กลัวจะลามไปอีกข้าง ทำอย่างไรดี ตอบ การดูแลกล้ามเนื้อสะโพกทั้งสองข้างให้แข็งแรง คุมน้ำหนัก และปรับพฤติกรรมการนอน ช่วยลดโอกาสเกิดกับอีกข้างได้
[1] ปวดสะโพกด้านข้างที่กดเจ็บตรงปุ่มกระดูก ส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้อสะโพกเสื่อม และมักไม่ต้องผ่าตัด
[2] ต้นเหตุมักเป็นเบอร์ซาอักเสบหรือเอ็นกล้ามเนื้อสะโพกเสื่อม การตรวจให้รู้ว่าต้นเหตุอยู่ตรงไหนจึงสำคัญที่สุด
[4] การฉีดยาช่วยลดอาการได้เร็วในช่วงแรก แต่การออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อและปรับการใช้งานคือกุญแจของผลระยะยาว
[5] คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ มันพบได้บ่อยและดูแลได้ การเริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้ คือการดูแลตัวเองเพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตและทำสิ่งที่รักได้อย่างมั่นใจ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ หากมีอาการปวดสะโพกเรื้อรังหรือรบกวนการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาต้นเหตุที่แท้จริง
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ปรึกษาหรือสอบถามเพิ่มเติม Line ID @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดสะโพก #ปวดสะโพกด้านข้าง #เบอร์ซาอักเสบ #ปวดสะโพกตอนกลางคืน #อัลตราซาวด์ #ฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #กระดูกและข้อ #ปวดสะโพกเรื้อรัง #เชียงใหม่
Q: ปวดสะโพกด้านข้างแบบนี้ เป็นข้อสะโพกเสื่อมจริง ๆ ใช่ไหมคะ? A: ในหลายกรณี อาการปวดสะโพกด้านข้างเรื้อรังอาจไม่ใช่ข้อสะโพกเสื่อม แต่อาจเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบ ๆ ปุ่มกระดูกสะโพก Q: ถ้าไม่ใช่ข้อสะโพกเสื่อม แล้วมันเกิดจากอะไรคะ? A: ส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะเบอร์ซาอักเสบที่ปุ่มกระดูกสะโพก หรือเอ็นกล้ามเนื้อสะโพกเสื่อม ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ข้อสะโพก Q: อาการแบบนี้ต้องผ่าตัดไหมคะ? A: ในหลายกรณี อาการปวดสะโพกด้านข้างเรื้อรังสามารถดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม Q: ทำไมถึงนอนตะแคงทับด้านที่ปวดไม่ได้เลยคะ? A: เมื่อเบอร์ซาหรือเนื้อเยื่อรอบ ๆ ปุ่มกระดูกสะโพกเกิดการอักเสบ การกดทับลงบนบริเวณนั้นจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น Q: ถ้าปวดแบบนี้ ควรไปหาหมอแผนกไหนดีคะ? A: การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ หรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ตรงจุด