ปวดก้นกบ โดย หมอเก่ง-ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
อาการปวดก้นกบ หรือบริเวณกระดูกสันหลังส่วนปลายสุดนั้นพบได้ไม่บ่อย แต่มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด เกิดความทุกข์ทรมานและทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็มีบางครั้งเกิดขึ้นเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุจากการลื่นหกล้มเอาก้นกระแทกพื้นทำให้เกิดกระดูกหักซึ่งเป็นสาเหตุบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดอาการปวดก้นกบ ข้อเคลื่อนหลุด การกระแทกโดยตรงที่บริเวณก้นกบจากการเล่นกีฬา การนั่งเป็นระยะเวลานานๆ ผู้ป่วยบางรายอาการปวดก้นกบอาจเกิดจากก้อนเนื้องอกที่เกิดในบริเวณของตำแหน่งนี้ บางครั้งอาการปวดก้นกบเกิดขึ้นหลังจากการใช้กล้องส่องตรวจลำไส้ผ่านทางบริเวณทวารหนัก หรือเกิดภายหลังจากการคลอดลูก ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างหนึ่งของอาการปวดก้นกบเกิดเนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเกิดกระบวนการเสื่อมของกระดูกข้อต่อของกระดูกสันหลังส่วนปลาย อาการปวดก้นกบอาจจะมีอาการปวดตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งมีอาการปวดรุนแรงมากที่บริเวณก้นกบมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย อาการปวดก้นกบนี้สามารถพบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่เพศหญิงจะเป็นมากกว่าเพศชายเนื่องจากกระดูกอุ้งเชิงกรานของเพศหญิงกว้างกว่า และกระดูกก้นกบของเพศหญิงจะนูนมากกว่ากระดูกก้นกบ (Coccyx) เป็นกระดูกส่วนปลายสุดของกระดูกสันหลังเหมือนกับกระดูกส่วนหาง กระดูกก้นกบประกอบด้วยกระดูกชิ้นเล็กๆเรียงตัวต่อกันประมาณ 3-5 ชิ้น เรียงตัวกันในรูปโค้ง มีกล้ามเนื้อมาเกาะ ซึ่งกล้ามเนื้อเหล่านี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการขับถ่ายของร่างกาย กระดูกก้นกบทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักในขณะที่นั่งตัวเอนไปด้านหลัง ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีปัญหาปวดก้นกบมักจะนั่งแล้วโน้มตัวมาด้านหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ตำแหน่งของกระดูกก้นกบ อาการปวดนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจจะหายไปได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดก้นกบเรื้อรังซึ่งมีอาการปวดนานมากกว่า 3 เดือน ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้เองจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีการหลายๆอย่าง ดังนั้นการวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการจะลดโอกาสการเกิดโรคเรื้อรัง และอาการปวดเรื้อรังลงได้
การแยกโรคที่มีโอกาสเป็นไปได้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดก้นกบได้แก่ โรคริดสีดวงทวาร โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ กลุ่มอาการโรคปวดเฉพาะที่แบบซับซ้อน โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งอาจจะมีการกดทับเส้นประสาทหรือไม่ก็ได้
แนวทางในการรักษาอาการปวดก้นกบนั้นประกอบด้วย
- การนั่ง a. หลีกเลี่ยงการนั่งเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะท่านั่งเอนหลัง เพราะจะทำให้กระดูกตรงตำแหน่งที่เจ็บรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น b. ควรนั่งโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกระแทกและน้ำหนักที่ลงบนกระดูกก้นกบ c. ควรใช้แผ่นรองนั่งเช่น ห่วงยาง หรือเบาะนุ่มๆรองนั่ง จะช่วยลดแรงกระแทกต่อเนื้อเยื่ออ่อนและกระดูกบริเวณก้นกบ
- การรับประทานยาลดอาการปวด และยาลดอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) จะช่วยลดอาการปวด และลดการอักเสบที่บริเวณกระดูกก้นกบและเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณรอบๆ
- การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เพื่อให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น หลีกเลี่ยงท้องผูกเพราะจะทำให้ผุ้ป่วยเบ่งมากเวลาขับถ่าย ซึ่งจะกระตุ้นทำให้มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น
- การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ในตำแหน่งที่มีอาการเจ็บปวด หรือร่วมกับการฉีดยาบล๊อกเส้นประสาทที่บริเวณกระดูกก้นกบ จะช่วยลดอาการปวด และอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี รวมทั้งลดการนำกระแสประสาทจากตำแหน่งที่มีอาการปวด
- การผ่าตัดเอากระดูกก้นกบ เพื่อรักษาอาการปวดนั้นมักไม่ค่อยจำเป็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะตอบสนองได้ดีด้วยการรักษาตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น
สอบถามปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อได้ที่
Line OA: https://lin.ee/swOi91Q หรือ Line ID search @DoctorKeng
Website: www.doctorkeng.com
YouTube: https://www.youtube.com/results?search_query=taninnit+leerapun
Facebook: หมอเก่งไขปัญหาปวดกระดูกและข้อ
Blockdit: https://www.blockdit.com/doctorkeng
คำถามที่พบบ่อย
Q: ปวดก้นกบเกิดจากอะไรได้บ้างคะ?
A: ปวดก้นกบอาจเกิดจากการล้มก้นกระแทก, การนั่งนานๆ, หรืออาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย
Q: ปวดก้นกบมีวิธีรักษายังไงบ้างคะ?
A: การรักษาอาจเริ่มจากการปรับท่าทางการนั่ง, ใช้เบาะรองนั่ง, และอาจมีการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์
Q: ปวดก้นกบจะหายเองได้ไหมคะ?
A: ในบางรายอาการปวดอาจดีขึ้นเอง แต่หากปวดเรื้อรังนานกว่า 3 เดือน อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษา
Q: ผู้หญิงปวดก้นกบมากกว่าผู้ชายจริงไหมคะ?
A: ใช่ค่ะ เพศหญิงมีแนวโน้มปวดก้นกบมากกว่าเพศชายเนื่องจากลักษณะทางกายวิภาคของอุ้งเชิงกรานและกระดูกก้นกบ
Q: มีโรคอื่นที่ทำให้ปวดก้นกบได้ไหมคะ?
A: มีโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายปวดก้นกบได้ เช่น โรคริดสีดวงทวาร หรือปัญหาเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกสันหลัง
เอกสารอ้างอิง
[1] Probst D, et al. Piriformis Syndrome: A Narrative Review of the Anatomy, Diagnosis, and Treatment. PM & R: the journal of injury, function, and rehabilitation. 2019. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31102324/
[2] Ahmad Siraj S, Dadgal R. Physiotherapy for Piriformis Syndrome Using Sciatic Nerve Mobilization and Piriformis Release. Cureus. 2022. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36712711/
[3] Lo JK, Robinson LR. Piriformis syndrome. Handbook of clinical neurology. 2024. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38697742/

