หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “โรคเก๊าท์” ว่าเป็นโรคของคนกินดี อยู่ดี ชอบกินเนื้อสัตว์ เครื่องใน หรือดื่มเหล้าเบียร์ แต่ความจริงโรคนี้เป็นภาวะที่เกิดจากการที่ร่างกายมีกรดยูริก (Uric acid) สูงเกินไป จนเกิดผลึกไปสะสมตามข้อ ทำให้ข้ออักเสบ ปวด บวม แดงรุนแรง
เคสจากคนไข้
คุณผู้ชายวัย 45 ปี มาพบหมอด้วยอาการปวดนิ้วโป้งเท้าข้างขวา ปวดบวมแดงมากจนแตะไม่ได้เลย ตรวจเลือดพบว่ามีกรดยูริกสูง หมอยืนยันว่าเป็น โรคเก๊าท์ ซึ่งต้องรักษาและปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง
โรคเก๊าท์คืออะไร?
โรคเก๊าท์เกิดจากการที่ กรดยูริกในเลือดสูง จนตกผลึกไปสะสมตามข้อ ทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลัน โดยมักเกิดที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็อาจพบได้ที่ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อศอก หรือข้อนิ้วอื่น ๆ
อาการของโรคเก๊าท์
-
ปวดข้อรุนแรงเฉียบพลัน มักเกิดกลางคืน
-
ข้อบวม แดง ร้อน แตะเจ็บมาก
-
อาจมีไข้ร่วมด้วย
-
ถ้าเป็นเรื้อรัง ข้ออาจผิดรูป และมีก้อนโทฟัส (Tophi) ตามผิวหนัง
การวินิจฉัยโรคเก๊าท์
-
การซักประวัติและตรวจร่างกาย – อาการปวดเฉียบพลันที่โคนนิ้วหัวแม่เท้าเป็นลักษณะเฉพาะ
-
การตรวจเลือด – พบระดับกรดยูริกในเลือดสูง (แต่บางครั้งตอนปวดเฉียบพลัน ค่าอาจไม่สูงมากก็ได้)
-
การเจาะน้ำในข้อ – พบผลึกกรดยูริก (เป็นการยืนยันชัดเจน)
-
การตรวจปัสสาวะ 24 ชั่วโมง – เพื่อดูว่ากรดยูริกสูงเกิดจากร่างกายสร้างมากเกินไป หรือไตขับออกน้อยลง วิธีนี้ช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
-
การตรวจ HLA-B*58:01 – เป็นการตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยงแพ้ยาลดกรดยูริกบางชนิด เช่น Allopurinol หากมีความเสี่ยงสูงควรเลือกใช้ยาชนิดอื่นแทน
การรักษาโรคเก๊าท์
- รักษาอาการเก๊าท์กำเริบเฉียบพลัน
-
ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs
-
Colchicine
-
ยาสเตียรอยด์ (ในบางกรณี)
- การป้องกันการเกิดซ้ำ
-
ใช้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือด เช่น Allopurinol, Febuxostat, Probenecid
-
ปรับพฤติกรรม ลดอาหารที่มีพิวรีนสูง (เครื่องในสัตว์ เนื้อแดง อาหารทะเล)
-
ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับกรดยูริกออก
-
ลดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
- การติดตามผล
-
ตรวจเลือดดูระดับกรดยูริกอย่างสม่ำเสมอ
-
ตรวจปัสสาวะ 24 ชั่วโมงในบางราย เพื่อปรับแผนการรักษา
-
ตรวจ HLA-B*58:01 ก่อนเริ่มยาลดกรดยูริกในคนเอเชียบางกลุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงแพ้ยาอย่างรุนแรง
การพยากรณ์โรค
-
ถ้าควบคุมระดับกรดยูริกได้ โรคเก๊าท์จะไม่กำเริบ และข้อจะไม่ถูกทำลาย
-
ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา อาจทำให้ข้อพิการ ไตเสื่อม และเกิดก้อนโทฟัสตามร่างกาย
หมอสรุป
โรคเก๊าท์ไม่ใช่โรคไกลตัว พบได้บ่อยในคนวัยกลางคนขึ้นไป การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องสำคัญมาก โดยเฉพาะการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ 24 ชั่วโมง และตรวจพันธุกรรม HLA-B*58:01 เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา หากรักษาอย่างต่อเนื่องและปรับพฤติกรรม โอกาสที่จะควบคุมโรคนี้ได้มีสูงมาก
หากใครมีอาการปวดข้อรุนแรงเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเองครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666”
#เก๊าท์ #กรดยูริกสูง #ตรวจปัสสาวะ24ชั่วโมง #HLAB5801 #ปวดข้อ #หมอเก่งให้ความรู้
คำถามที่พบบ่อย
Q: อาการปวดข้อแบบไหนที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเก๊าท์?
A: อาการปวดข้อรุนแรงเฉียบพลัน มักเกิดตอนกลางคืน ร่วมกับข้อบวม แดง ร้อน และเจ็บมาก โดยเฉพาะที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า
Q: ตรวจเลือดอย่างเดียวก็รู้ว่าเป็นโรคเก๊าท์แล้วใช่ไหมคะ?
A: การตรวจเลือดพบกรดยูริกสูงเป็นสัญญาณหนึ่ง แต่บางครั้งตอนปวดเฉียบพลันค่าอาจไม่สูงมาก การวินิจฉัยที่ชัดเจนอาจต้องอาศัยการตรวจอื่นร่วมด้วย
Q: ถ้าเป็นโรคเก๊าท์แล้วต้องกินยาตลอดชีวิตเลยไหม?
A: การรักษาโรคเก๊าท์อาจต้องใช้ยาลดกรดยูริกในระยะยาว ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม เพื่อควบคุมระดับกรดยูริกและป้องกันการกำเริบ
Q: การตรวจยีน HLA-B*58:01 สำคัญอย่างไรคะ?
A: การตรวจยีนนี้ช่วยประเมินความเสี่ยงในการแพ้ยาลดกรดยูริกบางชนิด ซึ่งอาจช่วยให้แพทย์เลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้มากขึ้น
Q: โรคเก๊าท์ถ้าไม่รักษาจะเป็นอันตรายไหม?
A: หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา โรคเก๊าท์อาจทำให้ข้อพิการ ไตเสื่อม หรือเกิดก้อนโทฟัสตามร่างกายได้

