โรครูมาตอยด์ไม่ได้ทำร้ายแค่ข้อต่อ

ถ้าคุณเป็นโรครูมาตอยด์และดูแลข้อต่อมาหลายปีแล้ว มีเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ ซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตคุณมากกว่าที่คิด


โรครูมาตอยด์ไม่ใช่แค่โรคข้อ — หัวใจเสี่ยงเท่ากับเบาหวาน


เพื่อนร่วมงานของคุณพิมพ์ (นามสมมติ) อายุ 52 ปี เห็นเธอดูดีขึ้นมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา ข้อมือที่เคยบวมแดงทุกเช้าเริ่มดีขึ้นแล้ว ยาที่หมอสั่งได้ผล เธอกลับมาทำกับข้าว เล่นกับหลาน ใช้ชีวิตได้เกือบปกติ

แต่เมื่อต้นปีที่แล้ว คุณพิมพ์รู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ เจ็บหน้าอกเล็กน้อยตอนตี 3 แค่ครั้งเดียว

เธอคิดว่าเป็นกรดไหลย้อน เลยปล่อยผ่าน

จนกระทั่งวันตรวจสุขภาพประจำปี หมอพบว่าหลอดเลือดหัวใจมีการตีบที่ต้องติดตามใกล้ชิด

สิ่งที่เธอไม่รู้มาตลอด 7 ปีที่เป็นรูมาตอยด์ คือการอักเสบที่ทำให้ข้อต่อเสียหาย กำลังทำสิ่งเดียวกันกับหลอดเลือดหัวใจของเธอไปพร้อมกัน


หลายคนรู้ว่าโรครูมาตอยด์ทำให้ข้อบวม ข้อเสื่อม แต่น้อยคนนักที่รู้ว่าโรคนี้เป็นโรคของระบบภูมิคุ้มกันทั้งตัว ไม่ใช่แค่ข้อต่อ

ผมเจอคนไข้ที่บอกว่า "หมอ ผมดูแลข้อดีมากเลย กินยาครบ ไม่เคยขาดนัด แต่ไม่เคยรู้ว่าต้องดูแลหัวใจด้วย" เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นสิ่งที่ควรรู้ให้เร็วที่สุด

ลองนึกภาพไฟที่ติดอยู่ในร่างกายตลอดเวลา ถ้าไฟนั้นติดอยู่แค่จุดเดียว เราดับได้ง่าย แต่ในโรครูมาตอยด์ ไฟนั้นไหม้อยู่ทั่วร่างกาย รวมถึงผนังหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจด้วย

กลไกคือสารสื่อการอักเสบในเลือด เช่น ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา (TNF-alpha) และอินเตอร์ลิวกิน-6 (IL-6) ซึ่งสูงมากในคนที่โรครูมาตอยด์ยังคุมไม่ได้ สารเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในข้อต่อ แต่ลอยไปทั่วกระแสเลือด เมื่อถึงผนังหลอดเลือด จะทำให้ผนังชั้นในเสียหาย เป็นรอยอักเสบเล็ก ๆ จนไขมันไปเกาะสะสม กลายเป็นตะกรันที่แข็งตัวและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

กระบวนการนี้ในโรครูมาตอยด์เร็วกว่าคนทั่วไปมาก เหมือนท่อน้ำที่ถูกกัดกร่อนจากด้านใน ภายนอกยังดูปกติ แต่ข้างในกำลังตีบลงทีละน้อยทุกวัน


โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) คือโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจผิดแล้วโจมตีเนื้อเยื่อของตัวเอง โดยเฉพาะที่ข้อต่อ แต่เพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานอยู่ทั่วร่างกาย การอักเสบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้อ

งานวิจัยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาพบชัดเจนว่า ผู้ป่วยรูมาตอยด์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงกว่าคนทั่วไปถึง 50-70 เปอร์เซ็นต์ และที่น่าแปลกใจคือความเสี่ยงนี้ใกล้เคียงกับคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2

ไม่ใช่แค่หัวใจวาย แต่รวมถึงสมองขาดเลือดด้วย

นอกจากนี้ ยังมีอีกภาวะที่พบได้ในผู้ป่วยรูมาตอยด์ คือการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ (pericarditis) ซึ่งพบได้ถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์หากตรวจด้วยอัลตราซาวด์หัวใจ ส่วนใหญ่ไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ในรายที่รุนแรง เยื่อหุ้มหัวใจอาจแข็งตัวจนบีบรัดการทำงานของหัวใจได้


ใครเสี่ยงมากกว่าในบรรดาผู้ป่วยรูมาตอยด์?

• ผู้ที่ตรวจเลือดพบแอนติบอดีรูมาตอยด์ (Rheumatoid Factor หรือ Anti-CCP) ในเลือด • ผู้ที่เป็นโรคมานานกว่า 10 ปีโดยยังคุมการอักเสบไม่ได้ดี • ผู้ที่มีค่าการอักเสบในเลือดสูงต่อเนื่อง • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวาน หรือสูบบุหรี่ • ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนนอกข้อ เช่น ที่ปอด ดวงตา หรือผิวหนัง


เมื่อไหร่ต้องประเมินความเสี่ยงหัวใจ?

หมอจะซักประวัติเรื่องอาการของหัวใจและหลอดเลือด เช่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก บวมขา หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ

จากนั้นตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต ฟังเสียงหัวใจ และตรวจเลือดเพื่อดูค่าไขมัน น้ำตาล ค่าการอักเสบ บางรายอาจต้องทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ เพื่อดูว่าหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจมีความผิดปกติหรือไม่

แนวทางสากลแนะนำให้ผู้ป่วยรูมาตอยด์ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างน้อยปีละครั้ง และหลังปรับเปลี่ยนยารูมาตอยด์ทุกครั้ง


แนวทางดูแลเพื่อลดความเสี่ยงหัวใจ

สิ่งสำคัญที่สุดคือควบคุมโรครูมาตอยด์ให้สงบ เพราะเมื่อการอักเสบลดลง ความเสี่ยงต่อหัวใจก็ลดลงตาม

ยากลุ่ม DMARDs โดยเฉพาะ เมโทเทร็กเซต (Methotrexate หรือ MTX) ซึ่งเป็นยาหลักในการรักษารูมาตอยด์ มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในผู้ป่วยรูมาตอยด์ได้ด้วย การกินยาต่อเนื่องตามหมอสั่งจึงสำคัญทั้งกับข้อต่อและหัวใจ

ควบคู่กันต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ โดยเริ่มจากการดูแลความดันโลหิต ไขมัน น้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ดี ผู้ป่วยรูมาตอยด์ควรตั้งเป้าหมายเข้มกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย จากนั้นดูแลน้ำหนักตัว เลิกบุหรี่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอตามที่ข้อต่อรับได้

สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือหัวใจเต้นผิดปกติ ควรพบแพทย์โรคหัวใจเพื่อประเมิน ในรายที่เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบรุนแรงจนแข็งตัวและบีบรัดหัวใจ (constrictive pericarditis) อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดโดยหมอหัวใจ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ถูกต้องเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน


โรคนี้ดีขึ้นได้ไหม? ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?

โรครูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรัง ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ควบคุมได้ดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เมื่อโรคสงบและผู้ป่วยดูแลปัจจัยเสี่ยงหัวใจควบคู่กัน ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจจะลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาและผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ระดับการอักเสบสะสม และการดูแลสุขภาพโดยรวม


ผลที่อาจเกิดขึ้นหากการอักเสบไม่ได้รับการควบคุม

หากปล่อยให้การอักเสบในร่างกายดำเนินอยู่โดยไม่ดูแล สิ่งที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ภาวะหัวใจวาย สมองขาดเลือด เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรัง และในระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ทั้งนี้ความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องพบภาวะเหล่านี้


วิธีดูแลตัวเองให้หัวใจแข็งแรงเมื่อเป็นรูมาตอยด์

• ตรวจติดตามกับหมอรูมาตอยด์สม่ำเสมอ และขอตรวจความดัน ไขมัน น้ำตาลในเลือดทุกปี • กินยาที่หมอสั่งต่อเนื่อง อย่าหยุดยาเองแม้อาการดีขึ้น เพราะยาช่วยทั้งข้อและหัวใจ • เลิกบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ซ้ำเติมทั้งโรครูมาตอยด์และโรคหัวใจพร้อมกัน • ออกกำลังกายแบบที่ข้อต่อรับได้ เช่น ว่ายน้ำ เดิน โยคะ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน • แจ้งหมอทันทีหากมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือเหนื่อยผิดปกติ


คำถามที่คนไข้มักถาม

ถาม: โรครูมาตอยด์เกี่ยวกับหัวใจยังไง? ตอบ: โรครูมาตอยด์ทำให้ร่างกายมีการอักเสบเรื้อรัง สารอักเสบในเลือดจะไปทำลายผนังหลอดเลือดและเร่งการสะสมของไขมัน ทำให้เส้นเลือดตีบและเสี่ยงต่อหัวใจวายและสมองขาดเลือดมากขึ้น ในรายที่โรคไม่ได้รับการควบคุม ความเสี่ยงนี้อาจใกล้เคียงกับคนที่เป็นเบาหวาน

ถาม: ต้องตรวจหัวใจทุกปีไหม? ตอบ: แนวทางสากลแนะนำให้ตรวจประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างน้อยทุกปี โดยเฉพาะการตรวจความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือด บางรายอาจต้องทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรืออัลตราซาวด์หัวใจเพิ่มเติมตามอาการ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอยู่

ถาม: ยาเมโทเทร็กเซตที่กินอยู่ช่วยหัวใจได้จริงไหม? ตอบ: มีหลักฐานทางการแพทย์ว่ายาเมโทเทร็กเซตช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในผู้ป่วยรูมาตอยด์ได้ ดังนั้นการกินยานี้ต่อเนื่องตามหมอสั่งจึงมีประโยชน์ทั้งกับข้อต่อและหัวใจ

ถาม: มีอาการแบบไหนต้องรีบพบหมอทันที? ตอบ: ควรพบหมอโดยด่วนหากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ขาบวม ใจสั่น หรือเป็นลม อาการเหล่านี้อาจบ่งถึงปัญหาที่หัวใจหรือหลอดเลือดที่ควรได้รับการประเมินโดยไม่ชักช้า

ถาม: ถ้าโรครูมาตอยด์สงบแล้ว ยังต้องดูแลหัวใจพิเศษอีกไหม? ตอบ: ใช่ครับ แม้โรคสงบแล้ว ยังควรตรวจความดัน ไขมัน น้ำตาลทุกปี เพราะการอักเสบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้สะสมผลต่อหลอดเลือดไปบ้างแล้ว การดูแลต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้


แล้วคุณล่ะครับ ดูแลหัวใจควบคู่กับการรักษาข้อต่ออยู่ไหม? คอมเมนต์บอกได้เลย หรือถ้ามีคำถามเพิ่มเติม inbox มาคุยได้ครับ

สรุปสิ่งสำคัญที่ควรจำ

• โรครูมาตอยด์เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ 50-70 เปอร์เซ็นต์ ใกล้เคียงกับเบาหวานชนิดที่ 2 • กลไกคือสารอักเสบในเลือดทำลายผนังหลอดเลือดและเร่งการอุดตัน • เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบพบได้ถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่บางรายรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด • ยาเมโทเทร็กเซตมีหลักฐานว่าช่วยลดความเสี่ยงหัวใจได้ด้วย ไม่ใช่แค่รักษาข้อ • ประเมินความดัน ไขมัน น้ำตาล น้ำหนักตัวทุกปี และเข้มงวดกว่าคนทั่วไป

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับโรคนี้ครับ ผู้ป่วยรูมาตอยด์หลายคนใช้ชีวิตได้ดีเมื่อดูแลทั้งข้อต่อและหัวใจไปพร้อมกัน ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อคนที่คุณรักครับ


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรครูมาตอยด์และความเสี่ยงโรคหัวใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666



📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ โรครูมาตอยด์ไม่ใช่แค่โรคข้อ