กระดูกข้อศอกหักในเด็ก — ส่วนใหญ่คิดว่า "รักษาแล้วก็หาย"
แต่บางราย เมื่อโตขึ้น แขนข้างนั้นกลับ "โก่งออก" มากกว่าปกติโดยไม่มีใครอธิบาย
และสิ่งที่น่ากังวลกว่ารูปลักษณ์ คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเส้นประสาทที่ข้อศอกโดยที่ไม่รู้ตัว
แขนโก่งหลังกระดูกหักในวัยเด็ก — ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดทุกราย
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้
กระดูกข้อศอกหักในเด็กที่รักษาไม่สมบูรณ์อาจทำให้แขนค่อยๆ โก่งออกตามการเจริญเติบโต และในระยะยาวอาจดึงรั้งเส้นประสาทจนเกิดอาการชา อ่อนแรงที่มือได้ ไม่ใช่ทุกรายที่ต้องผ่าตัด — การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอาการที่เกิดขึ้นจริง
- สิ่งที่เกิดขึ้น: กระดูกข้อศอกด้านข้างหักแล้วไม่ติดดี ทำให้แขนค่อยๆ โก่งออกมากขึ้นตามอายุ
- ทำไมต้องสนใจ: แขนที่โก่งมากจะดึงรั้งเส้นประสาท ทำให้ชาและอ่อนแรงที่มือได้ในระยะยาว
- เมื่อไหร่ต้องผ่าตัด: เมื่อมีชา อ่อนแรงที่มือ หรือความโก่งกระทบชีวิตประจำวัน — ไม่ใช่ทุกรายที่ต้องผ่าตัด
ลองนึกถึงเด็กวัย 7 ขวบที่ตกจากต้นไม้แล้วแขนหักที่ข้อศอก
พ่อแม่รีบพาไปโรงพยาบาล รักษา ใส่เฝือก บางรายต้องผ่าตัดยึดกระดูก และทุกอย่างก็ดูเหมือนกลับมาปกติ
แต่พอเด็กโตขึ้นเข้าสู่วัยมัธยม พ่อแม่เริ่มสังเกตว่าแขนข้างที่เคยหักดูแปลกกว่าอีกข้าง เวลากางแขนออก ข้อศอกข้างหนึ่งโก่งออกชัดเจน
คนไข้รายหนึ่ง หญิงวัย 17 ปี มาพบผมพร้อมกับแม่ แม่เล่าว่าตอนลูกอายุ 6 ขวบ กระดูกข้อศอกด้านข้างหักจากการตกต้นไม้ ได้รับการรักษาแล้ว แต่พอโตขึ้น แขนข้างนั้นค่อยๆ โก่งออกมากขึ้นทุกปี และเมื่อ 3 เดือนก่อน เริ่มมีอาการชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง จับของรู้สึกไม่ถนัดเหมือนเดิม
"หมอ แบบนี้ต้องทำอะไรบ้างครับ?"
(เป็นกรณีตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย)
ทำไมแขนถึงโก่งออกหลังกระดูกหักในวัยเด็ก?
ข้อศอกของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ — มีส่วนที่ยังเป็นกระดูกอ่อนอยู่มาก และกำลังเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา
เมื่อกระดูกข้อศอกด้านข้าง — Lateral Condyle (ลาเทอรัล คอนดายล์ — กระดูกปุ่มข้อศอกด้านข้าง) — หัก ถ้าชิ้นกระดูกไม่ติดดีหรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ด้านข้างของข้อศอกจะไม่เจริญเติบโตตามปกติ
ในขณะที่ด้านในยังเติบโตต่อ แขนจึงค่อยๆ "ดึง" โก่งออกไปทางด้านข้างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ [3]
ความผิดรูปแบบนี้เรียกว่า Cubitus Valgus (คิวบิตัส วัลกัส — ข้อศอกโก่งออก)
สำหรับกระดูกเหนือข้อศอกหัก — Supracondylar Fracture (ซูปราคอนดีลาร์ แฟรคเจอร์ — กระดูกส่วนเหนือข้อศอกหัก) — ส่วนใหญ่มักทำให้แขนโก่งเข้า แต่บางรายก็อาจโก่งออกได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับทิศทางและตำแหน่งของการหัก
แขนโก่งออก (Cubitus Valgus) คืออะไร?
ปกติเมื่อเราเหยียดแขนออก แขนท่อนล่างจะเอียงออกจากแขนท่อนบนเล็กน้อย เรียกว่า Carrying Angle (แครีอิ้ง แองเกิล — มุมพกแขน)
มุมปกติในผู้ชายอยู่ประมาณ 5-10 องศา ส่วนผู้หญิงอยู่ประมาณ 10-15 องศา
ถ้ามุมนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ นั่นคือ Cubitus Valgus
กระดูกข้อศอกด้านข้างหักในเด็กพบได้บ่อย คิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของการหักบริเวณข้อศอกทั้งหมด [4] และถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง กระดูกไม่ติดหรือติดผิดตำแหน่ง ความผิดรูปในระยะยาวก็เกิดขึ้นได้ [1]
ใครที่ควรระวัง?
- เด็กที่กระดูกข้อศอกด้านข้างหักและไม่ได้รับการรักษาที่สมบูรณ์
- เด็กที่กระดูกข้อศอกด้านข้างหักแล้วกระดูกไม่ติด — Nonunion (นอนยูเนียน — กระดูกไม่ติด) [1]
- เด็กที่มีประวัติข้อศอกหักร่วมกับข้อศอกหลุด [2]
- ผู้ที่โตขึ้นมาแล้วสังเกตว่าแขนสองข้างไม่สมมาตรกัน
- ผู้ที่เริ่มมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง
จะวินิจฉัยอย่างไร?
แพทย์จะตรวจตามลำดับดังนี้:
ซักประวัติ: เคยกระดูกหักที่ไหน ตอนอายุเท่าไหร่ รักษาอย่างไร มีอาการชาหรืออ่อนแรงไหม
ตรวจร่างกาย: วัดมุม Carrying Angle ดูความสมมาตรของแขน ตรวจการรับรู้ความรู้สึกที่นิ้ว ตรวจกำลังมือ
เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูก วัดมุม วิเคราะห์ตำแหน่งกระดูก
ตรวจเส้นประสาท — EMG/NCS (Electromyography / Nerve Conduction Study — อิเล็กโตรไมโอกราฟี / การตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท): ถ้าสงสัยปัญหาเส้นประสาท
MRI (Magnetic Resonance Imaging — การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): บางรายเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม
แนวทางรักษา — เมื่อไหร่ที่ผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง?
ไม่ใช่ทุกรายที่ต้องผ่าตัด ขึ้นอยู่กับ 3 สิ่ง: ความรุนแรงของความโก่ง อาการทางประสาท และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
กรณีที่เฝ้าติดตามได้โดยยังไม่ต้องผ่าตัด:
- แขนโก่งไม่มาก ไม่มีอาการทางประสาทเลย
- ไม่กระทบการทำงานและกิจวัตรประจำวัน
- ผู้ป่วยและครอบครัวรับได้กับรูปลักษณ์
กรณีที่ควรพิจารณาผ่าตัดอย่างจริงจัง:
- มีชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง — สัญญาณของ Tardy Ulnar Nerve Palsy (ทาร์ดี อัลนาร์ เนิร์ฟ พัลซี — อัมพาตเส้นประสาทข้อศอกที่เกิดขึ้นช้า) [5]
- มือและนิ้วอ่อนแรง จับของไม่ถนัด
- ความโก่งรุนแรงและมากขึ้นทุกปี
เรื่องความสวยงาม (Cosmetic — คอสเมติก) เพียงอย่างเดียว: ถ้าไม่มีอาการทางประสาทเลย ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเร่งด่วน แต่ควรติดตามกับแพทย์เป็นประจำ เพราะยิ่งโก่งมาก ความเสี่ยงต่อเส้นประสาทในอนาคตยิ่งเพิ่ม
ถ้าผ่าตัด จะทำอะไรบ้าง?
การแก้ไขความโก่งหลักๆ ทำโดยการตัดและจัดกระดูกส่วนเหนือข้อศอกให้กลับมาอยู่ในแนวที่ถูกต้อง เรียกว่า Supracondylar Osteotomy (ซูปราคอนดีลาร์ ออสทีโอโตมี — การตัดกระดูกเหนือข้อศอกเพื่อแก้ไขความผิดรูป) แล้วยึดในตำแหน่งที่เหมาะสม
ถ้ากระดูกข้อศอกด้านข้างยังไม่ติด อาจต้องผ่าตัดเชื่อมกระดูกก่อน [1]
ถ้ามีอาการเส้นประสาท แพทย์อาจต้องย้าย Ulnar Nerve (อัลนาร์ เนิร์ฟ — เส้นประสาทที่ผ่านบริเวณข้อศอกด้านใน) ไปไว้ในตำแหน่งที่ไม่ถูกดึงรั้งร่วมด้วย [5]
พยากรณ์โรคเป็นอย่างไร?
- ยังไม่มีอาการทางประสาท: เฝ้าติดตามได้ แต่ไม่ควรปล่อยนานโดยไม่ตรวจ
- มีอาการทางประสาทแล้ว: ยิ่งรักษาเร็ว ผลลัพธ์ยิ่งดีกว่า [5]
- หลังผ่าตัดแก้ความโก่ง: ในหลายรายแขนกลับมาตรงขึ้นได้มาก แต่อาจไม่สมมาตรสมบูรณ์ 100%
- ระยะเวลาฟื้นตัว: แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและวิธีผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น?
ถ้าไม่รักษา: Tardy Ulnar Nerve Palsy — เส้นประสาทถูกดึงรั้งเรื้อรัง ทำให้ชา อ่อนแรง มือลีบในระยะยาว [5] ข้อศอกเสื่อมในระยะยาว [3] ความโก่งที่มากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา
ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด: อาจเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทหรือหลอดเลือดระหว่างผ่าตัด กระดูกที่ตัดอาจติดช้าหรือไม่ติดสมบูรณ์ การเคลื่อนไหวข้อศอกลดลงชั่วคราว แผลเป็นบริเวณผ่าตัด
วิธีดูแลและป้องกัน?
- เมื่อเด็กกระดูกหักที่ข้อศอก รีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกเด็กทันที
- ติดตามการรักษาตามนัดอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงที่กระดูกยังเจริญเติบโต
- ถ้าลูกเคยกระดูกข้อศอกหัก สังเกตรูปร่างแขนสองข้างเมื่อโตขึ้น
- ถ้าเริ่มมีชาหรืออ่อนแรงที่มือ อย่ารอ รีบปรึกษาแพทย์ทันที
- การติดตามต่อเนื่องจนกระดูกหยุดเจริญเติบโตช่วยป้องกันปัญหาในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย?
ถาม: ถ้าแขนโก่งแต่ไม่มีอาการเลย ต้องรีบผ่าตัดไหม?
ตอบ: ไม่จำเป็นต้องรีบ ถ้าไม่มีอาการทางประสาทและไม่กระทบชีวิตประจำวัน การเฝ้าติดตามกับแพทย์เป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่ยิ่งโก่งมาก ความเสี่ยงต่อเส้นประสาทในอนาคตยิ่งมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล
ถาม: ถ้าตัดสินใจผ่าตัด ทำอะไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะตัดและจัดกระดูกส่วนเหนือข้อศอกให้กลับมาตรง (Supracondylar Osteotomy) ถ้ามีปัญหาเส้นประสาทร่วมด้วย อาจต้องย้ายตำแหน่งเส้นประสาทด้วย วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ถาม: อาการชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง อันตรายแค่ไหน?
ตอบ: เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม อาการนี้แสดงว่า Ulnar Nerve ที่ผ่านข้อศอกด้านในอาจถูกดึงรั้งจากความโก่งของแขน ยิ่งช้ายิ่งรักษายาก ควรพบแพทย์โดยเร็ว [5]
ถาม: กระดูกข้อศอกด้านข้างหักในเด็กพบบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: พบได้บ่อย คิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของการหักบริเวณข้อศอกในเด็ก [4] และถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ความผิดรูปในระยะยาวเกิดขึ้นได้
ถ้ามีคนในครอบครัวที่เคยกระดูกข้อศอกหักตอนเด็ก และสังเกตว่าแขนโก่งออกผิดปกติ — ส่งบทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ
สรุปสิ่งสำคัญ:
- แขนโก่งออกหลังกระดูกข้อศอกหักในเด็ก เกิดจากกระดูกด้านข้างไม่ติดดี ทำให้แขนค่อยๆ ผิดรูปตามการเจริญเติบโต
- ไม่ใช่ทุกรายต้องผ่าตัด — ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรง
- อาการชาและอ่อนแรงที่มือ คือสัญญาณที่ต้องพบแพทย์โดยเร็ว
- ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีทางเลือกในการรักษามากกว่า
- การดูแลกระดูกหักในเด็กให้ถูกต้องตั้งแต่แรก คือการป้องกันที่ดีที่สุด
ทุกคนสมควรได้รับการประเมินที่ถูกต้อง ไม่ว่าปัญหาจะสะสมมานานแค่ไหน ยังมีทางแก้ไขได้เสมอ ขอแค่มาปรึกษาให้ถูกที่ถูกเวลาครับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาวะข้อศอกโก่งออกในเด็กหลังกระดูกหัก ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
#แขนโก่ง #กระดูกข้อศอกหัก #ข้อศอก #กระดูกเด็ก #เส้นประสาทข้อศอก #กระดูกและข้อ #หมอเก่ง #หมอเก่งกระดูกและข้อ




