คุณเป็นรูมาตอยด์ และอยากมีลูก แต่กลัวว่ายาที่กินอยู่จะทำร้ายลูกในครรภ์?

คำถามนี้ — ผู้หญิงถามผมทุกสัปดาห์


เป็นรูมาตอยด์ไม่ได้แปลว่ามีลูกไม่ได้ — แต่มีเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อน


ผมเคยนั่งคุยกับผู้หญิงอายุ 33 ปีคนหนึ่ง เธอแต่งงานมา 2 ปี อยากมีลูก สามีก็อยากได้ลูก แต่เธอป่วยเป็นโรครูมาตอยด์มา 3 ปี และกินยาอยู่ทุกวัน

"หมอ ถ้าหยุดยาแล้วท้อง ลูกจะเป็นอะไรไหมคะ?" "แล้วถ้าไม่หยุดยาล่ะ?" "หรือว่าควรรอจนกว่าจะหาย?"

เธอนั่งกอดมือแน่น ตาเป็นห่วง

ผมบอกเธอว่า — "ตั้งครรภ์ได้ครับ แต่ต้องวางแผนก่อน" นั่นคือคำตอบที่เธอรอจะได้ยินมานานแล้ว

ทำไมยาถึงสำคัญมากขนาดนี้?

ร่างกายของคนที่เป็นโรครูมาตอยด์ คือระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ แทนที่จะปกป้องร่างกาย กลับหันมา "โจมตี" ข้อต่อของตัวเอง เปรียบเหมือนตำรวจที่จับคนบ้านเดียวกันเป็นอาชญากร — ทำให้บ้านเกิดความเสียหายไม่รู้จบ

ยาที่ใช้รักษารูมาตอยด์ทำหน้าที่ "ห้ามปราม" ระบบภูมิคุ้มกันนั้น แต่ยาบางตัวออกฤทธิ์แรงมาก — แรงพอที่จะกระทบการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้

นั่นคือเหตุผลที่การวางแผนก่อนตั้งครรภ์สำคัญมาก

ข่าวดีคือ — ขณะตั้งครรภ์ ร่างกายของผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันปรับตัวเพื่อ "ยอมรับ" ลูกในครรภ์ และการเปลี่ยนแปลงนี้มักทำให้อาการรูมาตอยด์ "สงบลง" ชั่วคราว หลายคนรู้สึกว่าข้อต่อเจ็บน้อยลงมากตลอดช่วงตั้งครรภ์

แต่ระวัง — หลังคลอด ระบบภูมิคุ้มกันกลับมา "ตื่น" อีกครั้ง โรคมักกำเริบในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังคลอด นั่นคือเหตุผลที่ต้องมีแผนรับมือล่วงหน้า ไม่ใช่แค่แผนตอนท้อง

รูมาตอยด์คืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้น

โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ สร้างสารอักเสบโจมตีเยื่อหุ้มข้อต่อ ทำให้บวม ปวด ร้อน และข้อเสียหายตามมา

สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีทั้งปัจจัยพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า และมักเริ่มในวัยเจริญพันธุ์

โรคนี้ไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์โดยตรง แต่ปัญหาสำคัญคือยาบางชนิดที่ใช้รักษา ไม่ปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงขณะตั้งครรภ์

• โรคยังกำเริบอยู่ก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ — ควรควบคุมให้สงบก่อน • กินยาที่เป็นอันตรายต่อทารกโดยไม่รู้ตัว — วางแผนยาล่วงหน้าเสมอ • ไม่มีทีมแพทย์ดูแลทั้งด้านรูมาตอยด์และสูตินรีแพทย์ร่วมกัน • มีโรคร่วมอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน • อายุมากกว่า 35 ปีและมีโรคกำเริบอยู่

ติดตามอาการขณะตั้งครรภ์อย่างไร

แพทย์จะติดตามอาการรูมาตอยด์ระหว่างตั้งครรภ์ผ่านหลายวิธี

เริ่มจากการนับข้อบวมและข้อกดเจ็บ ซึ่งทำได้ทุกครั้งที่พบแพทย์โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ จากนั้นเจาะเลือดดูค่าการอักเสบในร่างกาย ซึ่งปลอดภัยสำหรับคนตั้งครรภ์ และหากจำเป็น อาจใช้อัลตราซาวด์ดูข้อต่อ ซึ่งไม่มีรังสีและปลอดภัยอย่างสมบูรณ์

ทีมที่ดูแลคุณจะประกอบด้วยแพทย์โรคข้อและแพทย์สูตินรีเวชทำงานร่วมกัน เพื่อให้ทั้งแม่และลูกได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

ยาไหนกินต่อได้ — ยาไหนต้องหยุดก่อนตั้งครรภ์

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด และควรพูดคุยกับแพทย์ก่อนพยายามตั้งครรภ์เสมอ

ยาที่ "ปลอดภัย" ขณะตั้งครรภ์

ไฮดรอกซีคลอโรควิน — ยากินที่ปลอดภัยที่สุดในกลุ่มยารูมาตอยด์ กินต่อเนื่องได้ตลอดการตั้งครรภ์ และยังช่วยลดความเสี่ยงโรคกำเริบหลังคลอดอีกด้วย

ยาสเตียรอยด์ขนาดต่ำ (prednisolone) — ใช้ได้เมื่อจำเป็น แต่ไม่ควรกินในปริมาณมากหรือนานโดยไม่จำเป็น

ซัลฟาซาลาซีน — ใช้ได้ขณะตั้งครรภ์ แต่ต้องกินกรดโฟลิก (folic acid) เสริมคู่กันเสมอ

ยาที่ "ต้องหยุด" ก่อนตั้งครรภ์

เมโธเทรกเซท (Methotrexate) — ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์เด็ดขาด เพราะทำให้ทารกผิดปกติได้ในระยะแรกของการพัฒนา ต้องหยุดอย่างน้อย 3 เดือนก่อนพยายามตั้งครรภ์

เลฟลูโนไมด์ — ห้ามใช้เช่นกัน ยานี้สะสมในร่างกายนาน ต้องผ่านกระบวนการล้างยาพิเศษก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งใช้เวลาพอสมควร

ยา JAK inhibitors (เช่น โตฟาซิตินิบ, บาริซิตินิบ) — ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์ ต้องหยุดก่อนพยายามตั้งครรภ์

ยาชีวภาพ (Biologic agents) — ต้องปรึกษาเฉพาะบุคคล

ยากลุ่มนี้มีหลายชนิด บางชนิดปลอดภัยกว่าชนิดอื่น ยาที่ชื่อเซอร์โตลิซูแมบ เพกอล ผ่านรกไปสู่ทารกได้น้อยมาก และมีข้อมูลความปลอดภัยในการตั้งครรภ์ที่ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนยาชีวภาพชนิดอื่น มักแนะนำให้หยุดก่อนเข้าไตรมาสสุดท้าย

สิ่งสำคัญที่สุด — ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ไม่ว่ากรณีใด

คาดหวังอะไรได้ระหว่างตั้งครรภ์

ในหลายกรณี ผู้หญิงที่เป็นรูมาตอยด์รู้สึกว่าอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3

แต่หลังคลอด มีโอกาสที่โรคจะกำเริบค่อนข้างสูง โดยเฉพาะใน 3-6 เดือนแรก การมีแผนรับมือล่วงหน้า เช่น ปรึกษาแพทย์เรื่องยาที่ปลอดภัยสำหรับให้นมลูก จะช่วยลดผลกระทบได้มาก

ลูกที่เกิดมาส่วนใหญ่แข็งแรงดี โดยเฉพาะเมื่อแม่ควบคุมโรคได้ดีขณะตั้งครรภ์

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่วางแผน

โรคที่กำเริบขณะตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

การพบว่าตั้งครรภ์แล้วค่อยรีบเปลี่ยนยา ทำให้ควบคุมโรคได้ยากกว่าการวางแผนล่วงหน้ามาก

และหลังคลอดที่โรคกำเริบโดยไม่มีแผนรับมือ ทำให้ดูแลทารกแรกเกิดได้ลำบากในช่วงที่สำคัญที่สุด

วิธีเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์

• ปรึกษาแพทย์โรคข้ออย่างน้อย 3-6 เดือนก่อนพยายามตั้งครรภ์ เพื่อปรับยาให้ปลอดภัย

• ควบคุมโรคให้อยู่ในระยะสงบหรืออาการน้อยก่อนตั้งครรภ์

• กินกรดโฟลิก (folic acid) อย่างน้อย 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์

• วางแผนร่วมกับทั้งแพทย์โรคข้อและสูตินรีแพทย์ตั้งแต่ต้น

• ไม่หยุดหรือเปลี่ยนยาเองโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะรู้สึกดีแค่ไหนก็ตาม

คำถามที่ถามบ่อย

ถาม: เป็นรูมาตอยด์ตั้งครรภ์ได้ไหม?

ตอบ: ได้ครับ ผู้หญิงที่เป็นรูมาตอยด์สามารถตั้งครรภ์และมีลูกสุขภาพดีได้ในหลายกรณี แต่ต้องวางแผนร่วมกับแพทย์ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อปรับยาให้ปลอดภัยและควบคุมโรคให้พร้อมก่อน

ถาม: กินเมโธเทรกเซทอยู่ ตั้งครรภ์ได้ทันทีเลยไหม?

ตอบ: ไม่ได้ครับ เมโธเทรกเซทเป็นยาที่ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกพิการได้ในสัปดาห์แรกของการพัฒนา ต้องหยุดยาอย่างน้อย 3 เดือนก่อนพยายามตั้งครรภ์ และควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนยาทดแทนในช่วงนั้น

ถาม: ขณะตั้งครรภ์โรครูมาตอยด์จะรุนแรงขึ้นไหม?

ตอบ: ในหลายกรณี อาการมักดีขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 2-3 เพราะฮอร์โมนช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน แต่บางคนอาจมีอาการคงที่หรือแย่ลงได้ และหลังคลอดมีโอกาสที่โรคจะกำเริบ ควรมีแผนติดตามกับแพทย์ไว้ล่วงหน้าเสมอ

ถาม: โรครูมาตอยด์จะถ่ายทอดไปยังลูกได้ไหม?

ตอบ: โรครูมาตอยด์ไม่ได้ถ่ายทอดโดยตรงจากแม่สู่ลูก แต่มีปัจจัยทางพันธุกรรมบางส่วนที่อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เล็กน้อย ลูกที่เกิดมาส่วนใหญ่แข็งแรงดี โดยเฉพาะเมื่อแม่ควบคุมโรคได้ดีขณะตั้งครรภ์

ถาม: หลังคลอดให้นมลูกได้ไหม ถ้ากินยารูมาตอยด์?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับชนิดยาครับ ยาบางชนิดอย่างไฮดรอกซีคลอโรควินสามารถให้นมลูกได้ แต่เมโธเทรกเซทห้ามให้นมขณะกิน ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการวางแผนยาหลังคลอดล่วงหน้าก่อนคลอด เพื่อให้ดูแลทั้งตัวเองและลูกได้ดีที่สุด

ถ้ามีคนใกล้ชิดที่เป็นรูมาตอยด์และกำลังคิดเรื่องการมีลูก ส่งบทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ — อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนที่ถูกทาง

สิ่งสำคัญที่ควรจำ

• เป็นรูมาตอยด์ตั้งครรภ์ได้ — แต่ต้องวางแผนร่วมกับแพทย์ล่วงหน้าก่อนเสมอ

• เมโธเทรกเซทและเลฟลูโนไมด์ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์ ต้องหยุดล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน

• ไฮดรอกซีคลอโรควินปลอดภัยและมักให้กินต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์

• โรคมักสงบขณะตั้งครรภ์ แต่หลังคลอดมีโอกาสกำเริบ — ต้องมีแผนรับมือล่วงหน้า

• ทีมแพทย์โรคข้อและสูตินรีแพทย์ต้องทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับความกังวลนี้ ผู้หญิงที่เป็นรูมาตอยด์มีลูกสุขภาพดีได้ทุกวัน — เมื่อได้รับการวางแผนที่ถูกต้อง การรู้ข้อมูลและเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำให้ตัวเองและลูกได้


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ขณะเป็นโรครูมาตอยด์ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666



📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ เป็นรูมาตอยด์ไม่ได้แปลว่ามีลูกไม่ได้