"เดินก้าวแรกตอนเช้า น้ำตาแทบเล็ด! ปวดส้นเท้าด้านหลัง บวมปูด นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย" ระวังเส้นเอ็นร้อยหวายเสื่อมและถุงน้ำอักเสบ.
"หมอครับ ลุงเดินไม่ได้มาอาทิตย์นึงแล้ว เจ็บส้นเท้าด้านหลังมาก โดยเฉพาะตอนตื่นนอน ก้าวลงจากเตียงก้าวแรกนี่จี๊ดขึ้นสมองเลย ต้องเดินกะเผลกๆ เหมือนเป็ด เกาะฝาผนังไปเข้าห้องน้ำ พอสายๆ เดินคล่องขึ้นหน่อย แต่ตกเย็นก็บวมตุ่ยขึ้นมาอีก ลุงนวดน้ำมันก็แล้ว เหยียบกะลาช่วยก็แล้ว มันปูดเป็นก้อนแข็งๆ ไม่ยุบสักที"
นี่คือคำบอกเล่าของ "ลุงวิชัย" วัย 60 ปี อดีตข้าราชการที่ชอบวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า แต่ช่วงหลังต้องหยุดวิ่งเพราะความเจ็บปวดที่ส้นเท้าด้านหลัง ลุงวิชัยกังวลมากเพราะเพื่อนบ้านทักว่า "กระดูกงอกทับเส้นเอ็น" ต้องผ่าตัดแน่ๆ
ใครที่มีอาการคล้ายลุงวิชัย คือเจ็บ "ด้านหลัง" ของส้นเท้า (ไม่ใช่ฝ่าเท้านะครับ อันนั้นรองช้ำ) และมีก้อนนูนๆ จับแล้วเจ็บ บทความนี้หมอเก่งเขียนมาเพื่อคุณครับ เพราะนี่คืออาการของ "เอ็นร้อยหวายเสื่อม" (Achilles Tendinosis) ที่มักมาคู่กับ "ถุงน้ำรองเอ็นอักเสบ" (Achilles Bursitis) โรคที่ต้องรักษาด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความรุนแรงครับ
ความจริงของ "เชือกเส้นใหญ่" ที่หลังเท้า
หมอขอพาไปดูโครงสร้างหลังเท้าเรานิดนึงครับ
-
เอ็นร้อยหวาย (Achilles Tendon): เปรียบเหมือน "เชือกสลิงเส้นหนา" ที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย เชื่อมกล้ามเนื้อน่องลงมาเกาะที่กระดูกส้นเท้า หน้าที่คือช่วยให้เราเขย่งเท้า เดิน และวิ่ง
-
ถุงน้ำ (Bursa): เปรียบเหมือน "ลูกโป่งใส่น้ำใบจิ๋ว" ที่คั่นอยู่ระหว่างเอ็นร้อยหวายกับกระดูกส้นเท้า หน้าที่คือเป็นเบาะลดแรงเสียดสีเวลาเอ็นขยับไปมา
เกิดอะไรขึ้นกับลุงวิชัย? เมื่ออายุมากขึ้น หรือใช้งานหนักซ้ำๆ "เชือกสลิง" เส้นนี้จะเริ่มเสื่อมสภาพ เส้นใยที่เคยเรียงตัวสวยงามก็เริ่มเปื่อยยุ่ยและหนาตัวขึ้น (Tendinosis) ประกอบกับถ้ามี "หินปูน" หรือกระดูกส้นเท้าปูดโปนผิดปกติ มันจะไปเสียดสีกับ "ลูกโป่งน้ำ" จนอักเสบ บวมเป่งกลายเป็นถุงน้ำ (Bursitis)
สรุปง่ายๆ คือ เชือกก็เปื่อย เบาะรองก็บวม เลยทำให้เจ็บทุกก้าวย่างนั่นเองครับ
ให้ความรู้เบื้องต้น: อาการและสัญญาณเตือน
1. อาการที่ฟ้องว่าเป็นโรคนี้
-
เจ็บตอนสตาร์ท (Start-up Pain): ตื่นนอนตอนเช้า หรือลุกจากเก้าอี้หลังจากนั่งนานๆ จะเจ็บมาก เดินกะเผลก แต่พอเดินไปสักพัก (เครื่องร้อน) อาการจะทุเลาลง
-
บวมปูด: สังเกตที่หลังส้นเท้า จะเห็นก้อนนูนๆ อาจจะแดงหรือกดเจ็บ
-
เจ็บเมื่อเขย่ง: ยืนเขย่งปลายเท้าไม่ได้ หรือวิ่งแล้วเจ็บ
-
ใส่รองเท้าหุ้มส้นลำบาก: เพราะขอบรองเท้าจะไปเสียดสีกับก้อนที่บวม
2. สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
-
อายุและการใช้งาน: ความเสื่อมตามวัย หรือนักวิ่งที่เพิ่มระยะทางเร็วเกินไป
-
กล้ามนื้อน่องตึง (Tight Calf): ถ้าน่องตึง เอ็นร้อยหวายจะถูกดึงให้ตึงตลอดเวลา เพิ่มแรงกดที่จุดเกาะ
-
โครงสร้างเท้า: คนที่มีกระดูกส้นเท้าปูดโปนแต่กำเนิด (Haglund’s Deformity) จะมีโอกาสเป็นถุงน้ำอักเสบได้ง่ายกว่าคนอื่น
-
รองเท้า: รองเท้าที่พื้นแบนเกินไป หรือพื้นแข็งไม่มีตัวซัพพอร์ต
3. การตรวจวินิจฉัย
-
ตรวจร่างกาย: หมอจะคลำดูความหนาของเส้นเอ็น และดูจุดกดเจ็บ
-
เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามีหินปูนเกาะที่ส้นเท้า หรือมีกระดูกงอกแทงเข้าไปในเอ็นหรือไม่
-
อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): สำคัญมาก จะเห็นเลยว่าเส้นเอ็นบวมน้ำไหม มีรอยฉีกขาดซ่อนอยู่ไหม และถุงน้ำบวมแค่ไหน
แนวทางการรักษา: ห้ามฉีดยาเข้าเส้นเอ็นเด็ดขาด!
ข้อนี้หมอขอดอกจัน 300 ดอกเลยครับ "ห้ามฉีดสเตียรอยด์เข้าเนื้อเอ็นร้อยหวาย" โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เอ็นเปื่อยและ "ขาด" ได้ง่ายมากครับ (เอ็นขาดนี่เรื่องใหญ่ ต้องผ่าตัดยาวเลยครับ)
เราจะรักษาแบบถนอมเอ็น ดังนี้ครับ:
1. ปรับพฤติกรรมและรองเท้า (สำคัญที่สุด)
-
พักการใช้งาน: งดวิ่ง งดกระโดด จนกว่าจะหายเจ็บ
-
เสริมส้น (Heel Lift): หาแผ่นซิลิโคนรองส้นเท้ามาใส่ในรองเท้า เพื่อยกส้นเท้าให้สูงขึ้นนิดนึง วิธีนี้จะช่วย "หย่อนเชือก" (ลดความตึงของเอ็นร้อยหวาย) ทำให้อาการปวดลดลงได้ทันที
-
รองเท้าเปิดส้น: ช่วงที่ปวดถุงน้ำมาก ให้ใส่รองเท้าแตะ หรือรองเท้าที่ไม่มีขอบหลังแข็งๆ ไปก่อน เพื่อลดการเสียดสี
2. กายภาพบำบัด (พระเอกตัวจริง)
-
ยืดกล้ามเนื้อน่อง (Calf Stretching): ใช้ผ้าขาวม้าคล้องปลายเท้าแล้วดึงเข้าหาตัว หรือยืนดันกำแพง ทำบ่อยๆ เพื่อลดความตึง
-
Eccentric Exercise (ท่าเขย่งลง): ท่าไม้ตายรักษาเอ็นเสื่อม!
3. เครื่องมือทางกายภาพ
-
Shockwave (คลื่นกระแทก): ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมเส้นเอ็นที่เสื่อม และลดอาการปวดได้ดีมาก
-
Ultrasound / Laser: ลดการอักเสบของถุงน้ำ
4. การฉีดยา (แบบระวัง)
- หากถุงน้ำอักเสบมาก หมออาจฉีดสเตียรอยด์ รอบๆ ถุงน้ำ (Peribursal) อย่างระมัดระวัง โดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์นำทาง เพื่อไม่ให้โดนเส้นเอ็น
5. เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP Injection)
- ทางเลือกใหม่ คือการเจาะเลือดมาปั่นเอา Growth Factor ฉีดไปที่เอ็นที่เสื่อม เพื่อกระตุ้นการซ่อมสร้างเนื้อเยื่อใหม่ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและแก้ที่ต้นเหตุ
พยากรณ์โรค: นานไหมกว่าจะหาย?
โรคเอ็นร้อยหวายเสื่อม เป็นโรคของความอดทนครับ
-
อาการปวดอักเสบ: มักดีขึ้นใน 2-4 สัปดาห์
-
ความเสื่อมของเส้นเอ็น: อาจใช้เวลา 3-6 เดือน ในการฟื้นฟูให้กลับมาแข็งแรง ดังนั้น อย่าใจร้อนครับ รักษาต่อเนื่อง หายแน่นอน
สรุป
ลุงวิชัยและท่านผู้อ่านครับ อาการปวดส้นเท้าด้านหลัง ไม่ใช่แค่เรื่องปวดเมื่อยธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่าเส้นเอ็นเส้นสำคัญที่สุดในร่างกายกำลังต้องการการพักผ่อนและการดูแล การนวดแรงๆ ที่ก้อนบวม หรือการฝืนวิ่งต่อ จะยิ่งทำให้อักเสบและรักษายากขึ้น ปรับรองเท้า ยืดน่อง และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกวิธี ท่านจะกลับมาเดินเหินและวิ่งได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดส้นเท้า #เอ็นร้อยหวายอักเสบ #AchillesTendinitis #ถุงน้ำที่เท้าอักเสบ #เจ็บส้นเท้าตอนเช้า #รองช้ำหรือเอ็นร้อยหวาย #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กายภาพบำบัดเท้า
Reference
-
van der Vlist AC, et al. Clinical risk factors for Achilles tendinopathy: a systematic review. Br J Sports Med. 2019.
-
Alfredson H, et al. Heavy-load eccentric calf muscle training for the treatment of chronic Achilles tendinosis. Am J Sports Med. 1998.
-
Longo UG, et al. Achillodynia and retrocalcaneal bursitis. Foot and Ankle Surgery. 2018.
-
Maffulli N, et al. Types and epidemiology of tendinopathy. Clin Sports Med. 2003.
คำถามที่พบบ่อย
Q: อาการปวดส้นเท้าด้านหลังแบบนี้ ต้องผ่าตัดไหมครับ?
A: ในหลายกรณี การรักษาแบบประคับประคองอาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้ครับ
Q: นวดหรือประคบเย็นช่วยได้ไหมครับ?
A: การนวดหรือประคบเย็นอาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ไขสาเหตุหลักของโรคได้ครับ
Q: ถ้าไม่รักษา จะเป็นอันตรายถึงขั้นเดินไม่ได้เลยไหมครับ?
A: หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาการอาจแย่ลงและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ครับ
Q: ต้องพักวิ่งนานแค่ไหนครับ?
A: ระยะเวลาพักขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อการรักษาครับ
เอกสารอ้างอิง
[1] Koc TA Jr, et al. Heel Pain - Plantar Fasciitis: Revision 2023. The Journal of Orthopaedic and Sports Physical Therapy. 2023. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38037331/
[2] Motley T. Plantar Fasciitis/Fasciosis. Clinics in Podiatric Medicine and Surgery. 2021. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33745651/
[3] Traweger A, et al. Achilles tendinopathy. Nature Reviews Disease Primers. 2025. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40148342/

