ทำไม หัวกระดูกสะโพกขาดเลือดไปเลี้ยง (AVN) จึงมักเกิดที่สะโพกทั้ง 2 ข้าง และเมื่อไหร่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม?
“หมอคะ ผมเพิ่งตรวจเจอว่าเป็น AVN สะโพกด้านขวา แล้วหมอบอกว่าอีกข้างก็เริ่มมีเหมือนกัน แบบนี้มันเป็นเพราะอะไรครับ? แล้วถ้าเจ็บมาก ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมไหม?”
นี่เป็นคำถามจากคุณสุชาติ อายุ 48 ปี ที่ทำงานออฟฟิศมาตลอด แต่มีอาการปวดสะโพกจนเดินลำบาก หลังตรวจพบว่าเป็น AVN (Avascular necrosis) หรือ กระดูกขาดเลือด ซึ่งหลายคนกังวลและสงสัยว่าทำไมโรคนี้มักจะเกิดทั้งสองข้าง
หมอจะมาเล่าให้ฟังอย่างเข้าใจง่ายครับ
AVN คืออะไร?
AVN ย่อมาจาก Avascular necrosis หมายถึงภาวะที่กระดูก (โดยเฉพาะที่สะโพก) ขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เซลล์กระดูกตายลง โครงสร้างกระดูกอ่อนแอและยุบตัวในที่สุด
มักเกิดที่หัวกระดูกต้นขา (สะโพก) มากที่สุด เพราะเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงจำกัดและซับซ้อน เมื่อเลือดมาไม่พอ กระดูกจึงตายและยุบลง
ทำไมจึงมักเกิดทั้งสองข้าง?
-
โครงสร้างเส้นเลือดเหมือนกัน: สะโพกซ้ายและขวามีการเลี้ยงเลือดแบบเดียวกัน ถ้าข้างหนึ่งขาดเลือด อีกข้างก็มักมีโอกาสเกิดตามมา
-
สาเหตุจากร่างกาย: เช่น การดื่มแอลกอฮอล์นาน ๆ การใช้ยาสเตียรอยด์ โรคเม็ดเลือดบางชนิด สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อกระดูกทั่วร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง
-
การใช้งาน: เราใช้สะโพกทั้งสองข้างร่วมกันในการเดิน ยืน หรือนั่ง ทำให้โอกาสเกิดโรคใกล้เคียงกัน
สถิติพบว่ามากกว่าครึ่งของผู้ป่วย AVN จะมีการเกิดโรคที่สะโพกทั้งสองข้างครับ
อาการที่มักพบ
-
ปวดสะโพกเวลาเดินหรือยืน
-
ปวดลึก ๆ ในข้อสะโพก บางครั้งร้าวไปที่ขาหนีบหรือต้นขา
-
ช่วงแรกอาการอาจยังไม่ชัดเจน แต่เมื่อโรครุนแรงขึ้น กระดูกยุบ ทำให้ปวดมากและเดินไม่ได้
-
สะโพกติด ขยับลำบาก
ตรวจอย่างไร?
-
เอกซเรย์ (X-ray) ใช้ดูโครงสร้างกระดูก ถ้าโรคดำเนินไปมากแล้วจะเห็นหัวกระดูกยุบ
-
MRI เป็นการตรวจที่ไวที่สุด สามารถพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้เอกซเรย์ยังไม่เจอ
-
การตรวจเลือด อาจใช้เพื่อหาสาเหตุ เช่น โรคเลือด หรือผลจากยา
การรักษา
ระยะเริ่มต้น (หัวกระดูกยังไม่ยุบ)
ระยะที่กระดูกเริ่มยุบและปวดมาก
เมื่อไหร่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม?
-
ปวดมากจนเดินไม่ได้ หรือใช้ชีวิตประจำวันลำบาก
-
เอกซเรย์หรือ MRI พบว่าหัวกระดูกยุบหรือเสียรูปแล้ว
-
การรักษาอื่น ๆ เช่น ยา กายภาพ หรือเจาะกระดูก ไม่สามารถควบคุมอาการได้
-
ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตแย่ลง เช่น นั่ง ลุก เดิน ไม่สะดวกเหมือนเดิม
หมอสรุปให้ว่า…
AVN เป็นโรคที่มักเกิดทั้งสองข้างเพราะโครงสร้างเส้นเลือดและสาเหตุพื้นฐานที่ส่งผลต่อร่างกายทั้งระบบ หากเจอเร็ว ยังมีวิธีรักษาเพื่อชะลอไม่ให้กระดูกยุบ แต่ถ้าเข้าสู่ระยะที่ปวดมากหรือกระดูกยุบแล้ว การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมถือเป็นทางออกที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติที่สุดครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#AVN #ข้อสะโพกเสื่อม #เปลี่ยนข้อสะโพก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ
คำถามที่พบบ่อย
Q: หมอคะ ผมเพิ่งตรวจเจอว่าเป็น AVN สะโพกด้านขวา แล้วหมอบอกว่าอีกข้างก็เริ่มมีเหมือนกัน แบบนี้มันเป็นเพราะอะไรครับ?
A: สะโพกซ้ายและขวามีการเลี้ยงเลือดแบบเดียวกัน และสาเหตุบางอย่าง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ อาจส่งผลต่อกระดูกทั่วร่างกาย ทำให้มีโอกาสเกิดโรคที่สะโพกทั้งสองข้างได้ครับ
Q: ถ้าเจ็บมาก ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมไหมครับ?
A: ในหลายกรณี หากมีอาการปวดมากจนเดินไม่ได้ หรือหัวกระดูกยุบแล้ว การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมอาจเป็นทางเลือกหนึ่งครับ
Q: AVN นี่มันคืออะไรครับ?
A: AVN คือภาวะที่หัวกระดูกสะโพกขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เซลล์กระดูกตายและโครงสร้างกระดูกอ่อนแอลงครับ
Q: อาการแบบไหนที่ต้องสงสัยว่าจะเป็น AVN ครับ?
A: อาการที่พบบ่อยคือปวดสะโพกเวลาเดินหรือยืน ปวดลึกๆ ในข้อสะโพก บางครั้งร้าวไปที่ขาหนีบหรือต้นขาครับ
Q: ตรวจ AVN ต้องทำยังไงบ้างครับ?
A: การตรวจที่นิยมคือเอกซเรย์และ MRI ซึ่ง MRI จะสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นครับ
เอกสารอ้างอิง
[1] Lamb JN, et al. Avascular necrosis of the hip. BMJ (Clinical research ed.). 2019. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31147356/
[2] Hines JT, et al. Osteonecrosis of the Femoral Head: an Updated Review of ARCO on Pathogenesis, Staging and Treatment. Journal of Korean medical science. 2021. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34155839/
[3] Pijnenburg L, et al. A review of avascular necrosis, of the hip and beyond. La Revue de medecine interne. 2020. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31722835/

