ปุ่มแข็งๆ โผล่ขึ้นมาใต้เข่าลูก กดแล้วเจ็บ เดินลงบันไดก็เจ็บ คุกเข่าไหว้พระไม่ได้ หลายบ้านใจหายวาบ กลัวว่าจะเป็นเนื้อร้าย

น้องเอ็ม วัย 14 เป็นนักบาสตัวจริงของโรงเรียน สองเดือนก่อนเริ่มเจ็บเข่าซ้ายตอนกระโดด จนต้องนั่งดูเพื่อนซ้อม แม่พาไปหาหมอ ในใจเตรียมรับข่าวร้ายไว้แล้ว แต่สิ่งที่หมอบอก กลับไม่ใช่อย่างที่กลัวเลย

ปุ่มนูนใต้เข่าในวัยรุ่นที่กำลังโต ส่วนใหญ่คืออะไร อันตรายไหม และดูแลอย่างไรให้หายดี บทความนี้มีคำตอบ


ลูกวัยรุ่นปวดเข่า แถมมีปุ่มนูนใต้เข่า พ่อแม่ควรกังวลแค่ไหน


เห็นปุ่มนูนใต้เข่าลูกครั้งแรก พ่อแม่เกือบทุกคนคิดถึงสิ่งเดียวกัน

มันคือก้อนอะไร เนื้อร้ายหรือเปล่า ต้องผ่าตัดไหม

ความจริงที่ทำให้หลายบ้านโล่งใจคือ ปุ่มนูนใต้เข่าที่ค่อยๆ โตขึ้นในเด็กวัยกำลังสูง พร้อมกับอาการเจ็บเวลาเล่นกีฬา ส่วนใหญ่ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่เป็นภาวะที่พบบ่อยมากในวัยรุ่น และเกือบทั้งหมดหายเองได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่ก็มีบางสัญญาณที่บอกว่าควรรีบไปให้หมอตรวจ เราจะเล่าให้ฟังทั้งหมดในบทความนี้

เรื่องของน้องเอ็ม

ก่อนหน้านี้น้องเอ็มเป็นเด็กที่วิ่งเล่นได้เต็มที่ ซ้อมบาสทุกเย็น กระโดดยิงสามแต้มได้สบาย

จนวันหนึ่งเริ่มรู้สึกเจ็บตื้อๆ ที่ใต้เข่าซ้าย ตอนแรกคิดว่าซ้อมหนักไป พักแล้วน่าจะหาย แต่ยิ่งเล่นยิ่งเจ็บ โดยเฉพาะตอนกระโดดและตอนคุกเข่า

พอลองคลำดู ก็เจอปุ่มแข็งนูนขึ้นมาใต้กระดูกสะบ้า กดแล้วเจ็บ น้องเริ่มเลี่ยงการเล่นกีฬา เลี่ยงการคุกเข่า แม่เห็นแล้วกังวล กลัวว่าจะเป็นอะไรร้ายแรง จึงตัดสินใจพาไปหาหมอ

อธิบายโรคแบบเข้าใจง่าย

หลายคนไม่รู้ว่าปุ่มนูนแบบนี้ในวัยรุ่นมีชื่อโรคของมันเอง เรียกว่า โรคออสกู๊ด-ชลัทเทอร์ (Osgood-Schlatter disease)

ลองนึกภาพแบบนี้ครับ ใต้กระดูกสะบ้าของเรามีเส้นเอ็นเส้นใหญ่ที่ยึดกระดูกสะบ้าลงมาเกาะที่ปุ่มกระดูกหน้าแข้ง (จุดเกาะของเส้นเอ็นที่กระดูกหน้าแข้ง) เวลาเราเหยียดเข่า กระโดด หรือวิ่ง กล้ามเนื้อต้นขาจะดึงเส้นเอ็นเส้นนี้ และเส้นเอ็นก็ดึงรั้งปุ่มกระดูกหน้าแข้งตามไปด้วย

ทำไมถึงเกิด ในวัยรุ่นที่กำลังสูงเร็ว กระดูกยืดยาวเร็วกว่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะปรับตัวทัน เส้นเอ็นจึงตึงและดึงรั้งปุ่มกระดูกแรงขึ้น

เกิดทีละขั้นอย่างไร ที่ปุ่มกระดูกหน้าแข้งของวัยรุ่นยังเป็น "แผ่นกระดูกอ่อนที่กำลังจะกลายเป็นกระดูก" ซึ่งยังไม่แข็งแรงเต็มที่ จึงเป็นจุดที่อ่อนที่สุดของระบบเหยียดเข่า เมื่อถูกเส้นเอ็นดึงซ้ำๆ จากการกระโดดและวิ่ง จุดนี้จึงเกิดการบาดเจ็บเล็กๆ สะสม ร่างกายพยายามซ่อมแซมด้วยการสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมา ปุ่มกระดูกจึงค่อยๆ นูนใหญ่ขึ้น

ทำไมอาการจึงเป็นแบบนี้ เพราะรากของปัญหาคือแรงดึง อาการจึงเจ็บมากตอนใช้งานหนัก เช่น กระโดด วิ่ง ขึ้นลงบันได คุกเข่า แต่จะดีขึ้นเมื่อได้พัก และปุ่มที่นูนก็คือกระดูกที่งอกขึ้นจากการซ่อมแซม ไม่ใช่ก้อนเนื้อร้าย

ความรู้พื้นฐานที่ควรรู้

โรคนี้พบได้บ่อยมาก ราว 1 ใน 10 ของวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กที่เล่นกีฬาที่ต้องวิ่งและกระโดด เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล วิ่ง

มักพบในช่วงที่ร่างกายกำลังสูงเร็ว เด็กผู้ชายประมาณอายุ 10 ถึง 15 ปี เด็กผู้หญิงประมาณ 8 ถึง 14 ปี และพบในผู้ชายมากกว่า

อาการที่พบบ่อย

  • เจ็บตื้อๆ ใต้เข่า ตรงปุ่มกระดูกหน้าแข้ง

  • มีปุ่มแข็งนูนขึ้นมา กดแล้วเจ็บ

  • เจ็บมากขึ้นเวลาวิ่ง กระโดด ขึ้นลงบันได หรือคุกเข่า

  • ดีขึ้นเมื่อได้พัก

  • อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

ปัจจัยเสี่ยง

[1] อยู่ในช่วงโตเร็ว กระดูกยืดยาวเร็ว

[2] เล่นกีฬาที่ต้องวิ่งและกระโดดซ้ำๆ

[3] กล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อหลังต้นขาตึง

[4] ซ้อมหนักขึ้นเร็วเกินไป ไม่ค่อยได้พัก

[5] เป็นเพศชายในวัยกำลังโต

การวินิจฉัย

ข่าวดีคือโรคนี้ส่วนใหญ่หมอวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษมากมาย

ลำดับการตรวจมักเป็นแบบนี้

  • ซักประวัติ อายุ ชนิดกีฬา ลักษณะอาการเจ็บ เจ็บตอนไหน

  • ตรวจร่างกาย คลำหาจุดกดเจ็บและปุ่มนูนที่ปุ่มกระดูกหน้าแข้ง ลองให้เหยียดเข่าต้านแรงเพื่อดูว่ากระตุ้นอาการเจ็บไหม

  • อัลตราซาวด์ (ultrasound) เป็นเครื่องมือที่ช่วยดูเส้นเอ็น การอักเสบ และปุ่มกระดูกได้ละเอียด ข้อดีคือไม่มีรังสี เห็นเนื้อเยื่ออ่อนได้ดี และทำได้สะดวก

  • เอกซเรย์ ใช้ในบางกรณีเพื่อดูกระดูก และที่สำคัญคือช่วยตัดโรคอื่นที่อาการคล้ายกันออกไป

  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะใช้เฉพาะกรณีที่อาการไม่ชัดเจน หรือสงสัยโรคอื่น

หมอจะตรวจให้แน่ใจว่าปุ่มนูนนี้คือออสกู๊ด-ชลัทเทอร์จริง ไม่ใช่โรคอื่นที่อาการคล้ายกัน เช่น เส้นเอ็นสะบ้าอักเสบ หรือกรณีที่พบน้อยมากอย่างก้อนผิดปกติของกระดูก

แนวทางรักษา

หัวใจของการรักษาโรคนี้คือ ลดแรงดึงที่ปุ่มกระดูก และให้เวลาร่างกายซ่อมแซมตัวเอง เกือบทั้งหมดหายได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด

เริ่มจากเบาไปหาหนัก

  • ปรับกิจกรรม ลดกีฬาที่ต้องกระโดดและวิ่งหนักลงในช่วงที่เจ็บ ไม่จำเป็นต้องหยุดเล่นทั้งหมด แค่ปรับให้พอเหมาะกับอาการ

  • ประคบเย็นบริเวณที่เจ็บหลังเล่นกีฬา ครั้งละประมาณ 20 นาที

  • ยาแก้ปวดลดอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บได้ แต่ไม่ได้ทำให้โรคหายเร็วขึ้น จึงใช้เพื่อบรรเทาอาการเป็นครั้งคราว

  • ยืดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อหลังต้นขา เพื่อลดแรงตึงที่ดึงรั้งปุ่มกระดูก ส่วนนี้สำคัญมากและช่วยได้จริง

  • ใช้แผ่นรองหรือสายรัดใต้สะบ้าตอนต้องคุกเข่าหรือเล่นกีฬา เพื่อช่วยลดแรงกระแทก

สิ่งที่อยากให้พ่อแม่เข้าใจคือ เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้หายเจ็บวันนี้ แต่คือการดูแลให้ลูกกลับไปเล่นกีฬาที่เขารักได้อย่างปลอดภัย และเติบโตได้เต็มที่

การผ่าตัดมีบทบาทน้อยมาก จะพิจารณาเฉพาะกรณีที่อาการรุนแรง รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น และมักรอจนกระดูกหยุดเจริญเติบโตแล้ว

พยากรณ์โรค

โดยรวมโรคนี้มีแนวโน้มที่ดี เพราะมักหายเองเมื่อกระดูกหยุดเจริญเติบโตและปุ่มกระดูกแข็งแรงเต็มที่

แต่มีความจริงอีกด้านที่ควรรู้ไว้ บางคนอาการอาจเป็นๆ หายๆ นานหลายเดือนถึงเป็นปี และงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งยังมีอาการเจ็บหลงเหลือ หรือยังคุกเข่าได้ไม่สบายแม้เวลาผ่านไปหลายปี

ปุ่มนูนที่เกิดขึ้นมักจะคงอยู่ถาวร แต่เป็นเพียงรูปลักษณ์ ไม่เป็นอันตราย และไม่ทำให้ขาผิดรูปหรือกระดูกหยุดโต

ภาวะแทรกซ้อนหากไม่ดูแล

หากฝืนเล่นกีฬาหนักต่อเนื่องทั้งที่ยังเจ็บมาก อาจทำให้

  • อาการเจ็บเรื้อรังและรบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้น

  • กล้ามเนื้อต้นขาลีบลงจากการใช้งานน้อย

  • ในกรณีที่พบน้อย แรงดึงรุนแรงอาจทำให้ปุ่มกระดูกที่ยังไม่แข็งแรงเกิดการฉีกหลุด ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องรีบพบหมอ

นี่ไม่ใช่การขู่ แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมการปรับกิจกรรมให้พอเหมาะในช่วงที่เจ็บจึงสำคัญ

วิธีป้องกัน

[1] อบอุ่นร่างกายและยืดกล้ามเนื้อก่อนเล่นกีฬาทุกครั้ง

[2] เพิ่มความหนักของการซ้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

[3] ดูแลความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อต้นขาและหลังต้นขาสม่ำเสมอ

[4] พักให้เพียงพอเมื่อเริ่มมีอาการเจ็บ อย่าฝืน

[5] ใส่ใจสัญญาณเจ็บของร่างกาย แล้วปรับกิจกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ

คำถามที่พบบ่อย

ปุ่มนูนนี้จะหายไปไหม

ตัวอาการเจ็บมักหายเมื่อกระดูกหยุดโต แต่ปุ่มนูนมักคงอยู่ถาวรเป็นเพียงรูปลักษณ์ ไม่เป็นอันตราย

ลูกต้องหยุดเล่นกีฬาไหม

ส่วนใหญ่ไม่ต้องหยุดทั้งหมด แค่ปรับให้พอเหมาะกับอาการในช่วงที่เจ็บ แล้วค่อยกลับมาเล่นเต็มที่เมื่อดีขึ้น

ต้องผ่าตัดไหม

เกือบทั้งหมดไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดใช้เฉพาะกรณีที่รุนแรงและรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล

อันตรายถึงขั้นขาผิดรูปไหม

จากการศึกษาธรรมชาติของโรค ไม่พบว่าทำให้กระดูกหยุดโตก่อนเวลาหรือขาผิดรูป

ควรพาไปหาหมอเมื่อไหร่

หากเจ็บมากจนเล่นไม่ได้ เจ็บตอนพักหรือตอนกลางคืน มีไข้ ปุ่มโตเร็วผิดปกติ หรืออยู่ๆ เหยียดเข่าไม่ได้ ควรรีบพบหมอเพื่อตรวจให้แน่ใจ

สรุปสิ่งที่ควรจำ

[1] ปุ่มนูนใต้เข่าในวัยรุ่นที่เล่นกีฬา ส่วนใหญ่คือออสกู๊ด-ชลัทเทอร์ ไม่ใช่เนื้อร้าย

[2] รากของปัญหาคือแรงดึงของเส้นเอ็นที่ปุ่มกระดูกในช่วงโตเร็ว

[3] เกือบทั้งหมดหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการปรับกิจกรรมและดูแลกล้ามเนื้อ

[4] สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบหมอคือ เจ็บตอนพักหรือกลางคืน มีไข้ ปุ่มโตเร็ว หรือเหยียดเข่าไม่ได้

[5] ลูกของคุณไม่ได้เผชิญเรื่องนี้คนเดียว วัยรุ่นจำนวนมากเป็นและกลับมาเล่นกีฬาได้ตามปกติ การดูแลตั้งแต่วันนี้คือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับการเติบโตของเขา


บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยรายบุคคล อาการปวดเข่าในเด็กมีได้หลายสาเหตุ การตรวจกับแพทย์เพื่อวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงสำคัญที่สุด

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line ID @doctorkeng โทร 081-5303666 เว็บไซต์ doctorkeng.com


#ออสกู๊ดชลัทเทอร์ #ปวดเข่าวัยรุ่น #ปุ่มนูนใต้เข่า #เข่านักกีฬา #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #ปวดเข่าเด็ก #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #เชียงใหม่ #สุขภาพกระดูกและข้อ

คำถามที่พบบ่อย

Q: ลูกมีปุ่มนูนใต้เข่า กดแล้วเจ็บ เป็นเนื้อร้ายหรือเปล่าคะ?

A: ในวัยรุ่นที่กำลังโต ปุ่มนูนใต้เข่าส่วนใหญ่มักเป็นภาวะที่เรียกว่า โรคออสกู๊ด-ชลัทเทอร์ ซึ่งไม่ใช่เนื้อร้ายค่ะ

Q: อาการแบบนี้ต้องผ่าตัดไหมคะ?

A: ในหลายกรณี โรคนี้สามารถหายเองได้โดยไม่ต้องผ่าตัดค่ะ

Q: ลูกชอบเล่นบาส จะทำอย่างไรให้หายเร็วขึ้นคะ?

A: การพักการใช้งานเข่าที่หนัก เช่น การกระโดดหรือวิ่ง จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ค่ะ

Q: มีวิธีดูแลตัวเองที่บ้านไหมคะ?

A: การประคบเย็น การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เจ็บ อาจช่วยบรรเทาอาการได้ค่ะ

Q: ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไรคะ?

A: หากอาการปวดไม่ดีขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมค่ะ


เอกสารอ้างอิง

[1] Ladenhauf HN, et al. Osgood-Schlatter disease: a 2020 update of a common knee condition in children. Current Opinion in Pediatrics. 2020. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31714260/

[2] Indiran V, Jagannathan D. Osgood-Schlatter Disease. The New England Journal of Medicine. 2018. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29539285/

[3] Neuhaus C, et al. A systematic review on conservative treatment options for Osgood-Schlatter disease. Physical Therapy in Sport. 2021. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33744766/