มือชา…เรื่องเล็กหรือสัญญาณอันตราย?
“หมอคะ หนูตื่นมาตอนเช้าบ่อย ๆ แล้วมือข้างขวาชา เหมือนโดนไฟดูด เป็นมาหลายเดือนแล้วค่ะ แต่พอสลัดมือแรง ๆ หรือขยับมือไปมา มันก็หายชาเอง หนูแค่ทำงานหน้าคอมทั้งวันค่ะ ไม่ได้ยกของหนักนะคะ”
คุณแอน (นามสมมติ) วัย 36 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศที่ใช้คอมพิวเตอร์วันละ 8–10 ชั่วโมง มาพบหมอด้วยอาการที่ฟังดูเหมือนไม่รุนแรง แต่ถ้าเรามองลึกลงไป อาการ “มือชา” ก็อาจเป็นสัญญาณของหลายโรคที่ไม่ควรมองข้าม
มือชาไม่ใช่แค่ปวดเมื่อย
หมออยากเล่าให้ฟังว่า อาการชาที่มือ ไม่ได้เกิดจากการเมื่อยหรือนอนทับเสมอไป อาการแบบที่คุณแอนเล่ามา คือ “ตื่นเช้ามาชา สะบัดมือแล้วหาย” เป็นอาการที่หมอเจอบ่อย และหลายครั้งพบว่าเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทที่ถูกกดทับหรือระคายเคือง โดยเฉพาะเส้นประสาทบริเวณข้อมือหรือคอ
อาการแบบไหนที่ควรรีบไปหาหมอ?
-
มือชาบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมแค่ตอนเช้า กลายเป็นตอนกลางวันก็ชาบ้าง
-
รู้สึกชานานขึ้น สะบัดมือก็ไม่หายเหมือนเดิม
-
เริ่มมีอาการอ่อนแรง หยิบของหล่นบ่อย ปวดร้าวขึ้นไปที่แขนหรือไหล่
-
ชาเป็นบริเวณ เช่น นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง หรือทั้งมือด้านนิ้วก้อย
ถ้ามีอาการแบบนี้ หมอแนะนำว่าไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุให้แน่ชัด
มือชามาจากอะไรได้บ้าง?
-
ปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบบริเวณข้อมือ (พังผืดทับเส้นประสาท) พบมากในคนที่ใช้มือซ้ำ ๆ นาน ๆ เช่น พิมพ์คอม ตัดผ้า เล่นมือถือ ยกของ อาการมักเป็นที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ช่วงกลางคืนหรือตอนเช้า
-
กระดูกคอเสื่อม กดทับเส้นประสาท มักมีอาการปวดคอร่วมด้วย และอาจร้าวลงแขนหรือมือได้ ถ้าทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย
-
เส้นประสาทอักเสบจากเบาหวานหรือภาวะอื่น พบในคนที่เป็นเบาหวานมานาน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด อาการมักเป็น 2 ข้าง และไม่จำกัดแค่ปลายนิ้ว อาจชาร่วมกับแสบหรือปวดแปลบ
-
อุบัติเหตุหรือเคยผ่าตัดที่แขน มือ หรือคอ เส้นประสาทอาจถูกทำลายหรือถูกดึงรั้ง ทำให้เกิดอาการชาต่อเนื่อง
จะรู้ได้อย่างไรว่าชาเพราะอะไร?
การซักประวัติอย่างละเอียดและการตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ
หมออาจขอตรวจเพิ่มเติม เช่น
-
ตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG/NCS) ดูว่าเส้นประสาทส่วนไหนถูกกดทับ
-
X-ray หรือ MRI กระดูกคอ หากสงสัยว่ามีการกดทับที่รากประสาทจากกระดูกคอเสื่อม
-
ตรวจเลือด ถ้าสงสัยเบาหวาน หรือภาวะอื่นที่มีผลต่อเส้นประสาท
รักษาอย่างไรให้หาย?
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเป็นแค่พังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ:
-
ลดกิจกรรมที่ต้องใช้มือซ้ำ ๆ เช่น พิมพ์นาน ๆ ใช้เมาส์นาน ๆ
-
ใส่เฝือกพยุงข้อมือ โดยเฉพาะตอนกลางคืน
-
ใช้ยาแก้อักเสบถ้ามีอาการปวดร่วม
-
ฉีดยาลดอักเสบเฉพาะที่ โดยใช้ ultrasound ช่วยระบุตำแหน่งให้แม่นยำ
-
ถ้าไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาผ่าตัดเล็ก เพื่อคลายพังผืดที่รัดเส้นประสาท
กรณีเกิดจากกระดูกคอเสื่อม การรักษาจะต่างกัน:
-
ปรับพฤติกรรม เช่น ท่านั่ง ท่านอน ไม่ก้มคอนาน
-
กายภาพบำบัด ยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ตึง
-
ใช้ยา หรือฉีดยาบริเวณรากประสาทที่กดทับ
-
ผ่าตัด (เฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น)
โรคมือชา…หายได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับว่าเป็นจากอะไร ถ้ารักษาถูกจุดและดูแลต่อเนื่อง ส่วนใหญ่มีโอกาสหายหรือดีขึ้นมากได้
แต่ถ้าปล่อยไว้ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น กล้ามเนื้อมือฝ่อ จับของไม่ถนัด หรือรู้สึกเหมือนมือด้านไปเลย
หมอสรุปว่า…
มือชา ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะถ้าเริ่มชาบ่อยขึ้น ชานาน หรือมีอาการร่วมอื่น ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ และจะได้รักษาให้ถูกจุด
เพราะบางครั้ง ถ้ารักษาช้าเกินไป อาจไม่สามารถฟื้นฟูเส้นประสาทให้กลับมาเหมือนเดิมได้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q: มือชาตอนเช้าบ่อย ๆ แบบนี้ต้องไปหาหมอเลยไหมคะ?
A: ถ้าอาการชาบ่อยขึ้น นานขึ้น หรือเริ่มมีอ่อนแรงร่วมด้วย ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุค่ะ
Q: ทำงานหน้าคอมทั้งวัน มือชาแบบนี้เป็นเพราะพังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมืออย่างเดียวหรือเปล่าคะ?
A: อาการมือชาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ นอกเหนือจากพังผืดทับเส้นประสาทแล้ว ยังอาจเกี่ยวข้องกับกระดูกคอเสื่อม หรือภาวะอื่น ๆ ได้เช่นกัน
Q: ถ้าชาเพราะกระดูกคอเสื่อม จะรักษาให้หายขาดได้ไหมคะ?
A: การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงค่ะ ในหลายกรณี อาการอาจดีขึ้นมากได้หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง
Q: ถ้าปล่อยมือชาไว้เฉย ๆ จะเป็นอะไรมากไหมคะ?
A: หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น กล้ามเนื้อฝ่อ หรือการทำงานของมือลดลงค่ะ
Q: ต้องตรวจอะไรบ้างคะถึงจะรู้ว่ามือชาเพราะอะไร?
A: แพทย์อาจซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ หรือเอกซเรย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงค่ะ

