หลายคนที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไปแล้ว พอหมอฟันนัดถอนฟันก็ไปตามปกติโดยไม่ได้บอกว่ามีข้อเทียมอยู่ แต่มีเรื่องสำคัญที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ ว่าเชื้อจากในปากเดินทางผ่านเลือดไปถึงข้อเข่าเทียมได้จริง
ผ่าตัดเข่าเทียมแล้ว ทำฟันต้องระวังอะไรบ้าง?
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้
คนไข้ที่มีข้อเข่าเทียมสามารถรักษาฟันได้ตามปกติ แต่ต้องแจ้งหมอฟันทุกครั้งว่ามีข้อเทียมอยู่ในร่างกาย เพราะการป้องกันที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อเข่าเทียมจะติดเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รักษายากมากและอาจต้องผ่าตัดซ้ำ
• สิ่งที่ต้องรู้: เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้ากระแสเลือดได้ระหว่างทำหัตถการทางฟัน และอาจไปติดที่ผิวข้อเทียมได้ • ทำไมสำคัญ: ข้อเทียมไม่มีระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและรักษายากกว่าข้อต่อปกติมาก • เมื่อไหร่ต้องระวังมากสุด: ช่วง 2 ปีแรกหลังผ่าตัด และหัตถการที่ทำให้เลือดออก เช่น ถอนฟัน ผ่าตัดเหงือก หรือรากฟันเทียม
สิ่งที่คนเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหลายคนยังไม่รู้?
ระหว่างที่หมอฟันทำหัตถการที่มีเลือดออก เชื้อแบคทีเรียจากช่องปากจะเข้าสู่กระแสเลือดชั่วคราว ภาวะนี้เรียกว่า Bacteremia (Transient Bacteremia — แบคทีเรียเข้ากระแสเลือดชั่วคราว)
ในคนทั่วไป ร่างกายจัดการได้เองภายในไม่กี่นาที
แต่ในคนที่มีข้อเทียม เชื้อเหล่านั้นสามารถเดินทางไปตกค้างที่ผิวของข้อเทียมได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ PJI (Periprosthetic Joint Infection — การติดเชื้อรอบข้อเทียม) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รักษายากที่สุดชนิดหนึ่งในงานกระดูกและข้อ
จากคำถามที่หมอได้ยินบ่อยมาก?
(เป็นกรณีตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย)
กาลครั้งหนึ่ง มีคุณป้าวัย 67 ปีคนหนึ่ง เพิ่งผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมาได้ 4 เดือน ทุกวันที่เดินขึ้นบันไดหรือนั่งนานๆ ก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ตามที่หมอบอก
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฟันซี่หนึ่งเริ่มปวด หมอฟันบอกว่าต้องถอน แต่พอรู้ว่าเพิ่งผ่าตัดเข่ามา หมอฟันก็บอกให้รอก่อน
คุณป้าสับสนมากว่า "ทำไมถอนฟันถึงเกี่ยวกับเข่า?"
เพราะเหตุนั้น คุณป้าจึงโทรมาถามผม และผมก็ได้ยินคำถามแบบนี้บ่อยมากจากคนไข้หลายคน
เพราะเหตุนั้น ผมจึงอยากเขียนอธิบายให้ชัดว่าทั้งสองเรื่องนี้เชื่อมกันอย่างไร
จนในที่สุด คุณป้าได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รู้ว่าต้องทำอะไร รอนานแค่ไหน และควรแจ้งหมอฟันอย่างไร
และตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่คุณป้านัดหมอฟัน ก็แจ้งเรื่องข้อเทียมก่อนเสมอ ไม่ลืม
เชื้อจากฟันเดินทางไปถึงเข่าได้อย่างไร?
ช่องปากของเรามีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายร้อยชนิด ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตราย
แต่เมื่อหมอฟันทำหัตถการที่ทำให้เนื้อเยื่อในปากบาดเจ็บ เชื้อจะเข้ากระแสเลือดชั่วคราว
ในคนทั่วไป เซลล์เม็ดเลือดขาวจัดการได้ทันที
แต่ในคนที่มีข้อเทียม มีปัจจัยสำคัญ 2 อย่าง
อย่างแรก คือ ผิวของข้อเทียมเป็นพื้นผิวโลหะแปลกปลอมที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถป้องกันได้เต็มที่เหมือนเนื้อเยื่อปกติ
อย่างที่สอง คือ เชื้อบางชนิดมีความสามารถสร้าง Biofilm (ไบโอฟิล์ม — ฟิล์มป้องกันตัวของเชื้อที่เกาะผิวโลหะ) ซึ่งทำให้ยาปฏิชีวนะเจาะเข้าไม่ถึง กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังที่รักษายากมาก
ข้อเทียมคืออะไร และทำไมถึงเสี่ยงต่างจากข้อต่อปกติ?
TKA (Total Knee Arthroplasty — การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม) คือการนำส่วนที่เสียหายของข้อเข่าออกแล้วใส่อุปกรณ์ที่ทำจากโลหะและพลาสติกแทน เพื่อให้เดินได้ดีขึ้นและหายปวด
แต่ข้อเทียมมีจุดอ่อนอย่างหนึ่งที่ข้อต่อปกติไม่มี
ร่างกายไม่มีเส้นเลือดเลี้ยงที่ตัวข้อเทียมโดยตรง เซลล์เม็ดเลือดขาวและยาปฏิชีวนะจึงเข้าถึงพื้นที่นั้นได้ยากกว่าเนื้อเยื่อปกติ
นั่นหมายความว่า ถ้าเชื้อเข้าไปได้ ก็จะ "ซ่อน" ตัวอยู่ในบริเวณนั้นโดยที่ร่างกายกำจัดเองไม่ได้ง่ายๆ
นี่คือเหตุผลที่คนไข้ข้อเทียมต้องระวังมากกว่าคนทั่วไปเมื่อเข้ารับหัตถการใดๆ ที่มีเลือดออก
ใครที่เสี่ยงมากเป็นพิเศษ?
ไม่ใช่ทุกคนที่มีข้อเทียมจะเสี่ยงเท่ากัน มีปัจจัยที่ทำให้บางคนเสี่ยงสูงกว่า
• ช่วง 1–2 ปีแรกหลังผ่าตัด — ข้อเทียมยังอยู่ในช่วง "รับเชื้อง่าย" ก่อนที่ร่างกายจะปรับตัวได้เต็มที่ • โรคเบาหวาน — ระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลง • ภูมิคุ้มกันต่ำ — เช่น ผู้ที่ใช้ยากดภูมิหรืออยู่ระหว่างรักษามะเร็ง • มีฟันหรือเหงือกอักเสบเรื้อรัง — เป็นแหล่งสะสมเชื้อในปากมากกว่าปกติ • ผ่าตัดข้อเทียมซ้ำ — เนื้อเยื่อรอบข้อฟื้นตัวช้ากว่า
หมอฟันและหมอกระดูกตรวจและวางแผนร่วมกันอย่างไร?
เมื่อคนไข้ที่มีข้อเทียมต้องการทำหัตถการทางฟัน ขั้นตอนสำคัญคือ
หนึ่ง แจ้งหมอฟันทุกครั้งว่ามีข้อเทียมชนิดไหน และผ่าตัดมานานเท่าไหร่ ห้ามลืมบอกเด็ดขาด
สอง หมอฟันอาจปรึกษากับหมอกระดูกและข้อก่อนทำหัตถการบางชนิด เพื่อประเมินความเสี่ยงร่วมกัน
สาม ประเมินว่าหัตถการที่จะทำอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงหรือต่ำ เช่น การถอนฟัน ผ่าตัดเหงือก หรือรากฟันเทียม มีความเสี่ยงสูงกว่าการอุดฟันหรือขูดหินปูนธรรมดา
สี่ พิจารณาร่วมกันว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันล่วงหน้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน
แนวทางการดูแลและการป้องกันการติดเชื้อข้อเทียมเป็นอย่างไร?
หัตถการทางฟันที่ทำให้เลือดออกและต้องระวังมากขึ้น ได้แก่ การถอนฟัน การขูดหินปูนลึก การรักษารากฟัน การผ่าตัดเหงือก และการใส่รากฟันเทียม (Dental Implant)
หัตถการที่ความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น การอุดฟัน ขูดหินปูนธรรมดา หรือถ่ายภาพรังสีฟัน มักไม่ก่อให้เกิด Bacteremia มากนัก
เรื่องยาปฏิชีวนะป้องกัน (Antibiotic Prophylaxis — การใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันล่วงหน้า) แนวทางจาก AAOS (American Academy of Orthopaedic Surgeons — สมาคมศัลยแพทย์กระดูกและข้อสหรัฐ) ปี 2025 ระบุว่าไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะป้องกันในทุกกรณี แต่ควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
การตัดสินใจว่าจะใช้ยาหรือไม่ และใช้ยาชนิดใด ควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างหมอฟันและหมอกระดูก อย่าซื้อยากินเอง
ระยะเวลาที่ปลอดภัยก่อนทำหัตถการทางฟันหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของแต่ละคน โดยทั่วไปแนะนำให้รอจนแผลผ่าตัดหายสนิทดีก่อน และปรึกษาหมอกระดูกที่ผ่าตัดให้เสมอ
ผลการรักษาโดยทั่วไปเป็นอย่างไร?
ถ้าดูแลสุขภาพช่องปากดีและแจ้งหมอฟันทุกครั้ง ความเสี่ยงการติดเชื้อข้อเทียมจากการทำฟันอยู่ในระดับต่ำ
แต่ถ้าเกิด PJI (Periprosthetic Joint Infection) ขึ้นจริง การรักษาซับซ้อนกว่าการติดเชื้อทั่วไปมาก อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน และในบางรายจำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อทำความสะอาดหรือเปลี่ยนข้อเทียมใหม่
การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษาเสมอ
ถ้าเกิดการติดเชื้อ จะมีสัญญาณอะไรบ้าง?
สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์กระดูกทันที
• ข้อเข่าบวมแดง ร้อน หรือปวดมากขึ้นหลังจากทำหัตถการทางฟัน • มีไข้หลังทำฟัน • แผลผ่าตัดเข่ามีของเหลวซึม หรือเปิดอีก • ปวดเข่าแบบที่เคยดีแล้วกลับมาปวดมากอีกครั้ง
สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าติดเชื้อเสมอไป แต่ควรให้หมอประเมินก่อน เพราะการรักษาเร็วมีผลลัพธ์ดีกว่าการรอดูอยู่มาก
ดูแลตัวเองและป้องกันได้อย่างไร?
• รักษาสุขภาพช่องปากให้ดีเสมอ แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และตรวจฟันสม่ำเสมอ • ถ้ารู้ว่าจะผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ให้รักษาปัญหาฟันให้เสร็จก่อนผ่าตัดดีกว่าค่อยแก้ทีหลัง • แจ้งหมอฟันทุกครั้งก่อนทำหัตถการ ว่ามีข้อเทียมชนิดไหน และผ่าตัดมาเมื่อไหร่ • อย่าซื้อยาปฏิชีวนะกินเองโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ การใช้ยาผิดชนิดหรือขนาดทำให้เชื้อดื้อยาได้ • ถ้าหมอสั่งยาป้องกันก่อนทำฟัน ต้องกินตามคำแนะนำให้ครบ
คำถามที่พบบ่อย?
ถาม: ต้องรอนานแค่ไหนหลังผ่าตัดเข่าเทียมถึงจะถอนฟันได้?
ตอบ: โดยทั่วไปแนะนำให้รอจนกว่าแผลผ่าตัดหายสนิทดี ซึ่งในหลายรายใช้เวลาประมาณ 3–6 เดือน แต่ระยะเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของแต่ละคน ควรปรึกษาหมอกระดูกที่ผ่าตัดให้ก่อนเสมอ อย่าตัดสินใจเองหรือให้หมอฟันตัดสินใจคนเดียว
ถาม: ทำหัตถการทางฟันทุกชนิดต้องระวังเหมือนกันหรือเปล่า?
ตอบ: ไม่เท่ากันครับ หัตถการที่ทำให้เลือดออกมาก เช่น ถอนฟัน ผ่าตัดเหงือก รากฟันเทียม มีความเสี่ยงสูงกว่า ส่วนการอุดฟัน ถ่ายเอกซเรย์ หรือตรวจฟันธรรมดามีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก แต่ควรแจ้งหมอฟันทุกครั้งไม่ว่าจะทำอะไร
ถาม: ต้องกินยาปฏิชีวนะก่อนทำฟันทุกครั้งเลยไหม?
ตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ แนวทางปัจจุบันแนะนำให้ประเมินเป็นรายบุคคล ขึ้นอยู่กับชนิดของหัตถการ ระยะเวลาหลังผ่าตัด และปัจจัยเสี่ยงส่วนตัว ควรให้หมอฟันและหมอกระดูกร่วมกันตัดสินใจ ไม่ควรกินยาเองโดยไม่ได้ถามแพทย์
ถาม: ถ้าหมอฟันไม่รู้เรื่องข้อเทียมแล้วทำหัตถการไปแล้ว ต้องทำอย่างไร?
ตอบ: ให้สังเกตอาการที่เข่าอย่างใกล้ชิดหลังทำฟันครับ ถ้ามีไข้ ปวดบวม หรืออาการผิดปกติที่เข่า ให้รีบพบหมอกระดูกทันที อย่ารอดูเองนาน เพราะการรักษาเร็วมีผลลัพธ์ดีกว่ามาก
ถ้ามีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่เพิ่งผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมหรือกำลังจะผ่าตัด แล้วยังไม่รู้เรื่องนี้ ส่งบทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ ข้อมูลนี้อาจป้องกันปัญหาใหญ่ได้
5 สิ่งที่ควรจำ: • แจ้งหมอฟันทุกครั้งว่ามีข้อเทียม ก่อนทำหัตถการทุกชนิด • ช่วง 1–2 ปีแรกหลังผ่าตัดควรระวังเป็นพิเศษ • รักษาปัญหาฟันให้เสร็จก่อนผ่าตัดดีกว่าแก้ทีหลัง • อย่าซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ให้หมอสั่งและตัดสินใจร่วมกัน • ถ้าปวดบวมเข่าหลังทำฟัน รีบพบหมอกระดูกทันที
ข้อเทียมที่ดูแลถูกวิธีอยู่กับเราได้นาน การดูแลสุขภาพช่องปากคือส่วนหนึ่งของการรักษาข้อเทียมให้อยู่กับเราไปได้นานๆ
ไม่ว่าจะเพิ่งผ่าตัดหรือกำลังจะผ่าตัด คุณไม่ได้ดูแลตัวเองคนเดียวครับ หมอพร้อมให้คำปรึกษาเสมอ
เอกสารอ้างอิง
[1] AAOS Clinical Practice Guideline Summary. Prevention of Total Hip and Knee Arthroplasty Periprosthetic Joint Infection in Patients Undergoing Dental Procedures. American Academy of Orthopaedic Surgeons. 2025. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40743492/
[2] Safety of Total Joint Arthroplasty Following Treatment of Asymptomatic Dental Infections. 2026. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42013875/
[3] Antibiotic Prophylaxis for Patients with a History of Total Joint Replacement. Journal of the American Dental Association. 2016. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/27390382/
[4] Antibiotic prophylaxis in patients with joint prostheses [Dutch clinical guideline]. 2019. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31613280/
[5] Effect of Preoperative Dental Extraction on Postoperative Complications After Total Joint Arthroplasty. 2019. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31138503/
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลข้อเข่าเทียมและหัตถการทางทันตกรรม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
#ข้อเข่าเทียม #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า #ทำฟันหลังผ่าตัด #ป้องกันการติดเชื้อ #กระดูกและข้อ #หมอเก่ง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก



