ผู้ชายวัย 42 ปี ปวดเอ็นร้อยหวายทั้งสองข้างหลังเล่นฟุตบอล อันตรายไหม ควรรักษาอย่างไร?
อาการปวดบริเวณเอ็นร้อยหวายเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับคนเล่นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล วิ่ง หรือกีฬาเปลี่ยนทิศทางเร็ว ๆ หลายคนปวดเรื้อรังจนเดินลงน้ำหนักลำบาก ยืดก็เจ็บ วิ่งก็ไม่ได้ จนกลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรงหรือเอ็นจะขาด
กรณีของผู้ชายอายุ 42 ปีที่ ปวดเอ็นร้อยหวายทั้งสองข้างหลังเล่นฟุตบอล ตรวจพบว่าเป็น
-
Achilles bursitis (ถุงน้ำบริเวณเอ็นร้อยหวายอักเสบ)
-
Calcification in tendon (เส้นเอ็นมีหินปูนเกาะ)
-
เอกซเรย์พบ Calcaneal spur (กระดูกงอกที่ส้นเท้า)
เป็นภาวะที่พบได้บ่อย และหากรักษาถูกวิธีสามารถดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
เคสตัวอย่าง: คนเล่นฟุตบอลวัยทำงานที่เจอบ่อย
คุณโต้ง อายุ 42 ปี เล่นฟุตบอลสัปดาห์ละ 2–3 วัน หลังเกมมีอาการตึงและปวดบริเวณเอ็นร้อยหวายทั้งสองข้าง โดยเฉพาะตอนตื่นเช้าและหลังซ้อมหนัก เดินลงส้นเท้าแล้วเจ็บจี๊ด
ตรวจพบว่า
-
ถุงน้ำด้านหลังส้นเท้าอักเสบ (Achilles bursitis)
-
เส้นเอ็นร้อยหวายมีหินปูนเกาะเป็นจุด ๆ
-
บริเวณส้นเท้ามีกระดูกงอก (calcaneal spur)
อาการเหล่านี้ทำให้ปวดเรื้อรังและเสี่ยงต่อการอักเสบซ้ำหากเล่นกีฬาแบบเดิม
Achilles bursitis คืออะไร? (อธิบายง่าย ๆ)
บริเวณเอ็นร้อยหวายมี “ถุงน้ำเล็ก ๆ” ทำหน้าที่ลดการเสียดสีระหว่างเอ็นกับกระดูกส้นเท้า เมื่อต้องใช้งานหนัก เช่น วิ่ง กระโดด หยุด–ออกตัวเร็ว ถุงน้ำนี้จะบวมและอักเสบได้
อาการที่พบ
-
ปวดหลังส้นเท้า
-
บวมแดง
-
เดินลงส้นแล้วเจ็บจี๊ด
-
ปวดมากหลังตื่นนอน
เส้นเอ็นร้อยหวายมีหินปูน (Calcification in tendon) คืออะไร?
เป็นภาวะที่เส้นเอ็นร้อยหวายโดนใช้งานหนักมานาน ทำให้มี หินปูนเล็ก ๆ ไปเกาะในเนื้อเอ็น ซึ่งพบได้ในคนอายุ 40+ และนักกีฬา
ไม่ใช่มะเร็ง ไม่อันตราย แต่ทำให้เอ็นแข็ง ตึง และอักเสบง่าย
หากปล่อยไว้นาน อาจเสี่ยงเอ็นฉีกบางส่วนหรือฉีกเต็มเส้นได้
กระดูกงอกส้นเท้า (Calcaneal spur) คืออะไร?
กระดูกงอกบริเวณส้นเท้าเกิดจากการถูกดึงรั้งของเอ็นร้อยหวายและพังผืดส้นเท้าเป็นเวลานาน ร่างกายพยายามซ่อมโดยสร้างกระดูกเพิ่ม ทำให้เกิด “เดือย” เล็ก ๆ ที่ปลายส้นเท้า
กระดูกงอกเองไม่เจ็บ แต่จะทำให้เอ็นร้อยหวายและพังผืดอักเสบได้ง่ายขึ้น
ทำไมคนอายุ 40+ เล่นฟุตบอลถึงปวดเอ็นร้อยหวายง่าย?
-
เอ็นเริ่มไม่ยืดหยุ่นเหมือนวัย 20–30
-
กล้ามเนื้อฝ่าเท้า–น่องตึงมากขึ้น
-
น้ำหนักตัวเพิ่ม ทำให้แรงกระแทกสูงขึ้น
-
วอร์มอัพไม่พอ ใช้งานหนักเกิน
ยิ่งเล่นกีฬาที่ต้องกระโดด พุ่ง สไลด์บ่อย จะยิ่งอักเสบง่าย
อาการที่ควรมาพบแพทย์
-
ปวดเอ็นร้อยหวายมากตอนเช้า
-
เดินลงส้นเท้าแล้วเจ็บสะดุด
-
บวมแดงร้อนหลังเล่นกีฬา
-
ปวดเรื้อรังมากกว่า 2–4 สัปดาห์
-
รู้สึก “ป๊อบ” หรือเหมือนเอ็นขาดขณะเล่นกีฬา
การตรวจวินิจฉัยที่ใช้ประจำ
1) ตรวจร่างกาย
ดูจุดกดเจ็บ การบวม และทดสอบความตึงของเอ็นร้อยหวาย
2) เอกซเรย์
ใช้ดู
-
กระดูกงอก (calcaneal spur)
-
รูปร่างกระดูกส้นเท้า
3) อัลตราซาวด์
สำคัญมาก เห็นว่า
-
ถุงน้ำอักเสบหรือไม่
-
เส้นเอ็นร้อยหวายมีหินปูนหรือมีรอยฉีกบางส่วน
-
การอักเสบเรื้อรังของเอ็น
ช่วยให้การวินิจฉัยตรงจุดที่สุด
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (ใช้ได้กับผู้ป่วยส่วนใหญ่)
1) ปรับพฤติกรรมก่อน
-
งดวิ่ง–เตะบอลหนัก 2–3 สัปดาห์
-
หลีกเลี่ยงการกระโดด ลงส้นเท้าแรง ๆ
-
เปลี่ยนรองเท้าให้ซัพพอร์ตส้นดีกว่าเดิม
2) ยา
-
ยาลดอักเสบ
-
ยาคลายกล้ามเนื้อ (ในกรณีตึงมาก)
3) ประคบและอุปกรณ์ช่วย
-
ประคบน้ำแข็งหลังเล่นกีฬา 10–15 นาที
-
ใช้ส้นรองเพิ่มความสูง 0.5–1 ซม. ลดแรงดึงที่เอ็นร้อยหวาย
-
ใส่รองเท้าพื้นนุ่ม รองรับส้นเท้าได้ดี
4) กายภาพบำบัดเฉพาะทาง
เน้น
-
ยืดกล้ามเนื้อน่อง–เอ็นร้อยหวาย
-
ฝึกกล้ามเนื้อสะโพก–ขาให้สมดุล
-
อัลตราซาวด์บำบัดลดการอักเสบ
-
eccentric exercise (ฝึกเส้นเอ็นรับแรงแบบควบคุม)
เป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัว
5) การฉีดยาลดอักเสบด้วยอัลตราซาวด์
เหมาะสำหรับผู้ที่
-
ถุงน้ำอักเสบมาก
-
ปวดเรื้อรังนานหลายเดือน
-
ไม่ตอบสนองต่อกายภาพและยา
การใช้ อัลตราซาวด์ ช่วยระบุตำแหน่งถุงน้ำหรือเส้นเอ็นอักเสบ ทำให้ฉีดแม่น ลดปวดได้เร็วกว่า
เมื่อไหร่ต้องพิจารณาผ่าตัด?
-
เส้นเอ็นฉีกบางส่วนมากหรือฉีกเต็มเส้น
-
หินปูนเกาะมากจนเอ็นหนาและอักเสบเรื้อรัง
-
Calcaneal spur ขนาดใหญ่และรบกวนการเดินหนักมาก
-
รักษาแบบไม่ผ่าตัด 3–6 เดือนแล้วยังปวดมาก
แพทย์จะประเมินเป็นรายกรณี เน้นความปลอดภัยและการกลับไปเล่นกีฬา
พยากรณ์โรค
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 4–8 สัปดาห์ หากหยุดกิจกรรมหนักและทำกายภาพอย่างสม่ำเสมอ การกลับไปเล่นฟุตบอลต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเสริมกล้ามเนื้อสะโพก–น่องควบคู่กัน
โอกาสเป็นซ้ำมีได้ แต่ลดลงมากหากปรับรองเท้า ท่าวิ่ง และยืดเหยียดเส้นเอ็นร้อยหวายทุกวัน
วิธีดูแลตัวเองแบบทำได้จริง
-
ยืดเอ็นร้อยหวาย 5–10 นาทีทุกวัน
-
ใส่รองเท้ากีฬาที่มี heel support ดี
-
หลีกเลี่ยงการลงส้นแรง ๆ ตอนเริ่มซ้อม
-
เดินวอร์ม 10 นาที ก่อนเตะบอล
-
ฝึกกล้ามเนื้อสะโพกและแกนกลางอาทิตย์ละ 2–3 วัน
สรุป
ในผู้ชายอายุ 42 ปีที่ปวดเอ็นร้อยหวายทั้งสองข้างจากการเล่นฟุตบอล และพบว่ามี Achilles bursitis, เส้นเอ็นมีหินปูน และกระดูกงอกที่ส้นเท้า เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ผ่าตัด การตรวจด้วยอัลตราซาวด์และเอกซเรย์ช่วยให้รู้สาเหตุอย่างแม่นยำ การปรับรองเท้า กายภาพบำบัด และการฉีดยาลดอักเสบแบบระบุตำแหน่งสามารถช่วยให้กลับไปเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัย
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเอ็นร้อยหวาย #AchillesTendonitis #CalcanealSpur #AchillesBursitis #ปวดส้นเท้า
คำถามที่พบบ่อย
Q: อาการปวดเอ็นร้อยหวายแบบนี้อันตรายไหมคะ?
A: ในหลายกรณี ภาวะนี้พบได้บ่อยและสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
Q: ต้องผ่าตัดไหมคะ ถ้าปวดแบบนี้?
A: การรักษาโดยไม่ผ่าตัดมักเป็นทางเลือกแรก และได้ผลดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่
Q: จะกลับไปเล่นฟุตบอลได้เหมือนเดิมไหมคะ?
A: ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษาและการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บซ้ำ
Q: มีวิธีป้องกันไม่ให้เป็นอีกไหมคะ?
A: การปรับพฤติกรรมและการออกกำลังกายที่เหมาะสมอาจช่วยลดความเสี่ยงได้
Q: ถ้าปวดมาก ๆ จะเป็นเส้นเอ็นขาดไหมคะ?
A: อาการปวดมากอาจเป็นสัญญาณที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
เอกสารอ้างอิง
[1] de Vos RJ, et al. ICON 2023: International Scientific Tendinopathy Symposium Consensus - the core outcome set for Achilles tendinopathy (COS-AT) using a systematic review and a Delphi study of professional participants and patients. British Journal of Sports Medicine. 2024. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39271248/
[2] Fahlström M, et al. Chronic Achilles tendon pain treated with eccentric calf-muscle training. Knee Surgery, Sports Traumatology, Arthroscopy. 2003. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12942235/
[3] Rhim HC, et al. Recommendations for use of extracorporeal shockwave therapy in sports medicine: an international modified Delphi study. British Journal of Sports Medicine. 2025. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40032293/

