อาการปวด-ชาร้อนฝ่าเท้ากับ Tarlov cyst เกี่ยวกันไหม? แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสาเหตุคืออะไร?
"หมอคะ หนูมีถุงน้ำ Tarlov cyst ใน MRI แล้วหนูปวดชาร้อนตรงฝ่าเท้าข้างเดียวมาหลายเดือนแล้ว แบบนี้เกิดจากถุงน้ำนั่นหรือเปล่าคะ?" — คำถามจากคุณพิมพ์ อายุ 40 ปี ที่ทนกับอาการปวดแปลบ ๆ เหมือนโดนไฟช็อตตรงฝ่าเท้าเวลายืน หรือเดินนาน ๆ
หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจว่า แม้ Tarlov cyst จะเป็นถุงน้ำที่มักไม่ทำให้เกิดอาการ แต่ในบางกรณีที่เจอร่วมกับอาการปวดแปลบ ชา หรือร้อนตรงฝ่าเท้า ก็ไม่ควรรีบสรุปว่า "ถุงน้ำเป็นต้นเหตุ" ทันที
เราต้องตรวจให้ชัดว่าอาการเหล่านี้เกิดจากอะไรแน่
เข้าใจ Tarlov cyst แบบง่าย ๆ ก่อน
Tarlov cyst คือถุงน้ำที่พบบ่อยบริเวณโคนเส้นประสาทช่วงกระเบนเหน็บ (sacrum) มีน้ำไขสันหลังอยู่ข้างใน บางคนมีถุงเดียว บางคนมีหลายถุง และขนาดก็แตกต่างกัน
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเลย
แต่ถ้าถุงมีขนาดใหญ่ หรือกดเส้นประสาท อาจทำให้ปวดหลัง ร้าวลงขา หรือปวดลึก ๆ แถวก้นกบได้
แล้วอาการปวด-ชาร้อนฝ่าเท้า ล่ะ?
อาการแบบนี้… มักไม่ได้เกิดจาก Tarlov cyst โดยตรง
แต่อาจเกิดจากเส้นประสาทเส้นที่ไปเลี้ยงฝ่าเท้าถูกกดหรือระคายเคือง เช่น
-
หมอนรองกระดูกกดเส้นประสาท (โดยเฉพาะระดับ L5-S1)
-
เส้นประสาทอักเสบ เช่น sciatic หรือ tibial nerve
-
กลุ่มอาการพังผืดรัดเส้นประสาท (tarsal tunnel syndrome)
-
หรือแม้แต่ปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นจาก Tarlov cyst หรือไม่?
ตรงนี้แหละครับที่หมออยากให้เน้นว่า การตรวจ MRI อย่างเดียวอาจยังไม่พอ
แนวทางที่ควรตรวจเพิ่มเติม ได้แก่:
-
ตรวจร่างกายโดยละเอียด: แพทย์จะดูระดับกล้ามเนื้อ แรงต้านปวด การรับความรู้สึก และจุดกดเจ็บต่าง ๆ
-
ตรวจระบบประสาทด้วยไฟฟ้า (EMG/NCS): ตรวจว่าเส้นประสาทที่ควบคุมฝ่าเท้ามีการนำสัญญาณผิดปกติหรือไม่ ซึ่งช่วยแยกได้ว่าอาการมาจากส่วนไหนของเส้นประสาท
-
เปรียบเทียบกับ MRI: เพื่อดูว่า Tarlov cyst อยู่ตรงกับเส้นประสาทที่ควบคุมฝ่าเท้าจริงหรือไม่ ถ้าไม่ตรง อาการอาจไม่ได้เกิดจากถุงน้ำนี้
ถ้าพบว่าอาการไม่ได้มาจาก Tarlov cyst ต้องทำอย่างไร?
ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะเรายังมีแนวทางรักษาอีกหลายแบบ เช่น:
-
กายภาพบำบัดเฉพาะจุด
-
ยาลดอักเสบหรือยากลุ่มที่ใช้รักษาเส้นประสาท
-
ฉีดยาเฉพาะจุดที่กดทับ โดยใช้ ultrasound นำทาง
-
ปรับรองเท้า หรืออุปกรณ์เสริมเพื่อลดแรงกดทับฝ่าเท้า
แล้วถ้ามาจาก Tarlov cyst จริงล่ะ?
หมอจะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการร่วมกับภาพ MRI ว่า
-
ถุงน้ำมีขนาดใหญ่หรือไม่?
-
อยู่ตำแหน่งใกล้เส้นประสาทที่ควบคุมฝ่าเท้าหรือเปล่า?
-
อาการเป็นเรื้อรัง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นหรือไม่?
หากเข้าเกณฑ์เหล่านี้ อาจพิจารณาการฉีดยารอบถุงน้ำ หรือแม้แต่การผ่าตัด (แต่ทำเฉพาะในบางกรณีเท่านั้นครับ)
หมอสรุปให้นะครับ…
เจอ Tarlov cyst ใน MRI ไม่ได้แปลว่าเป็นต้นเหตุของทุกอาการ
โดยเฉพาะอาการปวด ชา ร้อน ฝ่าเท้า ซึ่งมักมีหลายสาเหตุซ่อนอยู่ การตรวจเพิ่มเติม เช่น EMG/NCS ร่วมกับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยให้วินิจฉัยได้ชัด และรักษาได้ถูกจุด
อย่าเพิ่งรีบสรุปจากฟิล์ม MRI อย่างเดียวครับ ร่างกายเรามีความซับซ้อนกว่านั้น
ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้พลาดจุดสำคัญครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#TarlovCyst #ปวดชาฝ่าเท้า #ปวดหลังร้าวลงขา #EMGคืออะไร #เส้นประสาทถูกกดทับ #หมอกระดูกและข้อ #หมอเก่ง
คำถามที่พบบ่อย
Q: หนูมีถุงน้ำ Tarlov cyst ใน MRI แล้วหนูปวดชาร้อนตรงฝ่าเท้าข้างเดียวมาหลายเดือนแล้ว แบบนี้เกิดจากถุงน้ำนั่นหรือเปล่าคะ?
A: แม้ Tarlov cyst จะเป็นถุงน้ำที่มักไม่ทำให้เกิดอาการ แต่ในบางกรณีที่เจอร่วมกับอาการปวด ชา หรือร้อนตรงฝ่าเท้า ก็ไม่ควรรีบสรุปว่าถุงน้ำเป็นต้นเหตุทันที
Q: อาการปวดแปลบ ชา ร้อน ฝ่าเท้า เกิดจากอะไรได้บ้างคะ?
A: อาการเหล่านี้อาจเกิดจากเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงฝ่าเท้าถูกกดหรือระคายเคือง เช่น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท หรือกลุ่มอาการพังผืดรัดเส้นประสาท
Q: ถ้ามี Tarlov cyst แล้วมีอาการปวด ชา ร้อน ฝ่าเท้า ต้องทำอย่างไรคะ?
A: แพทย์จะพิจารณาตรวจร่างกายอย่างละเอียดและอาจตรวจระบบประสาทด้วยไฟฟ้า (EMG/NCS) เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
Q: ถ้าอาการปวด ชา ร้อน ฝ่าเท้า ไม่ได้เกิดจาก Tarlov cyst มีวิธีรักษาไหมคะ?
A: มีแนวทางการรักษาหลายแบบ เช่น กายภาพบำบัด การใช้ยา หรือการฉีดยาเฉพาะจุด ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ
Q: การตรวจ MRI อย่างเดียวเพียงพอที่จะบอกได้ไหมว่าอาการปวด ชา ร้อน ฝ่าเท้า เกิดจาก Tarlov cyst?
A: การตรวจ MRI อย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ การตรวจเพิ่มเติม เช่น EMG/NCS ร่วมกับการประเมินโดยแพทย์ จะช่วยให้วินิจฉัยได้ชัดเจนขึ้น


