ปวดหลังร้าวลงขา…ใช่หมอนรองกระดูกทับเส้นหรือเปล่า?
หลายคนอาจเคยมีอาการปวดหลังแล้วร้าวลงขา บางครั้งปวดเหมือนไฟช็อต บางครั้งปวดตื้อ ๆ แค่ยืน เดิน หรือนั่งนาน ๆ ก็ทำให้อาการกำเริบขึ้น จนสงสัยว่า “นี่เรากำลังเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นหรือเปล่า?”
กรณีตัวอย่าง
คุณสมชาย อายุ 45 ปี ทำงานออฟฟิศ นั่งหน้าคอมวันละเกือบ 8 ชั่วโมง เริ่มมีอาการปวดหลังเรื้อรังอยู่หลายเดือน วันหนึ่งตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกเจ็บร้าวลงขาซ้ายตั้งแต่สะโพกถึงน่อง เดินไกล ๆ ไม่ไหว ต้องหยุดพักเป็นระยะ ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบากมาก
หมอนรองกระดูกทับเส้นคืออะไร
กระดูกสันหลังของเราประกอบด้วยกระดูกแต่ละข้อซ้อนกันเหมือนก้อนอิฐ มี “หมอนรองกระดูก” คั่นอยู่ระหว่างข้อ ทำหน้าที่เหมือนโช้กรถยนต์คอยรับแรงกระแทก แต่ถ้าเจลลี่ตรงกลางหมอนรองกระดูกปลิ้นหรือแตกออกมากดทับเส้นประสาท จะเกิดอาการ “หมอนรองกระดูกทับเส้น” ทำให้ปวดหลังร้าวลงขา
สาเหตุและการเกิดโรค
-
การเสื่อมตามอายุ ทำให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่น
-
การนั่งนาน ยกของหนัก หรือก้มผิดท่า จนหมอนรองกระดูกสึกหรอเร็วขึ้น
-
อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บเฉียบพลัน
อาการที่พบบ่อย
-
ปวดหลังร้าวลงขา คล้ายไฟช็อต
-
ชาหรือเสียวแปลบตามขา
-
เดินแล้วรู้สึกขาไม่มีแรง
-
หากรุนแรงมาก อาจควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตราย ต้องรีบพบแพทย์ทันที
ใครบ้างที่เสี่ยง
-
คนทำงานนั่งนาน ๆ โดยไม่ขยับ
-
ผู้ที่ยกของหนักหรือก้มหลังบ่อย
-
คนอ้วน น้ำหนักเกิน
-
ผู้สูงอายุที่หมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมตามวัย
การตรวจวินิจฉัย
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายเพื่อดูการทำงานของเส้นประสาท เช่น การยกขาตรง หากมีอาการปวดร้าวลงขาอาจบ่งบอกถึงการกดทับเส้น จากนั้นอาจส่งตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
-
เอกซเรย์ เห็นโครงสร้างกระดูกสันหลัง
-
อัลตราซาวด์ ใช้ดูการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบ ๆ
-
เอ็มอาร์ไอ (เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) เห็นหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทชัดเจนที่สุด ถือเป็นมาตรฐานสำคัญในการยืนยันโรค
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด หากปฏิบัติตามแนวทางดังนี้
-
ปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการนั่งนาน ยกของหนัก เปลี่ยนท่านั่งให้หลังตรง
-
ใช้ยา เช่น ยาลดการอักเสบ แก้ปวด ภายใต้การดูแลของแพทย์
-
กายภาพบำบัด เช่น ยืดกล้ามเนื้อ เสริมความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว
-
การฉีดยาลดอักเสบแบบระบุตำแหน่งด้วยอัลตราซาวด์ ช่วยลดการกดทับและอาการปวดเฉพาะจุด
-
ติดตามผล หากอาการดีขึ้นจะยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด
-
ปวดรุนแรงมากจนใช้ชีวิตไม่ได้
-
มีอาการขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
-
ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ในกรณีเหล่านี้ การผ่าตัดอาจจำเป็นเพื่อป้องกันความพิการถาวร
พยากรณ์โรค
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่รักษาตามขั้นตอนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ หากยังมีพฤติกรรมเดิม ๆ เช่น นั่งนาน ยกของหนัก หรือไม่ออกกำลังกาย
ภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง
-
กล้ามเนื้ออ่อนแรงถาวร
-
ชาเรื้อรัง
-
ปัญหาควบคุมการขับถ่าย
การดูแลตัวเองเบื้องต้น
-
หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนนานเกิน 1 ชั่วโมง
-
ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังและขาเป็นประจำ
-
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
-
เลือกที่นอนแข็งพอเหมาะ ไม่ยวบเกินไป
-
หากปวดมากขึ้นหรือมีอาการชา ควรรีบพบแพทย์
สรุป
อาการปวดหลังร้าวลงขาเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้น ซึ่งการรักษาในระยะแรกมักไม่ต้องผ่าตัด หากรู้ทัน ปรับพฤติกรรม และดูแลตนเองอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ชีวิตกลับมาใกล้เคียงปกติได้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลัง #กายภาพบำบัด #ฉีดยาลดอักเสบ
คำถามที่พบบ่อย
Q: ปวดหลังแล้วร้าวลงขาแบบนี้ เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแน่ๆ ใช่ไหมคะ?
A: อาการปวดหลังร้าวลงขาอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ แต่ก็อาจมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้เช่นกัน
Q: ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ต้องผ่าตัดเลยไหมคะ?
A: ในหลายกรณี ผู้ป่วยสามารถดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากปฏิบัติตามแนวทางการรักษาที่แพทย์แนะนำ
Q: มีวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อไม่ให้อาการปวดหลังร้าวลงขากำเริบไหมคะ?
A: การปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งนาน ยกของหนักผิดท่า และการออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว อาจช่วยได้
Q: อาการปวดแบบไหนที่ต้องรีบไปหาหมอทันทีคะ?
A: หากมีอาการปวดรุนแรงมากจนใช้ชีวิตประจำวันลำบาก ขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้น หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรพบแพทย์ทันที
Q: หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรักษาหายขาดไหมคะ?
A: ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติหลังการรักษา แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง


