ปวดสะโพก–ก้นกบ เดินแล้วเจ็บ นั่งลุกก็ปวด ทั้งที่ไม่ได้ล้มแรง… ระวัง “กระดูกเชิงกรานร้าวจากความเปราะบาง”
Pelvic Insufficiency Fracture — กระดูกเชิงกรานร้าวจากความเปราะบาง โรคเงียบที่เจอบ่อยในผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป
อาการปวดสะโพก–ก้นกบ–ขาหนีบที่เป็นเรื้อรัง เดินเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ไม่ได้ล้มแรง หรือบางครั้งปวดจนแทบลงน้ำหนักไม่ได้ อาจไม่ใช่ปัญหากล้ามเนื้อหรือหมอนรองกระดูกเสื่อมอย่างเดียว แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า “Pelvic Insufficiency Fracture” หรือ “กระดูกเชิงกรานร้าวจากความเปราะบาง” ซึ่งพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน
แม้ชื่อจะดูน่ากังวล แต่ข่าวดีคือ รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดในส่วนใหญ่ของผู้ป่วย หากตรวจเจอตั้งแต่แรกและวางแผนฟื้นตัวอย่างถูกต้อง
บทความนี้เขียนให้เข้าใจง่าย ครอบคลุมตั้งแต่สาเหตุ อาการ การตรวจ ไปจนถึงวิธีรักษาและดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน
ภาวะ Pelvic Insufficiency Fracture คืออะไร?
เป็น “รอยร้าวของกระดูกเชิงกราน” ที่เกิดขึ้นจาก แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีการล้มเลย เนื่องจากกระดูกอ่อนแรงจากภาวะกระดูกพรุน โดยตำแหน่งที่พบมากที่สุดคือ
-
กระดูกก้นกบส่วนบน (Sacrum)
-
กระดูกหัวหน่าว (Pubic rami)
-
กระดูกเชิงกรานด้านข้าง
ต่างจาก “กระดูกหักจากอุบัติเหตุ” ซึ่งต้องล้มแรงหรือเกิดอุบัติเหตุชัดเจน ภาวะนี้เป็นเหมือน “กระดูกล้าและร้าวจากภายใน” เพราะรับน้ำหนักไม่ไหว
ทำไมผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนถึงมีความเสี่ยงมาก?
หลังอายุ 50 ปี ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มวลกระดูกลดลงตามไปด้วย เมื่อรวมกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น
-
กระดูกพรุนที่ยังไม่เคยตรวจมาก่อน
-
ขาดวิตามินดี
-
น้ำหนักตัวน้อย หรือภาวะโภชนาการไม่เหมาะสม
-
ได้รับสเตียรอยด์นาน
-
โรคเรื้อรัง เช่น ไทรอยด์ เบาหวาน ไตเรื้อรัง
จึงทำให้กระดูกเชิงกรานซึ่งรองรับน้ำหนักช่วงยืน–เดิน เกิดรอยร้าวได้ง่ายขึ้น
อาการที่พบบ่อย
-
ปวดสะโพก ก้นกบ หรือขาหนีบข้างใดข้างหนึ่ง
-
ปวดมากขึ้นเมื่อเดิน ยืน หรือออกแรงเล็กน้อย
-
เจ็บตอนพลิกตัว หรือลุกจากเก้าอี้
-
เดินได้น้อยลง เดินนานแล้วปวดร้าวลงขา
-
บางรายปวดมากจนลงน้ำหนักไม่ได้
อาการคล้ายหมอนรองกระดูกทับเส้น ทำให้หลายคนวินิจฉัยผิดจนรักษาช้า
การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด
MRI คือมาตรฐานทองคำ เพราะเห็นรอยร้าวและการบวมภายในกระดูก (bone marrow edema) ชัดเจน แม้ X-ray ปกติในระยะแรก
การตรวจเพิ่มเติมอาจรวมถึง:
-
X-ray เชิงกราน (เพื่อดูโครงสร้างและความมั่นคง)
-
DEXA Scan เพื่อประเมินภาวะกระดูกพรุน
-
ตรวจเลือดดูระดับแคลเซียม–วิตามินดี
แนวทางการรักษา — ส่วนใหญ่ “ไม่ต้องผ่าตัด”
✔ 1) พักการลงน้ำหนักบางส่วน (Partial Weight Bearing)
-
ใช้ walker หรือไม้ค้ำ
-
งดเดินไกล ยืนค้างนาน
-
ให้กระดูกฟื้นตัวโดยไม่รับแรงเกิน
✔ 2) ยาบรรเทาปวดแบบปลอดภัย
-
ใช้พาราเซตามอลเป็นหลัก
-
NSAIDs ใช้เฉพาะในรายจำเป็นและไม่มีข้อห้าม
✔ 3) กายภาพบำบัดเฉพาะทาง
-
ฝึกกล้ามเนื้อสะโพก–แกนกลาง
-
ฝึกการทรงตัวและการลงน้ำหนักที่ถูกต้อง
-
ลดโอกาสล้มซ้ำและเร่งการฟื้นตัว
✔ 4) รักษาภาวะกระดูกพรุนร่วมกัน (สำคัญที่สุด)
-
วิตามินดี + แคลเซียม
-
ยากลุ่มเพิ่มมวลกระดูก เช่น Bisphosphonate, Denosumab, Teriparatide
-
ปรับโภชนาการ นอนหลับให้พอ ออกกำลังกายแบบเหมาะสม
✔ 5) การฉีดซีเมนต์กระดูก Sacroplasty (เฉพาะราย)
เป็นหัตถการแผลเล็กที่ฉีดซีเมนต์เข้า sacrum เพื่อเสริมความแข็งแรง
ใช้ในผู้ที่:
-
ปวดมากจนเดินไม่ได้
-
ร้าวหลายตำแหน่ง
-
ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์
ให้ผลดีมาก ช่วยลุกเดินได้ภายในไม่กี่วัน
การฟื้นตัวใช้เวลานานแค่ไหน?
-
ส่วนใหญ่ดีขึ้นชัดเจนใน 6–8 สัปดาห์
-
กระดูกฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 10–12 สัปดาห์
-
หากมีหลายรอยร้าว อาจใช้เวลานานขึ้น
การทำกายภาพและรักษากระดูกพรุนควบคู่กัน ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นมากและลดโอกาสร้าวซ้ำ
ต้องระวังสัญญาณอันตรายอะไรบ้าง?
-
ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้พักแล้ว
-
ปวดร้าวลงขามาก (ต้องแยกโรคทับเส้นประสาท)
-
เดินไม่ได้หรือล้มซ้ำ
-
มีไข้ บวมแดง (สงสัยติดเชื้อ)
ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้
บทสรุป
Pelvic Insufficiency Fracture คือรอยร้าวของกระดูกเชิงกรานที่เกิดจากความเปราะบางของกระดูก พบมากในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน
ไม่ใช่โรคร้ายแรงและไม่จำเป็นต้องผ่าตัดในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ต้องตรวจให้ชัดด้วย MRI และรักษาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการรักษาโรคกระดูกพรุนร่วมกับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
หากตรวจพบเร็วและดูแลถูกต้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมาเดินและทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติภายในไม่กี่เดือนครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#PelvicInsufficiencyFracture #กระดูกเชิงกรานร้าว #กระดูกพรุน #หมอเก่ง #ปวดสะโพก #เดินเจ็บ #ผู้สูงอายุ
คำถามที่พบบ่อย
Q: หนูไม่ได้ล้มแรงเลย ทำไมถึงปวดสะโพกกับก้นกบมาก เดินก็เจ็บ นั่งลุกก็ปวดคะ?
A: อาการปวดดังกล่าวอาจเกิดจากภาวะกระดูกเชิงกรานร้าวจากความเปราะบาง ซึ่งพบได้ในผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไปที่กระดูกอ่อนแรงจากภาวะกระดูกพรุน แม้จะไม่มีการล้มแรงก็ตาม
Q: ถ้าเป็นโรคนี้ต้องผ่าตัดไหมคะ?
A: ในส่วนใหญ่ของผู้ป่วยสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการวินิจฉัยและวางแผนการฟื้นฟูที่ถูกต้อง
Q: MRI จำเป็นต้องทำไหมคะ X-ray ก็เห็นแล้ว?
A: MRI เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยภาวะนี้ เพราะสามารถเห็นรอยร้าวและการบวมภายในกระดูกได้ชัดเจน แม้ว่า X-ray ในระยะแรกอาจจะยังไม่พบความผิดปกติก็ตาม
Q: ต้องพักเดินนานแค่ไหนคะ?
A: การพักการลงน้ำหนักบางส่วนโดยใช้ไม้ค้ำหรือวอล์คเกอร์ และงดการเดินไกลหรือยืนนาน จะช่วยให้กระดูกได้ฟื้นตัวอย่างเหมาะสม
Q: มีวิธีป้องกันไม่ให้เป็นอีกไหมคะ?
A: การรักษาภาวะกระดูกพรุนร่วมด้วย เช่น การทานวิตามินดี แคลเซียม และยาเพิ่มมวลกระดูก รวมถึงการปรับโภชนาการและการออกกำลังกายที่เหมาะสม อาจช่วยลดความเสี่ยงได้

