บิดผ้าเปียกหมาดๆ เสียวแปลบที่ข้อศอกด้านนอกจนต้องปล่อยมือ
ยกกระทะ เปิดฝาขวดน้ำ จับมือทักทายคน ก็เจ็บ
ทั้งที่ข้อศอกไม่ได้บวม ไม่ได้แดง มองเผินๆ เหมือนปกติทุกอย่าง
คุณมาลี อายุ 44 ปี แม่ค้าขายผักในตลาดเช้า เริ่มจากเจ็บนิดเดียวเวลาหยิบของ คิดว่าพักแล้วเดี๋ยวก็หาย
สองเดือนผ่านไป ยกตะกร้าผักไม่ไหว กำมือแน่นๆ ก็ทำไม่ได้ บางคืนปวดจนสะดุ้งตื่น
ทายาเอง กินยาเอง อาการดีขึ้นแค่ชั่วคราว แล้วก็กลับมาเจ็บที่เดิมอีก
อาการแบบนี้มีชื่อเรียก มีสาเหตุที่อธิบายได้ชัดเจน และมีทางรักษาที่ได้ผลจริง บทความนี้จะเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงเป็น และต้องทำอย่างไรอาการจึงจะหายอย่างยั่งยืน
ปวดข้อศอกด้านนอกเรื้อรัง หลายคนหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ถ้าเริ่มต้นรักษาให้ถูกทาง
มีคนจำนวนมากที่ปวดข้อศอกด้านนอกมาเป็นเดือน แต่ยังคิดว่าเป็นแค่อาการเมื่อยกล้ามเนื้อธรรมดา จึงพยายามนวด ทายา กินยาแก้ปวดไปเรื่อยๆ พออาการดีขึ้นนิดหน่อยก็กลับไปใช้งานหนักเหมือนเดิม สุดท้ายอาการก็วนกลับมา และมักเป็นนานขึ้นกว่าเดิม
ความจริงคือ อาการปวดข้อศอกด้านนอกที่เป็นเรื้อรังแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องของกล้ามเนื้อล้าธรรมดา แต่เป็นปัญหาที่ "จุดเกาะของเส้นเอ็น" บริเวณปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอก ซึ่งมีชื่อทางการแพทย์ว่า ภาวะเอ็นข้อศอกด้านนอกเสื่อม หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ "ข้อศอกเทนนิส" (Tennis Elbow)
เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ อาการนี้รักษาให้ดีขึ้นได้ และส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด แต่กุญแจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจว่ามันเกิดจากอะไร แล้วเลือกวิธีดูแลให้ตรงกับต้นเหตุ ไม่ใช่แค่กดอาการปวดไว้ชั่วคราว
อธิบายง่ายๆ ว่าข้อศอกเทนนิสเกิดขึ้นได้อย่างไร
ลองนึกภาพเส้นเอ็นที่ยึดกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างเข้ากับปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอก เปรียบเหมือน "เชือกที่ผูกยึดเสากับพื้น" ทุกครั้งที่เรากระดกข้อมือขึ้น กำมือ หรือบิดหมุนแขน เชือกเส้นนี้จะถูกดึงทำงานตลอดเวลา
คำถามแรกคือ ทำไมถึงเกิด คำตอบคือ เมื่อเราใช้งานข้อมือและแขนซ้ำๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะท่ากระดกข้อมือและกำมือพร้อมออกแรง เช่น บิดผ้า ยกของ ถือตะกร้า ใช้เมาส์คอมพิวเตอร์นานๆ เชือกเส้นนี้จะถูกดึงรั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ ในเนื้อเอ็นทีละนิด
คำถามที่สองคือ แล้วมันแย่ลงทีละขั้นอย่างไร จุดที่น่าสนใจคือ บริเวณจุดเกาะของเส้นเอ็นนี้มีเลือดไปเลี้ยงค่อนข้างน้อยอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เมื่อมีรอยฉีกเล็กๆ เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่ร่างกายจะซ่อมทัน เนื้อเอ็นจึงซ่อมตัวเองได้ไม่สมบูรณ์ แทนที่จะกลายเป็นเอ็นแข็งแรงเหมือนเดิม กลับกลายเป็นเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ เส้นใยเรียงตัวยุ่งเหยิง มีเส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่องอกผิดปกติแทรกเข้ามา ภาษาแพทย์เรียกภาวะนี้ว่าการเสื่อมของเอ็น ไม่ใช่การอักเสบแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันคือเหตุผลที่ว่า ทำไมยาแก้อักเสบหรือการนวดถึงช่วยได้แค่ระยะสั้น ในเมื่อต้นเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การอักเสบ แต่เป็น "การซ่อมแซมที่ล้มเหลว" ของเส้นเอ็น การรักษาที่ได้ผลจริงจึงต้องช่วยให้เส้นเอ็นกลับมาแข็งแรงและซ่อมตัวได้ ไม่ใช่แค่ดับอาการปวด
คำถามสุดท้ายคือ ทำไมอาการจึงเป็นแบบที่เล่ามา เพราะเส้นเอ็นที่เสื่อมตรงจุดเกาะนี้ทำหน้าที่กระดกข้อมือและช่วยในการกำมือ เวลาเราออกแรงท่าเหล่านี้ จึงไปดึงจุดที่บาดเจ็บโดยตรง อาการปวดจึงเด่นชัดเวลายกของ บิดของ จับมือ หรือเปิดฝาขวด มากกว่าตอนอยู่เฉยๆ
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคนี้
ภาวะเอ็นข้อศอกด้านนอกเสื่อม หรือข้อศอกเทนนิส เกิดจากการใช้งานเส้นเอ็นที่จุดเกาะบริเวณปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอกซ้ำๆ จนเกิดการบาดเจ็บสะสมและเสื่อมสภาพ
แม้จะมีชื่อว่า "ข้อศอกเทนนิส" แต่ความจริงแล้วคนที่เป็นส่วนใหญ่ไม่ได้เล่นเทนนิส คนที่พบบ่อยกลับเป็นคนที่ใช้งานข้อมือและแขนเป็นประจำ เช่น แม่บ้าน แม่ค้า ช่าง คนทำงานออฟฟิศที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ
อาการที่พบบ่อยได้แก่ ปวดบริเวณข้อศอกด้านนอก อาการปวดมักเป็นมากขึ้นเวลากระดกข้อมือ กำมือ ยกของ บิดของ หรือจับมือ บางคนรู้สึกแรงมือลดลง ถือของแล้วหลุดมือง่าย และอาจกดเจ็บได้ชัดบริเวณปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอก
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้
[1] คนที่ใช้งานข้อมือและแขนซ้ำๆ เป็นประจำ เช่น บิด ยก จับ กำ หมุน ทั้งในงานบ้านและงานอาชีพ
[2] ช่วงอายุประมาณ 35 ถึง 55 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เส้นเอ็นเริ่มเสื่อมตามธรรมชาติและยังใช้งานหนัก
[3] คนที่ทำงานออฟฟิศใช้คอมพิวเตอร์และเมาส์เป็นเวลานานต่อเนื่อง
[4] คนที่เพิ่งเริ่มกิจกรรมหรืองานที่ต้องใช้แรงข้อมือมากกว่าปกติแบบทันที โดยไม่ได้ค่อยๆ ปรับ
[5] คนที่เคยมีอาการแล้วกลับไปใช้งานหนักก่อนที่เส้นเอ็นจะฟื้นตัวเต็มที่
แพทย์วินิจฉัยโรคนี้อย่างไร
การวินิจฉัยข้อศอกเทนนิสส่วนใหญ่อาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยทำตามลำดับดังนี้
[1] ซักประวัติ สอบถามลักษณะอาการปวด ตำแหน่ง ระยะเวลา และกิจกรรมที่ทำให้ปวดมากขึ้น
[2] ตรวจร่างกาย แพทย์จะกดบริเวณปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอกเพื่อหาจุดกดเจ็บ และให้ทดสอบท่าทางเฉพาะ เช่น เกร็งกระดกข้อมือต้านแรง ซึ่งถ้าเป็นโรคนี้มักจะปวดบริเวณข้อศอกด้านนอกชัดเจน
[3] อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นสภาพเส้นเอ็นได้แบบเรียลไทม์ ดูได้ว่าเส้นเอ็นเสื่อม มีรอยฉีก หรือมีหินปูนสะสมหรือไม่ และยังใช้นำทางเวลาฉีดยาให้ตรงตำแหน่งได้
[4] เอกซเรย์ (X-ray) มักใช้เมื่อต้องการแยกโรคอื่นของข้อศอก เช่น ข้อเสื่อมหรือหินปูน
[5] เอ็มอาร์ไอ (MRI) จะพิจารณาในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้น สงสัยพยาธิสภาพอื่นร่วมด้วย หรือกำลังวางแผนผ่าตัด
แนวทางการรักษา จากเบาไปหนัก
หัวใจของการรักษาข้อศอกเทนนิส คือการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ เพื่อให้เส้นเอ็นได้ฟื้นตัว เป้าหมายไม่ใช่แค่หายปวด แต่เพื่อให้กลับไปทำสิ่งที่รักและดูแลคนที่ห่วงใยได้เหมือนเดิม โดยทั่วไปแพทย์จะเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน
[1] ปรับการใช้งานและพักเส้นเอ็น ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด ไม่ใช่หยุดใช้แขนทั้งหมด แต่หลีกเลี่ยงท่าที่กระตุ้นอาการ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด
[2] ประคบและใช้ยาบรรเทาปวด ช่วยลดอาการในช่วงแรก ทั้งยาทาและยารับประทาน เพื่อให้พอใช้ชีวิตประจำวันได้ระหว่างที่เส้นเอ็นค่อยๆ ฟื้น
[3] กายภาพบำบัดและการออกกำลังกายเฉพาะ โดยเฉพาะการบริหารกล้ามเนื้อแขนแบบค่อยๆ เพิ่มแรง เป็นวิธีที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าได้ผลดีในระยะกลางถึงยาว และช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
[4] การใส่อุปกรณ์พยุง เช่น สายรัดบริเวณแขนท่อนล่างหรือเฝือกอ่อนพยุงข้อมือ เพื่อลดแรงดึงที่จุดเกาะเส้นเอ็นระหว่างใช้งาน
[5] การฉีดยาเฉพาะจุด มีหลายชนิด การฉีดยาสเตียรอยด์ช่วยลดปวดได้ดีในระยะสั้น แต่มีงานวิจัยพบว่ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงและผลระยะยาวอาจไม่ดีเท่าการทำกายภาพบำบัด ส่วนการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นจากเลือดตัวเอง (Platelet-Rich Plasma) เป็นอีกทางเลือกที่บางการศึกษาพบว่าให้ผลระยะยาวดี การฉีดควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และการใช้อัลตราซาวด์นำทางช่วยให้ฉีดได้ตรงตำแหน่งและเห็นเข็มได้ตลอดเวลา
สำหรับคนส่วนใหญ่ การดูแลด้วยวิธีไม่ผ่าตัดเหล่านี้ได้ผลดี การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะรายที่รักษาด้วยวิธีต่างๆ อย่างเต็มที่แล้วนานพอสมควร แต่อาการยังรบกวนชีวิตประจำวันมาก
โรคนี้หายได้ไหม ใช้เวลานานแค่ไหน
ข่าวดีคือ ข้อศอกเทนนิสมีพยากรณ์โรคที่ดี ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นได้เองด้วยการดูแลแบบไม่ผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม โรคนี้ต้องใช้ความอดทน เพราะเส้นเอ็นที่เสื่อมต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว หลายรายอาจใช้เวลาเป็นเดือนถึงเป็นปีกว่าอาการจะดีขึ้นชัดเจน สิ่งที่ทำให้หลายคนท้อคือความคาดหวังว่าจะหายเร็ว แล้วเลิกดูแลกลางคัน
จุดที่ต้องระวังคือเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะถ้ากลับไปใช้งานหนักเร็วเกินไป หรือดูแลไม่ต่อเนื่อง การทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอและการปรับวิธีใช้งานจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร
ในหลายราย อาการอาจค่อยๆ ดีขึ้นได้เองเมื่อลดการใช้งาน แต่ถ้ายังใช้งานหนักต่อเนื่องโดยไม่ดูแล อาการปวดอาจเรื้อรังและรบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้น
เมื่อปวดเรื้อรัง บางคนจะค่อยๆ ใช้แขนข้างนั้นน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ทำให้กล้ามเนื้อแขนอ่อนแรงลง และแรงกำมือลดลงตามมา
นี่เป็นเหตุผลที่การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้เหมาะสม และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วขึ้น
วิธีป้องกันไม่ให้เป็นหรือกลับมาเป็นซ้ำ
[1] อุ่นเครื่องและยืดกล้ามเนื้อแขนก่อนทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงข้อมือมาก
[2] จัดท่าทางการทำงานให้เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์ ปรับความสูงโต๊ะและที่วางแขน
[3] หลีกเลี่ยงการกระดกข้อมือและกำมือออกแรงซ้ำๆ ต่อเนื่องนานเกินไป ควรมีช่วงพักเป็นระยะ
[4] ค่อยๆ เพิ่มความหนักของกิจกรรมใหม่ทีละน้อย ไม่หักโหมทันที
[5] บริหารกล้ามเนื้อแขนให้แข็งแรงสม่ำเสมอ เพื่อให้เส้นเอ็นทนต่อการใช้งานได้ดีขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
ถาม ต้องผ่าตัดไหม ตอบ คนส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะรายที่รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วนานพอสมควร แต่อาการยังรบกวนชีวิตมาก
ถาม ทำไมกินยาแก้ปวดแล้วดีขึ้นแค่ชั่วคราว ตอบ เพราะต้นเหตุของโรคนี้คือการเสื่อมของเส้นเอ็น ไม่ใช่การอักเสบล้วนๆ ยาจึงช่วยลดปวดได้ แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ การรักษาที่ได้ผลจริงต้องช่วยให้เส้นเอ็นฟื้นตัวด้วย
ถาม ปวดข้อศอกด้านนอกแบบนี้ ต้องหยุดทำงานเลยไหม ตอบ ไม่จำเป็นต้องหยุดทั้งหมด แต่ควรปรับลดท่าที่กระตุ้นอาการ และให้เส้นเอ็นได้พักเป็นระยะ การหยุดใช้ทั้งหมดนานเกินไปก็ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
ถาม การฉีดยาจำเป็นทุกคนไหม ตอบ ไม่จำเป็น ขึ้นกับความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับแต่ละคน
ถาม อาการนี้กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม ตอบ ได้ โดยเฉพาะถ้ากลับไปใช้งานหนักเร็วเกินไป การดูแลต่อเนื่องและบริหารกล้ามเนื้อสม่ำเสมอจะช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
สรุปสิ่งที่ควรจำ
[1] ปวดข้อศอกด้านนอกเรื้อรัง มักเกิดจากการเสื่อมของจุดเกาะเส้นเอ็น ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อล้า
[2] ต้นเหตุคือการซ่อมแซมเส้นเอ็นที่ล้มเหลว ไม่ใช่การอักเสบล้วนๆ การรักษาจึงต้องช่วยให้เอ็นฟื้น ไม่ใช่แค่ดับปวด
[3] คนส่วนใหญ่หายได้ด้วยวิธีไม่ผ่าตัด แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและเวลา
[4] การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ช่วยให้เลือกวิธีรักษาได้ตรงและกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น
[5] คุณไม่ได้เผชิญอาการนี้อยู่คนเดียว และการดูแลตัวเองให้แข็งแรงในวันนี้ คือการดูแลคนที่คุณรักให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีไปด้วยกัน
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
#ข้อศอกเทนนิส #ปวดข้อศอก #ปวดข้อศอกด้านนอก #เอ็นข้อศอกอักเสบ #ปวดแขน #ออฟฟิศซินโดรม #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #อัลตราซาวด์รักษาปวด #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #TennisElbow #LateralEpicondylitis #ElbowPain #PRP
คำถามที่พบบ่อย
Q: ปวดข้อศอกด้านนอกแบบนี้ต้องผ่าตัดไหมคะ?
A: ในหลายกรณี อาการปวดข้อศอกด้านนอกเรื้อรังสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัดค่ะ
Q: ทำไมทายาแล้วก็หายปวดแค่แป๊บเดียวคะ?
A: เนื่องจากต้นเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การอักเสบ แต่เป็นการซ่อมแซมเส้นเอ็นที่ล้มเหลว ยาจึงอาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้เพียงชั่วคราวค่ะ
Q: แล้วต้องทำยังไงให้อาการหายขาดคะ?
A: การรักษาที่ได้ผลจริงมักจะมุ่งเน้นไปที่การช่วยให้เส้นเอ็นกลับมาแข็งแรงและซ่อมแซมตัวเองได้ค่ะ
Q: อาการปวดข้อศอกด้านนอกนี่เป็นเพราะอะไรคะ?
A: ส่วนใหญ่มักเกิดจากจุดเกาะของเส้นเอ็นบริเวณข้อศอกด้านนอกเกิดการเสื่อมสภาพจากการใช้งานซ้ำๆ เป็นเวลานานค่ะ
Q: ถ้าไม่รักษาจะมีอันตรายไหมคะ?
A: อาการอาจแย่ลงและเป็นนานขึ้นกว่าเดิมได้ค่ะ

