ปวดแค่หยิบแก้วกาแฟ บิดฝาขวด หรือจับประตู แล้วปวดวาบที่ข้อศอกด้านนอกจนต้องวางของลงทันที

คนที่ไม่เคยตีเทนนิสสักครั้งในชีวิต ก็เป็น "Tennis Elbow" ได้ — และพบบ่อยกว่านักเทนนิสจริง ๆ

――――――――――――――――――――――――

ทำไมคนทำงานออฟฟิศถึงปวดข้อศอกเหมือนนักตีเทนนิส ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยจับไม้เลย

――――――――――――――――――――――――

คนไทยส่วนใหญ่ที่มาพบหมอด้วยอาการ "Tennis Elbow" ไม่เคยตีเทนนิสเลยสักครั้ง

นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นข้อเท็จจริงที่หมอออร์โธพบทุกวัน พนักงานออฟฟิศที่พิมพ์คอมพิวเตอร์ แม่บ้านที่ซักผ้าและถูบ้าน นักดนตรี ช่างไม้ หรือแม้แต่นักกอล์ฟ ล้วนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่า ๆ กัน — เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ไม้เทนนิส แต่อยู่ที่ "การใช้มือและแขนซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง" โดยไม่ให้เนื้อเยื่อได้พัก

คนไข้รายหนึ่ง ผู้หญิงอายุ 42 ปี ทำงานออฟฟิศมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน บอกว่าอาการเริ่มต้นจากความรู้สึกเมื่อยเล็กน้อยที่ปลายแขนขวา ชีวิตก่อนหน้านั้นปกติทุกอย่าง — ชงกาแฟตอนเช้า หยิบถุงตลาด เปิดประตู ล้วนทำได้โดยไม่ต้องคิด

จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจากโต๊ะ แล้วปวดวาบที่ข้อศอกด้านขวาจนเกือบทำของหล่น เธอทนมาห้าเดือน คิดว่า "คงเมื่อยเอง พักสักพักก็หาย" แต่อาการไม่ดีขึ้น กลับแย่ลงเรื่อย ๆ จนวันที่บิดฝาขวดน้ำไม่ไหว เธอถึงตัดสินใจมาพบหมอ — และหลายคนก็เริ่มต้นแบบเดียวกัน

หลายคนยังคิดว่าโรคนี้ต้องมาจากการตีเทนนิส หรือเกิดจากการอักเสบที่ต้องรักษาด้วยยาแก้อักเสบ ทั้งสองอย่างเป็นความเข้าใจที่ไม่ค่อยถูกต้อง

ความจริงคือ Tennis Elbow เกิดจากการบาดเจ็บสะสมของเส้นเอ็นที่เชื่อมกล้ามเนื้อข้อมือเข้ากับปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอก ลองนึกภาพเชือกเส้นเล็ก ๆ ที่ถูกดึงซ้ำวันแล้ววันเล่า จนเส้นใยภายในเริ่มขาดทีละเส้น ร่างกายพยายามซ่อมแซม แต่ถ้าดึงไม่หยุด การซ่อมตามไม่ทัน เส้นใยเอ็นก็เริ่มเสื่อมสภาพ

นี่คือเหตุผลที่การกินยาแก้อักเสบเพียงอย่างเดียวมักได้ผลชั่วคราว เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การอักเสบ แต่เป็นการเสื่อมของเนื้อเยื่อ ซึ่งต้องการการฟื้นฟูจากด้านใน ไม่ใช่แค่การกดอาการ

Tennis Elbow หรือภาวะเอ็นข้อศอกด้านนอกเสื่อม คือการบาดเจ็บสะสมของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่เกาะอยู่ที่ปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก โดยพบบ่อยในวัย 35–54 ปี ไม่ว่าจะมีอาชีพหรือกิจกรรมแบบใด

อาการที่พบบ่อย: • ปวดที่ข้อศอกด้านนอก อาจร้าวลงมาถึงปลายแขน • ปวดมากขึ้นเมื่อหยิบจับของ บิดฝาขวด หรือเหยียดข้อมือขึ้น • ยกแก้วน้ำหรือถือถุงก็ปวดได้ • มือรู้สึกอ่อนแรงเวลาหยิบของเบา ๆ • อาการมักเริ่มเบา แล้วค่อย ๆ แย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป

กลุ่มที่เสี่ยงเป็น Tennis Elbow สูงกว่าคนทั่วไป:

• อายุ 35–54 ปี — เนื้อเยื่อเอ็นฟื้นตัวช้าลงตามอายุ ทำให้สะสมความเสียหายได้ง่ายขึ้น • ทำงานที่ต้องใช้ข้อมือและแขนซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง — พนักงานออฟฟิศ ช่างไม้ ช่างทำผม นักดนตรี พ่อครัว • น้ำหนักเกิน — เพิ่มภาระให้เส้นเอ็นและข้อต่อโดยรวม • สูบบุหรี่ — ลดการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงเส้นเอ็น ทำให้ฟื้นตัวช้า • เล่นกีฬาที่ใช้แขนหนักโดยไม่มีการวอร์มอัพหรือเทคนิคที่ถูกต้อง

การวินิจฉัย Tennis Elbow ส่วนใหญ่ทำได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยหมอจะถามถึงลักษณะอาการ ตำแหน่งที่ปวด ระยะเวลาที่มีอาการ และกิจกรรมหรืออาชีพที่ทำ จากนั้นจะกดบริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอกและทดสอบการเหยียดข้อมือขณะต้านแรง ถ้าปวดที่จุดเดิม — มักวินิจฉัยได้ชัดโดยไม่ต้องเอกซเรย์

อัลตราซาวด์ช่วยดูความผิดปกติของเส้นเอ็นแบบ real-time โดยไม่ต้องฉีดสี และทำได้ที่คลินิก เหมาะสำหรับยืนยันการวินิจฉัยหรือนำทางการฉีดยาให้แม่นยำขึ้น

เอกซเรย์และ MRI จะสั่งเฉพาะกรณีที่อาการไม่ตรงกับ Tennis Elbow ทั่วไป หรือสงสัยว่ามีเส้นเอ็นฉีกขาดหรือมีโรคอื่นแฝงอยู่

การรักษา Tennis Elbow เริ่มจากวิธีที่อนุรักษ์นิยมที่สุดก่อนเสมอ เพราะมากกว่า 9 ใน 10 คน อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

ขั้นแรก — ปรับพฤติกรรมและลดการกระตุ้น: หยุดหรือลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดอาการ ใส่สายรัดข้อศอก (counterforce brace) ที่วางไว้ใต้ปุ่มกระดูกเล็กน้อย ประคบเย็น และใช้ยาแก้ปวดเมื่อจำเป็น

กายภาพบำบัด คือหัวใจของการรักษาระยะยาว โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบ "eccentric" ที่ฝึกให้เส้นเอ็นแข็งแรงขึ้นจากด้านใน หลักฐานทางการแพทย์ชัดเจนว่ากายภาพบำบัดให้ผลยั่งยืนกว่าการฉีดยาในระยะ 12 เดือน

การฉีดยาสเตียรอยด์ ช่วยลดปวดได้เร็วในระยะสั้น 1–6 สัปดาห์ แต่หลักฐานพบว่าในระยะ 6–12 เดือน ผลด้อยกว่ากายภาพบำบัดอย่างชัดเจน และการฉีดซ้ำหลายครั้งอาจทำให้เส้นเอ็นเสื่อมเพิ่ม

การฉีด PRP (เกล็ดเลือดเข้มข้น) เป็นอีกทางเลือกที่ผลระยะยาว 6–12 เดือนน่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น PRP ส่งสัญญาณการซ่อมแซมไปยังเนื้อเยื่อเส้นเอ็นโดยตรง

การผ่าตัด สำรองไว้สำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีทุกอย่างมาแล้วอย่างน้อย 6–12 เดือนโดยไม่ดีขึ้น ซึ่งพบเพียงประมาณ 1 ใน 10 เท่านั้น และสำหรับกลุ่มนี้ ผลการผ่าตัดดีมาก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตปกติได้

ข่าวดีคือ Tennis Elbow มีพยากรณ์โรคดีมาก ประมาณ 90% ของผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายใน 12 เดือน เมื่อได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ระยะเวลาที่ฟื้นตัวขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาที่ปล่อยทิ้งไว้ก่อนเริ่มรักษา โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้าไม่ปรับวิธีทำงานหรือเทคนิคในการออกกำลังกาย ดังนั้นการดูแลตัวเองหลังหายจึงสำคัญพอ ๆ กับการรักษา

ถ้าปล่อย Tennis Elbow ไว้โดยไม่ดูแล เส้นเอ็นที่เสื่อมอาจสะสมความเสียหายจนถึงจุดที่ยากต่อการฟื้นตัว ผู้ป่วยบางรายที่ทนอาการมาหลายปีพบว่าแรงบีบมือลดลงอย่างเห็นได้ชัด บางรายเส้นเอ็นมีรอยฉีกขาดบางส่วน ซึ่งต้องใช้วิธีรักษาที่ซับซ้อนขึ้น — ยิ่งรักษาเร็ว ตัวเลือกในการรักษายิ่งมากกว่า และผลลัพธ์ยิ่งดีกว่า

วิธีลดโอกาสเกิด Tennis Elbow หรือป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ:

• ปรับท่าทางการทำงาน — ตำแหน่งคีย์บอร์ดและเมาส์ไม่ควรให้ข้อมือพับผิดธรรมชาติ เก้าอี้ควรอยู่ในระดับที่ข้อศอกงอ 90 องศา • พักมือเป็นระยะ — ถ้าทำงานที่ต้องใช้แขนซ้ำ ๆ ให้หยุดพักและยืดกล้ามเนื้อทุก 30–45 นาที • วอร์มอัพและ Cool down — ก่อนและหลังกิจกรรมที่ใช้แขนหนัก โดยเฉพาะกีฬา • ใช้อุปกรณ์ที่ขนาดพอดีมือ — ด้ามจับที่ใหญ่หรือเล็กเกินไปเพิ่มแรงบิดที่ส่งไปยังข้อศอก • ดูแลน้ำหนักและไม่สูบบุหรี่ — ทั้งสองอย่างมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของเส้นเอ็น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Tennis Elbow:

• ปวดข้อศอกแบบนี้ต้องเอกซเรย์ไหม? ส่วนใหญ่ไม่จำเป็น เพราะ Tennis Elbow วินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกาย เอกซเรย์ไม่สามารถบอกได้ว่าเส้นเอ็นผิดปกติ อัลตราซาวด์จะให้ข้อมูลเรื่องเส้นเอ็นได้ดีกว่ามาก

• ฉีดสเตียรอยด์แล้วหายปวด แปลว่าหายขาดไหม? ไม่แน่นอน สเตียรอยด์ลดปวดในระยะสั้นได้ดี แต่ไม่ได้ซ่อมแซมเส้นเอ็นที่เสื่อม ถ้าไม่ทำกายภาพบำบัดควบคู่ อาการมักกลับมาภายใน 6 เดือน

• ต้องผ่าตัดไหม? ส่วนใหญ่ไม่ต้อง มีเพียงประมาณ 10% ที่รักษาแล้วไม่ตอบสนองจนต้องถึงขั้นผ่าตัด และในกลุ่มนี้ผลการผ่าตัดดีมาก

• กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม? ได้ โดยเฉพาะถ้ายังทำงานหรือกิจกรรมเดิมโดยไม่ปรับเทคนิค การออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงหลังหายช่วยลดโอกาสกลับมา

• ออกกำลังกายระหว่างรักษาได้ไหม? ได้ แต่ต้องเลือกชนิดที่ไม่กระตุ้นอาการ กายภาพบำบัดจะแนะนำโปรแกรมที่เหมาะสมในแต่ละระยะ

แล้วคุณล่ะครับ เคยปวดที่ข้อศอกด้านนอกแบบนี้ไหม หรือรู้จักใครที่ทนปวดอยู่โดยไม่รู้ว่าคืออะไร — คอมเมนต์บอกได้เลย หรือส่งบทความนี้ให้เขาอ่านก็ได้ครับ

สิ่งที่ควรจำจากบทความนี้:

• Tennis Elbow เกิดกับทุกคนที่ใช้มือและแขนซ้ำ ๆ — ไม่จำเป็นต้องตีเทนนิส • ปัญหาคือการเสื่อมของเส้นเอ็น ไม่ใช่การอักเสบธรรมดา — ยาแก้อักเสบเพียงอย่างเดียวจึงได้ผลชั่วคราว • กว่า 90% ของผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง • กายภาพบำบัดให้ผลยั่งยืนกว่าการฉีดยาในระยะยาว • ยิ่งรักษาเร็ว ตัวเลือกในการดูแลยิ่งมากกว่า และฟื้นตัวได้ดีกว่า

ความปวดที่ข้อศอกดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อมันทำให้การหยิบแก้วกาแฟหรือบิดฝาขวดกลายเป็นเรื่องที่ต้องอดทน — มันไม่ได้เล็กน้อยเลยสักนิด คุณไม่ต้องทนอยู่กับมัน และคุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ครับ

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปวดข้อศอก (Tennis Elbow) ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666

――――――――――――――――――――――――

#TennisElbow #ปวดข้อศอก #ข้อศอกอักเสบ #เอ็นข้อศอก #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ออร์โธปิดิกส์ #ปวดแขน #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #PRP #กายภาพบำบัด #doctorkeng #LateralEpicondylitis #ElbowPain #OrthoThailand

คำถามที่พบบ่อย

Q: อาการปวดข้อศอกด้านนอกที่เกิดขึ้นกับคนทำงานออฟฟิศ เกิดจากสาเหตุเดียวกับนักเทนนิสหรือไม่?

A: ในหลายกรณี สาเหตุอาจคล้ายคลึงกัน คือเกิดจากการใช้งานซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณข้อศอก แม้จะไม่ได้เล่นกีฬาเทนนิสก็ตาม

Q: อาการปวดข้อศอกแบบนี้ รักษาหายขาดได้ไหม?

A: ในหลายกรณี อาการสามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม แต่จะหายขาดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อการรักษา

Q: หากมีอาการปวดข้อศอก ควรทำอย่างไร?

A: ควรปรึกษาแพทย์โดยตรง เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล