คุณเคยตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกว่านิ้วนางกับนิ้วก้อยชา จนขยับยาก ราวกับนิ้วยังหลับอยู่?

หรือถือโทรศัพท์นานๆ แล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรกดอยู่ที่ข้อศอก จนมืออ่อนแรงผิดปกติ?

นี่อาจไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าธรรมดา


ชานิ้วนางและนิ้วก้อยตอนตื่นเช้า ร่างกายกำลังบอกอะไรคุณ


สุดา อายุ 43 ปี ทำงานออฟฟิศและใช้โทรศัพท์วันละหลายชั่วโมง

เธอสังเกตว่าทุกเช้าหลังตื่นนอน นิ้วนางกับนิ้วก้อยชาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง

ตอนแรกคิดว่านอนทับแขน ก็เลยไม่ได้ใส่ใจ

สองสามเดือนผ่านไป อาการเริ่มมาแม้ตอนทำงาน พิมพ์คีย์บอร์ดก็รู้สึกชา จับปากกาก็ไม่ค่อยมีแรง

จนวันหนึ่งลูกสาวถามว่า "แม่ทำไมถือช้อนแปลกจัง" นั่นแหละถึงตัดสินใจมาพบหมอ

และเมื่อตรวจพบว่าเส้นประสาทที่ข้อศอกถูกกดทับมานานโดยไม่รู้ตัว เธอถึงได้รู้ว่า อาการที่ "อดทน" มาตลอดนั้น รักษาได้ตั้งนานแล้ว


ทำไมนิ้วนางกับนิ้วก้อยถึงชา ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ข้อศอก?

ที่ข้อศอกด้านใน มีเส้นประสาทสำคัญเส้นหนึ่งวิ่งผ่านอุโมงค์แคบๆ ที่เรียกว่า "ช่องคิวบิทัล" (cubital tunnel) เส้นประสาทเส้นนี้ควบคุมความรู้สึกของนิ้วนางและนิ้วก้อย รวมถึงกล้ามเนื้อเล็กๆ ในมือที่ช่วยหยิบจับของ

เมื่อเราพับข้อศอกนานๆ เช่น ถือโทรศัพท์ นอนหนุนมือ หรือขับรถ อุโมงค์นั้นจะแคบลงและตึงขึ้น เส้นประสาทถูกบีบ เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทได้น้อยลง ทำให้เกิดอาการชาและอ่อนแรง

ลองนึกภาพสายยางรดน้ำ ถ้าพับสายค้างไว้นาน น้ำก็ไหลไม่สะดวก เส้นประสาทก็คล้ายกัน

ถ้าปล่อยให้ถูกกดนานๆ โดยไม่รักษา เส้นประสาทจะเสื่อมทีละน้อย ความรู้สึกจะหายไป และกล้ามเนื้อมือจะฝ่อลีบจนในที่สุดหยิบจับของได้ยากลำบาก

หลายคนไม่รู้ว่ายังมีทางรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่กล้ามเนื้อจะเสียหายถาวร

"กลุ่มอาการช่องคิวบิทัล" (Cubital Tunnel Syndrome) คือภาวะที่เส้นประสาทอัลนาร์ ซึ่งวิ่งผ่านด้านในข้อศอก ถูกกดทับหรือถูกยืดมากเกินไปเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการตั้งแต่ชาเล็กน้อยไปจนถึงกล้ามเนื้ออ่อนแรงและฝ่อลีบ

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ชาหรือเสียวซ่าที่นิ้วนางและนิ้วก้อย มืออ่อนแรง หยิบจับของเล็กๆ ได้ยาก รู้สึกเจ็บบริเวณข้อศอกด้านใน และในรายที่เป็นนาน นิ้วอาจงอเข้าหาฝ่ามือในลักษณะที่เรียกว่า "มือกรงเล็บ"

ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย

• ใช้โทรศัพท์นานหลายชั่วโมงต่อวัน โดยพับข้อศอกค้างไว้ • ทำงานที่ต้องวางข้อศอกบนโต๊ะหรือที่วางแขนบ่อยๆ เช่น งานก่อสร้างหรืองานออฟฟิศ • นอนในท่าพับแขนหรือหนุนมือใต้หัว • มีโรคเบาหวาน ซึ่งทำให้เส้นประสาทเปราะบางต่อการกดทับมากขึ้น • เคยมีกระดูกข้อศอกหักหรือเคยได้รับอุบัติเหตุที่ข้อศอก

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ว่าอาการชาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ นานแค่ไหน และมีอะไรกระตุ้น จากนั้นตรวจร่างกาย โดยทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ ทดสอบความรู้สึกที่นิ้ว และดูว่ามีสัญญาณเฉพาะที่เรียกว่า "Froment's sign" หรือไม่ ซึ่งทดสอบโดยให้หนีบกระดาษ ถ้านิ้วหัวแม่มืองอผิดปกติมาก แสดงว่ากล้ามเนื้อมือเริ่มอ่อนแรงแล้ว

การตรวจเพิ่มเติมจะเริ่มจากการเอกซเรย์ข้อศอกเพื่อดูกระดูก ต่อด้วยอัลตราซาวด์เพื่อดูว่าเส้นประสาทโตหรือบวมผิดปกติไหม และอาจส่งตรวจ "การนำกระแสไฟฟ้าของเส้นประสาท" (nerve conduction study) เพื่อประเมินความเสียหายและวางแผนการรักษา

การรักษา ตั้งแต่ไม่ต้องผ่าตัดจนถึงผ่าตัด

สำหรับผู้ที่อาการน้อยถึงปานกลาง การรักษาจะเริ่มจากวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดก่อนเสมอ

วิธีแรกที่ได้ผลดีคือการดามข้อศอกตอนกลางคืน โดยใส่เฝือกอ่อนหรือผ้ารัดข้อศอกให้งอประมาณ 45 องศา เพื่อป้องกันการพับข้อศอกมากเกินไปขณะนอนหลับ ร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาถือโทรศัพท์ หลีกเลี่ยงการวางข้อศอกบนโต๊ะนาน และทำท่ายืดเส้นประสาท (nerve gliding exercises)

สำหรับกรณีที่รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดนาน 3 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีกล้ามเนื้อมืออ่อนแรงชัดเจน หรือตรวจพบว่าเส้นประสาทเสียหายมากจากการตรวจการนำกระแสไฟฟ้า การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้องและจำเป็น

การผ่าตัดมี 2 วิธีหลัก ได้แก่ การคลายเส้นประสาทในตำแหน่งเดิม และการย้ายตำแหน่งเส้นประสาทไปด้านหน้าข้อศอก แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะกับแต่ละรายตามความรุนแรงและสภาพกายวิภาค หลักฐานปัจจุบันพบว่าทั้งสองวิธีให้ผลดีใกล้เคียงกันในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกว่า 4 ปี การย้ายตำแหน่งเส้นประสาทอาจมีโอกาสต้องกลับมาผ่าตัดซ้ำน้อยกว่า

ฟื้นตัวได้ไหม และต้องใช้เวลาเท่าไหร่?

ในกรณีที่อาการน้อยถึงปานกลาง การรักษาด้วยการดามข้อศอกและปรับพฤติกรรมมักเห็นผลใน 3 เดือน

หลังผ่าตัด ความรู้สึกที่ปลายนิ้วมักกลับมาก่อน ส่วนกำลังกล้ามเนื้อมืออาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีกว่าจะฟื้นตัว ยิ่งรักษาเร็วก่อนที่กล้ามเนื้อจะฝ่อ ผลลัพธ์ยิ่งดีขึ้นและสมบูรณ์มากขึ้น

ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษา เส้นประสาทจะเสื่อมลงเรื่อยๆ ในที่สุดกล้ามเนื้อมือจะฝ่อลีบ นิ้วงอในลักษณะมือกรงเล็บ และความสามารถในการหยิบจับหรือเขียนอาจลดลงถาวร

วิธีดูแลและป้องกัน

• จำกัดเวลาถือโทรศัพท์ติดต่อกัน พักยืดข้อศอกทุก 30-45 นาที • ปรับท่านั่งทำงาน ไม่วางข้อศอกบนโต๊ะหรือที่วางแขนนานเกินไป • นอนโดยไม่งอข้อศอกมาก ถ้าชอบนอนหนุนมือใต้หัวให้ระวังเป็นพิเศษ • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดถ้ามีโรคเบาหวาน • เมื่อมีอาการชาที่นิ้วนางนิ้วก้อยนานเกิน 2-3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ

ถาม: ชานิ้วนางกับนิ้วก้อยตอนเช้าทุกวัน อาการแบบนี้เป็นเส้นประสาทข้อศอกไหม?

ตอบ: อาจเป็นได้ โดยเฉพาะถ้าชาในตอนพับข้อศอกนาน เช่น ถือโทรศัพท์ ขับรถ หรือตื่นนอน ลักษณะเหล่านี้ตรงกับเส้นประสาทอัลนาร์ถูกกดทับ แต่ต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน

ถาม: ต้องผ่าตัดเสมอไหม หรือรักษาโดยไม่ผ่าตัดได้?

ตอบ: ในหลายกรณี โดยเฉพาะที่อาการน้อยถึงปานกลาง อาจรักษาได้โดยไม่ผ่าตัด ด้วยการใส่เฝือกอ่อนตอนกลางคืนและปรับพฤติกรรม การผ่าตัดจะพิจารณาเมื่ออาการรุนแรง กล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแรงชัดเจน หรือรักษาแบบไม่ผ่าตัด 3 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น

ถาม: หลังผ่าตัดแล้ว มืออ่อนแรงจะกลับมาเหมือนเดิมได้ไหม?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับความรุนแรงก่อนผ่าตัด ความรู้สึกที่นิ้วมักกลับมาเร็วกว่า ส่วนกำลังกล้ามเนื้อมืออาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ยิ่งรักษาเร็วก่อนกล้ามเนื้อฝ่อ ผลลัพธ์ยิ่งดีขึ้น

ถาม: อาการชาจากเส้นประสาทข้อศอกต่างจากชาจากโรคอื่นๆ อย่างไร?

ตอบ: เส้นประสาทข้อศอกมักชาเฉพาะนิ้วนางและนิ้วก้อย โดยเฉพาะเมื่อพับข้อศอก ต่างจากเส้นประสาทในช่องข้อมือที่ชาที่นิ้วหัวแม่มือถึงนิ้วกลาง แพทย์สามารถแยกได้ด้วยการตรวจร่างกายและการตรวจเส้นประสาท

แล้วคุณล่ะครับ เคยมีอาการชาที่นิ้วนางหรือนิ้วก้อยบ้างไหม คอมเมนต์บอกได้เลย หรือถ้าอยากรู้ว่าในกรณีของคุณต้องดูแลแบบไหน inbox มาคุยได้เลยครับ

สิ่งที่ควรจำไว้ 5 ข้อ

• ชาที่นิ้วนางและนิ้วก้อย โดยเฉพาะเวลาพับข้อศอก คือสัญญาณที่ต้องสังเกต • การใช้โทรศัพท์นาน วางข้อศอกบนโต๊ะ หรือนอนงอข้อศอก ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยง • อาการน้อยถึงปานกลาง อาจรักษาได้โดยการดามข้อศอกตอนกลางคืนและปรับพฤติกรรม • ถ้าอาการรุนแรงหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง การผ่าตัดคือทางเลือกที่ถูกต้องและจำเป็น • ยิ่งรักษาเร็ว โอกาสฟื้นตัวเต็มที่ยิ่งมีมากขึ้น

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ครับ มีคนจำนวนมากที่ชาแบบเดียวกันและฟื้นตัวได้เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ดูแลมือของคุณ เพราะมือที่ใช้การได้คือสิ่งที่ทำให้คุณทำในสิ่งที่รักและดูแลคนที่คุณรักได้ต่อไปครับ


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกลุ่มอาการช่องคิวบิทัล (เส้นประสาทข้อศอกถูกกดทับ) ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666



📖 อ่านคู่มือโรคฉบับเต็มได้ที่ ชานิ้วนางและนิ้วก้อยตอนตื่นเช้า ร่างกายกำลังบอกอะไรคุณ