เก๊าท์ไม่ได้ปวดเฉพาะหัวแม่เท้า ข้อเท้าก็เป็นจุดที่โรคนี้โจมตีได้บ่อย และทำให้ปวดบวมรุนแรงจนเดินไม่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

การเจาะดูน้ำในข้อเพื่อตรวจหาผลึกกรดยูริกคือวิธีวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด และรักษาได้ดีถ้าได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ

หลายคนนึกถึงเก๊าท์ว่าต้องปวดที่หัวแม่เท้าเสมอ

แต่ความจริงที่หมอกระดูกรู้ดีคือ ข้อเท้าเป็นหนึ่งในจุดที่เก๊าท์โจมตีได้บ่อยไม่แพ้กัน

และอาการอาจมาเร็วมาก จนภายในชั่วข้ามคืนเดินแทบไม่ได้เลย


ข้อเท้าบวมปวดจนเดินไม่ได้ภายในชั่วข้ามคืน — ถ้าไม่ได้ล้ม อาจเป็นเก๊าท์


สิ่งสำคัญที่ต้องรู้

• What: เก๊าท์ที่ข้อเท้าทำให้ปวดบวมรุนแรงเฉียบพลัน เดินลงน้ำหนักแทบไม่ได้ • Why: ผลึกกรดยูริกสะสมในข้อ กระตุ้นการอักเสบรุนแรงอย่างรวดเร็ว • When: ปวดบวมข้อรุนแรงโดยไม่มีประวัติบาดเจ็บ ควรพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง


ถ้าคุณหรือคนที่คุณรักเคยตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าข้อเท้าปวดบวมมากจนแตะพื้นแทบไม่ได้ ทั้งๆ ที่เมื่อคืนยังปกติดีอยู่ — บทความนี้เขียนถึงคุณโดยตรง

ผู้ชายวัย 66 ปีคนหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็รู้สึกปวดข้อเท้าซ้ายขึ้นมาตอนดึก เมื่อคืนเขายังนั่งดูทีวีอยู่สบายๆ ไม่มีประวัติล้มหรือบาดเจ็บใดๆ มาก่อน แต่พอเช้ามาข้อเท้าบวมมาก ขยับแทบไม่ได้ และเดินลงน้ำหนักไม่ได้เลย

(เป็นกรณีตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย)

เขาคิดว่าอาจจะนอนทับเส้น แต่เมื่อมาพบแพทย์และตรวจพบน้ำในข้อเท้าผิดปกติ แพทย์จึงเจาะดูน้ำในข้อ และพบผลึกกรดยูริกอยู่ภายใน — คำตอบก็ชัดเจนขึ้นในทันที

เรื่องราวของเขาเตือนให้รู้ว่า บางครั้งร่างกายส่งสัญญาณที่เราไม่ทันนึกถึง

เก๊าท์ที่ข้อเท้าปวดแบบไหน?

หลายคนคิดว่าเก๊าท์ต้องปวดที่หัวแม่เท้าเสมอ แต่ข้อเท้า เข่า ข้อมือ และข้ออื่นๆ ก็เป็นจุดที่เก๊าท์โจมตีได้บ่อยเหมือนกัน

อาการที่พบบ่อยเมื่อเก๊าท์โจมตีข้อเท้า:

• ปวดรุนแรงอย่างเฉียบพลัน มักเริ่มตอนกลางคืนหรือเช้าตรู่ • ข้อบวม แดง และร้อนในบริเวณที่เป็น • ขยับข้อเท้าได้น้อยมากหรือแทบไม่ได้เพราะเจ็บ • เดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือทำได้น้อยมาก • อาจมีไข้เล็กน้อย หรือไม่มีไข้เลยก็ได้

ทำไมเก๊าท์ถึงทำให้ปวดรุนแรงขนาดนี้?

โรคเก๊าท์เกิดจากกรดยูริก (Uric Acid — สารที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อย่อยสลายโปรตีนบางชนิดในอาหาร) สะสมมากเกินไปในร่างกาย

เมื่อระดับกรดยูริกในเลือดสูงพอ มันจะตกผลึกและสะสมอยู่ในข้อต่างๆ

ผลึกเหล่านี้มีลักษณะเหมือนเข็มเล็กๆ เมื่อสะสมในข้อ ระบบภูมิคุ้มกันจะมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและส่งเม็ดเลือดขาวมาโจมตี ส่งผลให้เกิดการอักเสบรุนแรงมาก

ข้อที่อยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ อย่างข้อเท้าและหัวแม่เท้า มักมีอุณหภูมิต่ำกว่าส่วนอื่น ทำให้ผลึกกรดยูริกตกและสะสมได้ง่ายกว่า นั่นคือเหตุผลที่เก๊าท์ชอบโจมตีบริเวณนี้เป็นพิเศษ

ใครเสี่ยงเป็นเก๊าท์ที่ข้อเท้า?

• ผู้ชายวัยกลางคนถึงสูงอายุ (เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง) • ผู้ที่ทานอาหารพิวรีนสูงบ่อยๆ เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โดยเฉพาะเบียร์ • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อระดับกรดยูริก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบ

หมอตรวจอะไรบ้างเพื่อวินิจฉัยเก๊าท์ที่ข้อเท้า?

การวินิจฉัยเก๊าท์ที่แม่นยำต้องอาศัยหลายขั้นตอน

ขั้นแรก — ซักประวัติและตรวจร่างกาย หมอจะถามว่าปวดมาเร็วแค่ไหน มีประวัติล้มหรือบาดเจ็บหรือไม่ มีไข้หรือไม่ แล้วตรวจว่าข้อบวมแดงร้อนมากแค่ไหน

ขั้นที่สอง — อัลตราซาวนด์ข้อต่อ (Ultrasound — การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง) ช่วยดูว่ามีน้ำในข้อมากผิดปกติหรือไม่ และอาจเห็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่ามีผลึกกรดยูริกสะสมอยู่

ขั้นที่สาม — เจาะน้ำในข้อ (Arthrocentesis — การเจาะดูดน้ำในข้อออกมาตรวจ) นี่คือวิธีวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด หมอจะส่องกล้องดูน้ำในข้อและตรวจหาผลึกกรดยูริกโดยตรง พร้อมทั้งตรวจนับเม็ดเลือดขาวและส่งเพาะเชื้อ

ขั้นที่สี่ — ตรวจเลือด ดูค่าการอักเสบ เช่น CRP (C-Reactive Protein — โปรตีนที่บ่งชี้ระดับการอักเสบในร่างกาย) และค่าตะกอนเลือด รวมถึงระดับกรดยูริกในเลือด

ทำไมหมอต้องแยกจากข้อติดเชื้อด้วย?

อาการของเก๊าท์และ Septic Arthritis (Septic Arthritis — การอักเสบของข้อจากเชื้อแบคทีเรีย) อาจดูคล้ายกันมากจนบางครั้งแยกยาก

ข้อติดเชื้อเป็นภาวะที่ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทันที หากปล่อยนาน กระดูกอ่อนในข้ออาจเสียหายถาวรได้อย่างรวดเร็ว

ในกรณีที่ผลเม็ดเลือดขาวในน้ำข้อสูงมากและยังไม่มีผลเพาะเชื้อ หมออาจต้องดูแลรักษาโดยครอบคลุมทั้งสองทิศทางก่อน จนกว่าจะมีผลยืนยันที่ชัดเจน

รักษาเก๊าท์ที่ข้อเท้าอย่างไร?

การรักษาแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก

ส่วนที่ 1 — รักษาอาการกำเริบเฉียบพลัน เป้าหมายคือลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดให้เร็ว ยาที่ใช้มีหลายกลุ่ม ทั้งยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาโคลชิซีน และสเตียรอยด์ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและโรคประจำตัวของแต่ละคน ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ

ส่วนที่ 2 — ป้องกันการกำเริบซ้ำในระยะยาว เมื่ออาการสงบแล้ว แพทย์จะพิจารณายาลดกรดยูริกในระยะยาว ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เพื่อให้ระดับกรดยูริกอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำ: ห้ามหยุดหรือปรับยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับกรดยูริกอย่างรวดเร็วอาจกระตุ้นให้เก๊าท์กำเริบได้

ถ้าปล่อยเก๊าท์ไว้โดยไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?

• อาการกำเริบบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ • ผลึกกรดยูริกสะสมใต้ผิวหนังเป็นก้อน เรียกว่า Tophus (โทพัส — ก้อนผลึกกรดยูริกใต้ผิวหนัง) • กระดูกอ่อนในข้อถูกทำลาย นำไปสู่ข้อเสื่อมในระยะยาว • เสี่ยงต่อนิ่วในไต เพราะกรดยูริกอาจสะสมในไตได้

ป้องกันเก๊าท์ที่ข้อเท้าได้ไหม?

• ลดอาหารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาซาร์ดีน หอยนางรม • ลดหรืองดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ • ดื่มน้ำให้เพียงพอทุกวัน • ควบคุมน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักมากเพิ่มภาระให้ข้อ • ตรวจเลือดดูระดับกรดยูริกตามที่แพทย์นัด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเก๊าท์ที่ข้อเท้า

ถาม: ปวดข้อเท้ามากโดยไม่มีประวัติล้ม ต้องรีบไปหาหมอเร็วแค่ไหน?

ตอบ: ควรพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะต้องแยกจากข้อติดเชื้อให้ชัดเจน หากเป็นข้อติดเชื้อ ทุกชั่วโมงที่รอคือความเสียหายที่เพิ่มขึ้นในข้อ ถ้าไม่แน่ใจ ไปห้องฉุกเฉินได้เลยโดยไม่ต้องรอนัด

ถาม: เก๊าท์รักษาให้ควบคุมได้ดีแค่ไหน?

ตอบ: เก๊าท์เป็นโรคที่ควบคุมได้ดีมากถ้าดูแลต่อเนื่อง ทั้งด้านยาและการปรับพฤติกรรม ผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการกำเริบอีกเลยเป็นปีๆ แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการดูแลตัวเองและติดตามกับแพทย์

ถาม: ทำไมเก๊าท์มักกำเริบตอนกลางคืนหรือเช้าตรู่?

ตอบ: อุณหภูมิร่างกายลดลงในเวลานอน ทำให้ผลึกกรดยูริกตกได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะในข้อที่อยู่ต่ำ อย่างข้อเท้าและหัวแม่เท้า นั่นเป็นเหตุผลที่อาการมักเริ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ถาม: เคยเป็นเก๊าท์ที่หัวแม่เท้า แล้วปวดข้อเท้าขึ้นมาใหม่ ต้องกังวลไหม?

ตอบ: ถ้าเก๊าท์ไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ มักกำเริบที่ข้อใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ รวมถึงข้อเท้า ข้อเข่า และข้อมือ การรักษาระยะยาวเพื่อควบคุมระดับกรดยูริกจึงสำคัญมาก อย่ารอให้อาการกำเริบซ้ำหลายครั้งก่อนจึงค่อยรักษาจริงจัง

ถ้ามีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ปวดข้อรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ แชร์บทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ อาจช่วยให้ตัดสินใจมาพบแพทย์ได้เร็วขึ้น


เอกสารอ้างอิง

[1] Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2018 updated European League Against Rheumatism evidence-based recommendations for the diagnosis of gout. Annals of the Rheumatic Diseases. 2020;79(1):31-38. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31167758/

[2] Asia-Pacific League of Associations for Rheumatology clinical practice guideline for gout management. International Journal of Rheumatic Diseases. 2022. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34931463/

[3] Gout: Rapid Evidence Review. American Family Physician. 2020. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33118789/

[4] Acute Monoarthritis: Diagnosis in Adults. American Family Physician. 2025. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40531148/

[5] Septic Arthritis. Deutsches Ärzteblatt International. 2023. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36659842/


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคเก๊าท์ที่ข้อเท้า ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666


#เก๊าท์ #ปวดข้อเท้า #กรดยูริก #ข้ออักเสบ #กระดูกและข้อ #หมอเก่ง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก


ข้อมูลอ้างอิงแบบเต็ม (PMID/DOI)