ก้าวแรกที่ลงพื้น...แต่เหมือนเหยียบเข็ม" ปวดส้นเท้าตอนเช้า อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง
เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น แต่พอหย่อนขาลงจากเตียงแล้วก้าวเท้าก้าวแรกสู่พื้น กลับต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะอาการเจ็บแปล๊บที่ส้นเท้า เหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทงลงไป หรือเหมือนเดินบนหินแหลมๆ แต่พอเดินไปสักพัก กลับรู้สึกว่าอาการค่อยๆ ทุเลาลง จนคิดว่า "คงไม่เป็นอะไรมั้ง" แล้วก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น อาการเดิมก็กลับมาวนเวียนซ้ำๆ
ถ้าคุณกำลังเจอแบบนี้ ยินดีด้วยครับ (ที่ยังไหว) แต่นี่คือสัญญาณเตือนภัยอันดับหนึ่งของ "โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ" หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โรครองช้ำ นั่นเองครับ
เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อ "ก้าวแรก" กลายเป็นฝันร้ายของคุณวิชัย
ผมมีคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณวิชัย อายุ 48 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศระดับบริหารที่ต้องเดินตรวจงานในโรงงานบ่อยๆ และเป็นคนรักสุขภาพมาก เขาชอบวิ่งออกกำลังกายทุกเย็นเพื่อคลายเครียด
คุณวิชัยมาหาผมด้วยใบหน้าที่วิตกกังวล เขาเล่าว่า "หมอครับ ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมเจ็บส้นเท้ามากตอนตื่นนอน ก้าวแรกที่ลงพื้นคือทรมานที่สุด แต่พอเดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าเสร็จ อาการมันก็จางไปเอง ผมเลยไปวิ่งต่อ แต่หลังวิ่งเสร็จ หรือพอนั่งพักนานๆ แล้วลุกขึ้นเดินใหม่ มันกลับมาปวดอีก ตอนนี้ผมเริ่มเดินกะเผลกแล้วครับหมอ"
นี่คือเคสตัวอย่างที่คลาสสิกมากครับ อาการของคุณวิชัยสะท้อนให้เห็นว่า พังผืดใต้ฝ่าเท้าเริ่มรับภาระไม่ไหว และกำลังประท้วงด้วยความเจ็บปวด
อธิบายโรคให้เข้าใจง่าย: พังผืดใต้เท้า...เส้นยางยืดที่ขาดความยืดหยุ่น
ลองนึกภาพตามผมนะคร้บ ใต้ฝ่าเท้าของคนเราจะมีเส้นพังผืดหนาๆ แข็งแรงมากอยู่เส้นหนึ่ง เชื่อมระหว่างส้นเท้าไปจนถึงโคนนิ้วเท้า เจ้าเส้นนี้ทำหน้าที่เหมือน "เส้นยางยืด" หรือ "โช้คอัพรองรับแรงกระแทก" ของรถยนต์ครับ ทุกครั้งที่เราเดินหรือวิ่ง เส้นพังผืดนี้จะยืดและหดเพื่อช่วยรับน้ำหนักตัวและรักษาทรงของอุ้งเท้าเราไว้
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราใช้งานมันหนักเกินไป หรือใช้งานผิดวิธีบ่อยๆ จนเกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ (Microtears) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าสะสมไปเรื่อยๆ พอเรานอนหลับ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมรอยฉีกขาดนั้นโดยการทำให้พังผืดหดตัวสั้นลง แต่พอเราตื่นขึ้นมาแล้วก้าวเท้าลงพื้นทันที เส้นพังผืดที่หดอยู่นั้นถูกกระชากให้ยืดออกอย่างรวดเร็ว มันจึงเกิดอาการเจ็บแปล๊บขึ้นมานั่นเองครับ เปรียบเหมือนเราเอาหนังยางเก่าๆ ที่แข็งตัวมาดึงพรวดเดียว มันก็เจ็บและพร้อมจะฉีกขาดเพิ่มได้ตลอดเวลา
ทำความรู้จักกับ "โรครองช้ำ" (Plantar Fasciitis)
โรครองช้ำ หรือ พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) คือภาวะที่มีการอักเสบของพังผืดที่ยึดจากส้นเท้าไปถึงนิ้วเท้า
สาเหตุและการเกิดโรค: โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจาก "แรงเครียด" (Stress) และแรงกระแทกที่กระทำต่อฝ่าเท้าซ้ำๆ จนเกินขีดความสามารถที่พังผืดจะรับได้ ร่างกายจึงเกิดกระบวนการอักเสบเพื่อตอบสนองต่อการบาดเจ็บนั้น
อาการเด่นที่ต้องเช็ก:
-
เจ็บแปล๊บที่ส้นเท้าในก้าวแรกของวัน หรือหลังจากนั่งพักนานๆ แล้วลุกเดิน
-
อาการมักจะดีขึ้นหลังจากเดินไปสักพัก (เพราะพังผืดเริ่มยืดตัว)
-
ปวดมากขึ้นในช่วงเย็น หรือหลังจากออกกำลังกายหนักๆ
-
กดเจ็บชัดเจนบริเวณจุดเกาะพังผืดที่กระดูกส้นเท้า
5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณเป็นรองช้ำ
-
น้ำหนักตัวเกิน: ยิ่งน้ำหนักมาก แรงกดลงที่ส้นเท้าก็ยิ่งทวีคูณครับ
-
ลักษณะเท้าผิดปกติ: คนที่มีเท้าแบน (Flat feet) หรืออุ้งเท้าโก่งสูงเกินไป ทำให้การกระจายน้ำหนักไม่สมดุล
-
รองเท้าที่ไม่เหมาะสม: ใส่รองเท้าพื้นแข็งเกินไป รองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าที่ไม่มีส่วนรองรับอุ้งเท้า
-
กิจกรรมที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ: เช่น ครู พนักงานขาย พนักงานโรงงาน หรือนักวิ่งที่เพิ่มระยะทางเร็วเกินไป
-
อายุและความเสื่อม: เมื่ออายุมากขึ้น พังผืดจะขาดความยืดหยุ่นและไขมันบริเวณส้นเท้าจะบางลง
การตรวจวินิจฉัย: หมอตรวจอะไรบ้าง?
เมื่อมาพบหมอกระดูก เรามีขั้นตอนการตรวจดังนี้ครับ
-
การตรวจร่างกาย: หมอจะกดหาจุดที่เจ็บที่สุดบริเวณส้นเท้า และลองกระดกนิ้วเท้าขึ้นเพื่อยืดพังผืดดูว่ากระตุ้นอาการปวดไหม นี่คือวิธีที่แม่นยำที่สุด
-
เอกซเรย์ (X-ray): ส่วนใหญ่ทำเพื่อหา "กระดูกงอก" (Heel Spur) ที่ส้นเท้า แม้กระดูกงอกไม่ใช่สาเหตุหลักของความเจ็บปวด แต่มันบอกเราว่าพังผืดถูกดึงรั้งมานานจนร่างกายสร้างหินปูนไปเกาะ
-
อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เพื่อวัดความหนาของพังผืด ถ้าหนาเกิน 4 มิลลิเมตร แสดงว่ามีการอักเสบเรื้อรัง
-
MRI: มักจะทำในกรณีที่รักษาด้วยวิธีทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น เพื่อตัดสาเหตุอื่นๆ เช่น กระดูกส้นเท้าร้าว หรือเส้นประสาทถูกกดทับ
แนวทางการรักษา: หายได้...โดยไม่ต้องผ่าตัด
ข่าวดีคือ คนไข้กว่า 90% หายได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดครับ โดยเรียงลำดับความสำคัญดังนี้
1. ปรับพฤติกรรมและการกำจัดความเสี่ยง: ลดน้ำหนัก เลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็งในบ้าน (ควรมีรองเท้าแตะนุ่มๆ ใส่ในบ้าน) และเลือกพื้นรองเท้าที่ซัพพอร์ตอุ้งเท้าได้ดี
2. กายภาพบำบัด (สำคัญที่สุด): การยืดเอ็นร้อยหวายและพังผืดฝ่าเท้าคือหัวใจหลักครับ หมอแนะนำให้ทำบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนก้าวลงจากเตียงตอนเช้า
3. การใช้ยา: ใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาทาภายนอก เพื่อลดความเจ็บปวดในช่วงแรก
4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound ช่วยระบุตำแหน่ง: หากปวดมากจนเดินไม่ได้ การฉีดสเตียรอยด์ลดอักเสบ หรือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) จะช่วยได้มาก โดยผมจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อให้ยาลงไปตรงจุดที่อักเสบที่สุดพอดี ไม่ไปโดนไขมันส้นเท้าหรือเส้นประสาท ทำให้แม่นยำและปลอดภัยกว่าการฉีดแบบคลำหาตำแหน่งครับ
5. การผ่าตัด: จะพิจารณาก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6-12 เดือนแล้วไม่ได้ผล ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กเพื่อคลายพังผืดบางส่วนออกครับ
พยากรณ์โรค: จะหายเมื่อไหร่? กลับมาเป็นอีกไหม?
"หมอครับ ผมจะหายไหม?" คำถามนี้ผมโดนถามทุกวันครับ คำตอบคือ หายแน่นอนครับ แต่ต้องใจเย็นๆ เพราะพังผืดเป็นเนื้อเยื่อที่เลือดมาเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมจึงใช้เวลา โดยเฉลี่ยอาการจะดีขึ้นชัดเจนใน 2-3 เดือน
ส่วนโอกาสกลับมาเป็นอีกนั้น มีครับ ถ้าคุณกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ เช่น กลับไปอ้วนขึ้น ใส่รองเท้าพื้นบางเหมือนเดิม หรือไม่ยอมยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ดังนั้นการดูแลตัวเองสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง อาการเจ็บอาจลามไปที่อื่นได้ครับ เพราะพอเราเจ็บส้นเท้า เราก็จะเดินกะเผลกเพื่อเลี่ยงการลงน้ำหนัก ส่งผลให้โครงสร้างร่างกายผิดเพี้ยน จนนำไปสู่:
-
อาการปวดเข่า
-
อาการปวดสะโพก
-
อาการปวดหลังเรื้อรังจากการเดินผิดท่า
5 วิธีป้องกัน "รองช้ำ" ให้เท้าของคุณแข็งแรง
-
เลือกพกรองเท้าดีมีชัยไปกว่าครึ่ง: เลือกรองเท้าที่มีแผ่นรองรับอุ้งเท้าและส้นเท้าที่หนานุ่มพอสมควร
-
ยืดกล้ามเนื้อก่อนนอนและหลังตื่นนอน: เน้นยืดน่องและฝ่าเท้า
-
ควบคุมน้ำหนัก: เพื่อลดภาระของฝ่าเท้าในทุกย่างก้าว
-
เลี่ยงกิจกรรมกระแทกซ้ำๆ: หากเริ่มเจ็บ ให้เปลี่ยนจากการวิ่งไปเป็นว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานแทน
-
อย่าเดินเท้าเปล่า: แม้แต่ในบ้าน พื้นกระเบื้องแข็งๆ คือศัตรูของรองช้ำครับ
Q&A Section: เรื่องน่ารู้ที่คนมักสงสัย
Q: เจ็บส้นเท้าตอนเช้า อันตรายไหม? A: ไม่อันตรายถึงชีวิตครับ แต่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงมาก และถ้าทิ้งไว้นานจะรักษาให้หายขาดได้ยากขึ้นครับ
Q: ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหมถ้าปวดส้นเท้า? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่แค่ตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวด์ก็วินิจฉัยได้แล้ว ยกเว้นในรายที่มีอาการแปลกไปจากโรครองช้ำปกติครับ
Q: นวดแผนโบราณช่วยได้ไหม? A: การนวดช่วยคลายกล้ามเนื้อน่องได้ แต่ต้องระวัง "ห้ามนวดกดเน้น" บริเวณที่อักเสบที่ส้นเท้าโดยตรง เพราะอาจทำให้อักเสบรุนแรงกว่าเดิมครับ
สรุป
-
โรครองช้ำเกิดจากการอักเสบของพังผืดใต้ฝ่าเท้าจากการใช้งานหนักเกินไป
-
สัญญาณเตือนคือ "เจ็บก้าวแรกตอนเช้า" และเจ็บมากขึ้นเมื่อยืนหรือเดินนานๆ
-
การยืดกล้ามเนื้อน่องและฝ่าเท้า คือกุญแจสำคัญในการรักษาที่ยั่งยืน
-
การฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง ช่วยลดความเจ็บปวดได้ตรงจุดและปลอดภัย
-
การป้องกันทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เลือกใช้รองเท้าที่เหมาะสมและดูแลน้ำหนักตัว
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดส้นเท้า #เจ็บส้นเท้า #โรครองช้ำ #พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเท้า #รองเท้าสุขภาพ #กายภาพบำบัด #ฉีดPRP #UltrasoundGuidedInjection #PlantarFasciitis #HeelPain #OrthoThailand #FootHealth #FootPainRelief
เอกสารอ้างอิง
[1] Trojian T, Tucker AK. Plantar Fasciitis. American Family Physician. 2019;100(12):726-734. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31194492/
[2] Morrissey D, et al. Management of plantar heel pain: a best practice guide informed by a systematic review, expert clinical reasoning and patient values. British Journal of Sports Medicine. 2021;55(19):1106-1118. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33785535/
[3] Koc TA Jr, et al. Heel Pain - Plantar Fasciitis: Revision 2023. The Journal of Orthopaedic and Sports Physical Therapy. 2023;53(12):cpd1-cpd14. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38037331/

