ตื่นนอนแล้วลุกจากเตียงไม่ได้เหมือนเดิม ก้าวแรกของวันรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตก แต่ยังไม่รู้ว่าข้างในเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่
สมศรี อายุ 58 ปี เคยเดินตลาดทุกเช้า ยกของ ทำสวน ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีปัญหากับกระดูก จนวันหนึ่งสะดุดพรมแล้วล้ม กระดูกข้อมือหัก หมอบอกว่า "ไม่ใช่เพราะล้มแรง แต่เพราะกระดูกเปราะเกินไปแล้ว" เธอนึกไม่ถึงเลยว่ากินนมมาตลอดชีวิต ยังเป็นได้
บทความนี้จะตอบทุกคำถามที่ค้างอยู่ในใจ ตั้งแต่ "รู้ได้อย่างไรว่าเป็น" จนถึง "ยังป้องกันทันไหมถ้าอายุเท่านี้แล้ว"
กระดูกพรุนในผู้สูงอายุ รู้ก่อน ดูแลก่อน ก่อนที่กระดูกจะบอกเองด้วยการหัก
[1] เมื่อร่างกายส่งสัญญาณที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
มีอาการอยู่อย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากกว่าความเจ็บปวด นั่นคือ "ความเงียบ"
กระดูกพรุนไม่เจ็บ ไม่บวม ไม่มีสัญญาณเตือน จนกว่าจะหัก
หลายคนเดินเข้าคลินิกมาหลังจากล้มเบา ๆ แล้วกระดูกหัก แล้วถามว่า "ทำไมไม่รู้ตัวเลย?" คำตอบคือ เพราะกระดูกสูญเสียความหนาแน่นไปอย่างเงียบ ๆ ทีละน้อย ทีละปี โดยไม่แสดงอาการ
นั่นคือเหตุผลที่บทความนี้สำคัญ ไม่ใช่เพราะคุณเจ็บอยู่แล้ว แต่เพราะคุณอาจยังไม่รู้ว่ากำลังจะเจ็บ
[2] เรื่องของสมศรี ที่ "กินนมมาตลอด" แต่ยังเป็น
สมศรีอายุ 62 ปี หมดประจำเดือนได้ประมาณ 11 ปีแล้ว ยังทำงานบ้านได้ปกติ เดินตลาดทุกเช้า
เธอไม่เคยกังวลเรื่องกระดูก เพราะกินนมมาตลอด ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า
จนคืนหนึ่งเดินสะดุดพรมในบ้าน ล้มลงเอามือยัน กระดูกข้อมือหักทันที
หมออธิบายว่ากระดูกของเธอสูญเสียความหนาแน่นไปมากแล้วโดยไม่รู้ตัว ฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ที่ช่วยปกป้องกระดูกลดลงหลังหมดประจำเดือน ทำให้กระดูกสลายเร็วกว่าที่ร่างกายสร้างได้
เธอเริ่มตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก ปรับอาหาร และเริ่มรับการรักษา ตอนนี้ยังเดินตลาดได้ แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าร่างกายต้องการอะไร
[3] ทำไมกระดูกถึงพรุน และเกิดขึ้นอย่างไรทีละขั้น
ลองนึกภาพกระดูกเป็นเหมือน "ฟองน้ำที่มีโครงร่าง" ข้างในไม่ได้แข็งทึบ แต่มีช่องเล็ก ๆ คล้ายรังผึ้ง ยิ่งช่องเล็กและหนาแน่น กระดูกยิ่งแข็งแรง
ปกติร่างกายมีกระบวนการ "สลาย-สร้าง" กระดูกอยู่ตลอดเวลา เซลล์ที่ทำหน้าที่สลายกระดูกเก่า เรียกว่า "ออสทีโอคลาสต์" (osteoclast) เซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูกใหม่ เรียกว่า "ออสทีโอบลาสต์" (ost
eoblast)
ในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว การสร้างเร็วกว่าการสลาย กระดูกจึงแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดราวอายุ 25-30 ปี เรียกว่า "ความหนาแน่นกระดูกสูงสุด" (peak bone mass)
หลังจากนั้น สมดุลเริ่มเปลี่ยน การสลายเริ่มเร็วกว่าการสร้าง และในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยช่วยยับยั้งการสลายกระดูกลดลงฮวบฮาบ ทำให้กระดูกสูญเสียความหนาแน่นเร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วง 5-10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน
ผลลัพธ์คือ "ช่องในฟองน้ำ" ใหญ่ขึ้น กระดูกบางลง เปราะลง รับแรงกระแทกได้น้อยลง จนแรงเพียงเล็กน้อยอย่างการสะดุดหรือไอแรง ๆ ก็อาจทำให้กระดูกหักได้
[4] รู้จักโรคกระดูกพรุน สาเหตุ และอาการที่ต้องรู้
กระดูกพรุน (osteoporosis) คือภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดลงจนถึงระดับที่เสี่ยงต่อการหัก โดยที่ร่างกายไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ ก่อนหัก นั่นคือทำไมจึงเรียกว่า "โรคเงียบ"
สาเหตุหลักที่ทำให้กระดูกพรุน
• ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงหลังหมดประจำเดือน เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดในผู้หญิง
• อายุที่มากขึ้น ทำให้กระบวนการสร้างกระดูกช้าลงตามธรรมชาติ
• ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอมาตลอดชีวิต
• ขาดการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก ทำให้กระดูกไม่ได้รับการกระตุ้น
• ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ระยะยาว รบกวนกระบวนการสร้างกระดูก
• โรคประจำตัว เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
สัญญาณที่ควรสังเกต
• ส่วนสูงลดลงมากกว่า 1.5 เซนติเมตรในผู้สูงอายุ (กระดูกสันหลังยุบ)
• หลังค่อมผิดปกติ
• ปวดหลังเฉียบพลันโดยไม่มีเหตุชัดเจน อาจเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังยุบ
• กระดูกหักจากแรงกระแทกเบา ๆ ที่คนปกติไม่ควรหัก
[5] ใครเสี่ยงมากที่สุด
• ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว โดยเฉพาะก่อนอายุ 45 ปี หรือตัดรังไข่ออก
• ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง
• ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักจากแรงเบา
• ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย กรอบเล็ก และดัชนีมวลกายต่ำ
• ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน
[6] รู้ได้อย่างไรว่าเป็นกระดูกพรุน
การซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์จะถามเรื่องประวัติการหัก รอบประจำเดือน ยาที่ใช้ โรคประจำตัว และประวัติครอบครัว รวมถึงวัดส่วนสูงและสังเกตลักษณะของกระดูกสันหลัง
การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก
การตรวจที่มาตรฐานที่สุดเรียกว่า "การวัดความหนาแน่นมว
ลกระดูก" (dual-energy X-ray absorptiometry) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า "ดีเอกซ์เอ" (DXA) เป็นการเอกซเรย์ชนิดพิเศษที่ปริมาณรังสีน้อยมาก ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ไม่เจ็บ
ผลการตรวจจะออกมาเป็น "ค่าที-สกอร์" (T-score)
• ค่า -1.0 ขึ้นไป หมายถึงกระดูกปกติ
• ค่า -1.0 ถึง -2.5 หมายถึงกระดูกบาง ยังไม่ถึงขั้นพรุน เรียกว่า "ออสทีโอพีเนีย" (osteopenia)
• ค่า -2.5 ลงไป หมายถึงกระดูกพรุน
การตรวจเลือดเพิ่มเติม
แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ เช่น ระดับแคลเซียม วิตามินดี ฮอร์โมนไทรอยด์ และการทำงานของไต
[7] แนวทางรักษาและดูแลกระดูกพรุน
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ ผู้หญิงที่เริ่มรักษาตั้งแต่รู้ว่ากระดูกบาง มีโอกาสสูงมากที่จะชะลอการดำเนินของโรค และลดความเสี่ยงกระดูกหักได้จริง
การปรับพฤติกรรมและโภชนาการ
• แคลเซียมจากอาหาร เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แหล่งที่ดีได้แก่ นม โยเกิร์ต ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ถั่วเหลือง และผักใบเขียวเข้ม ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วต้องการแคลเซียมประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
• วิตามินดี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น แหล่งหลักคือแสงแดดและอาหาร เช่น ปลาแซลมอน ไข่แดง
• การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดิน วิ่งเหยาะ รำไทเก็ก ช่วยกระตุ้นให้กระดูกสร้างตัว
• งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ ทั้งสองอย่างเร่งการสลายกระดูก
การรักษาด้วยยา
เมื่อผลการตรวจบ่งชี้ว่ากระดูกพรุนหรือมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณายากลุ่มที่ช่วยลดการสลายกระดูก หรือกลุ่มที่กระตุ้นการสร้างกระดูก ขึ้นอยู่กับผลตรวจ ความเสี่ยงส่วนบุคคล และสภาพร่างกายโดยรวม การเลือกยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ
[8] พยากรณ์โรค หายไหม และจะเป็นอีกไหม
โรคกระดูกพรุนไม่ใช่โรคที่ "หาย" ในความหมายที่กลับมาเป็นกระดูกหนุ่มสาวเหมือนเดิม แต่เป็นภาวะที่ "ควบคุมได้" และ "ชะลอได้" ด้วยการรักษาที่เหมาะสม
ผู้ป่วยที่รับการรักษาและปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง สามารถชะลอการสูญเสียความหนาแน่นกระดูกได้ และลดความเสี่ยงกระดูกหักได้อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตรวจพบแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่กระดูกจะหัก เพราะเมื่อกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ การฟื้นตัวอาจยาวนานและซับซ้อนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
[9] ถ้าไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น
กระดูกที่สูญเสียความหนาแน่นจะเปราะขึ้นเรื่อย ๆ
• กระดูกสะโพกหัก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุด ผู้สูงอายุที่ก
ระดูกสะโพกหักมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา และการฟื้นตัวใช้เวลานาน
• กระดูกสันหลังยุบ ทำให้ปวดหลังเรื้อรัง ส่วนสูงลดลง หลังค่อม และกดทับเส้นประสาทได้
• กระดูกข้อมือหัก เป็นสัญญาณเตือนที่พบบ่อย และมักบ่งชี้ว่ากระดูกทั่วร่างกายบางแล้ว
• คุณภาพชีวิตลดลง เมื่อเคลื่อนไหวได้น้อยลง การพึ่งพาตัวเองในชีวิตประจำวันก็ยากขึ้น
[10] วิธีป้องกันที่เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้
• รับแคลเซียมให้เพียงพอ จากอาหารก่อน แล้วเสริมด้วยอาหารเสริมเฉพาะเมื่อไม่พอ ไม่ใช่กินเสริมอย่างเดียวโดยไม่ปรับอาหาร
• ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักสม่ำเสมอ เช่น เดิน 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
• ออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า เพื่อให้ร่างกายสร้างวิตามินดีเอง
• ตรวจวัดความหนาแน่นกระดูกเมื่อถึงเวลา โดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนวัยและมีปัจจัยเสี่ยง
• ป้องกันการล้ม ปรับสภาพแวดล้อมในบ้าน ติดราวจับในห้องน้ำ เก็บสิ่งกีดขวางบนพื้น
[11] คำถามที่คนถามบ่อย
"กินแคลเซียมเสริมช่วยป้องกันกระดูกพรุนได้จริงไหม?"
แคลเซียมเสริมมีประโยชน์เมื่อได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ แต่หากได้รับเพียงพออยู่แล้ว การเสริมแบบสูงเกินไปอาจไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมในขนาดสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตหรือนิ่วในไต
"ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนทุกคนต้องตรวจกระดูกไหม?"
แนวทางส่วนใหญ่แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปตรวจ และผู้หญิงอายุน้อยกว่าที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจพร้อมกัน
"ออกกำลังกายแบบไหนถึงจะช่วยกระดูกได้จริง?"
การออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพต่อกระดูกคือแบบที่ให้กระดูกรับน้ำหนักตัว เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ขึ้นบันได รำไทเก็ก ว่ายน้ำและปั่นจักรยานช่วยกล้ามเนื้อแต่ช่วยกระดูกน้อยกว่า
"กระดูกพรุนรักษาได้โดยไม่ต้องกินยาไหม?"
ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ถ้าอยู่ในระยะกระดูกบาง (osteopenia) การปรับอาหารและออกกำลังกายอาจเพียงพอ แต่ถ้ากระดูกพรุนแล้วหรือมีความเสี่ยงหักสูง แพทย์มักแนะนำยาร่วมด้วย
"ผู้ชายเป็นกระดูกพรุนได้ไหม?"
ได้ แม้จะพบน้อยกว่าผู้หญิงและมักเกิดช้ากว่า แต่ผู้ชายอายุมากกว่า 70 ปี หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงก็ควรได้รับการประเมินเช่นกัน
[12] สรุป สิ่งที่ควรจำ
• กระดูกพรุนไม่มีอาการก่อนหัก การตรวจก่อนจึงสำคัญกว่าการรอให้รู้ตัว
• ผู้หญิงหลั
งหมดประจำเดือนสูญเสียความหนาแน่นกระดูกเร็วที่สุดในช่วง 5-10 ปีแรก นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่จะดูแล
• แคลเซียมจากอาหารดีกว่าอาหารเสริม และวิตามินดีจำเป็นต้องมีควบคู่กัน
• การออกกำลังกายแบบรับน้ำหนักและการป้องกันการล้มช่วยลดความเสี่ยงกระดูกหักได้จริง
• โรคนี้ดูแลได้ ชะลอได้ และคุณภาพชีวิตที่ดียังรออยู่ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับความกังวลนี้ และยังมีเวลาเสมอที่จะเริ่มดูแลตัวเอง เพื่อคนที่คุณรักและเพื่อตัวคุณเอง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line
https://lin.ee/swOi91Q
โทร 081-5303666
#กระดูกพรุน #โรคกระดูกพรุน #osteoporosis #กระดูกพรุนผู้หญิง #วัยหมดประจำเดือน #ป้องกันกระดูกพรุน #แคลเซียม #วิตามินดี #DXA #ความหนาแน่นกระดูก #กระดูกสะโพกหัก #ผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ
คำถามที่พบบ่อย
Q: หนูอายุ 60 แล้ว กินนมทุกวัน ยังต้องกลัวกระดูกพรุนอีกเหรอคะ?
A: การบริโภคนมเป็นประจำช่วยเสริมสร้างกระดูกได้ แต่ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังหมดประจำเดือน ก็มีผลต่อความหนาแน่นของกระดูกเช่นกันค่ะ
Q: แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ากระดูกเราเริ่มพรุนแล้วคะ?
A: โรคกระดูกพรุนมักไม่มีอาการเตือนจนกว่าจะเกิดกระดูกหัก การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการประเมินค่ะ
Q: ถ้ากระดูกพรุนแล้ว จะรักษาให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้ไหมคะ?
A: การรักษาจะช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการหัก ซึ่งอาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ค่ะ
Q: มีวิธีป้องกันกระดูกพรุนไหมคะ แม้ว่าจะอายุเยอะแล้ว?
A: การออกกำลังกายที่เหมาะสม การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีเพียงพอ และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง อาจช่วยชะลอความเสื่อมของกระดูกได้ค่ะ

