กระดูกทับเส้นข้างขวา... แต่ทำไมวันนี้ถึง "ปวดหลังด้านซ้าย" มากกว่า?
เมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือนสลับข้าง... ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องกระดูกทับเส้น
หมอเข้าใจเลยครับว่ากรณีนี้สร้างความสงสัยให้คนไข้หลายท่านมาก "หมอบอกทับเส้นข้างขวา ร้าวลงขาขวา แต่ทำไมตอนนี้ถึงมาปวดหลังเน้นๆ ที่ด้านซ้ายล่ะหมอ?" อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อยครับ และส่วนใหญ่มักมีคำอธิบายที่ทำให้คนไข้สบายใจขึ้นได้ หากเรารู้ว่ากล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังของเราทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร
เรื่องเล่าจากคนไข้: "คุณประเสริฐ" กับอาการปวดที่ย้ายฝั่ง
คุณประเสริฐ (นามสมมติ) อายุ 55 ปี ตรวจ MRI พบว่ามี หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทด้านขวา มีอาการปวดเสียวลงขาขวาชัดเจน แต่หลังจากรักษาไปสักพัก คุณประเสริฐกลับมาหาหมอด้วยสีหน้ากังวล เพราะเริ่มมีอาการปวดหลังตื้อๆ หนักๆ ที่ "ด้านซ้าย" อย่างรุนแรงจนนอนลำบาก ลุงประเสริฐกลัวว่าหมอนรองกระดูกจะปลิ้นเพิ่มออกมาอีกข้าง หรือเป็นโรคอะไรร้ายแรงที่ฝั่งซ้ายเพิ่มขึ้นมาอีกหรือไม่
ร่างกายเราเหมือน "สะพานแขวน" ที่สายสลิงตึงไม่เท่ากัน
ลองนึกภาพตามหมอนะครับ กระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสากลางสะพาน" และมีกล้ามเนื้อหลังซ้าย-ขวา เป็น **"สายสลิง"**คอยดึงประคองไว้
เมื่อคุณมีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาททางด้านขวา ร่างกายจะตอบสนองโดยสัญชาตญาณครับ คือเราจะพยายาม "เอียงตัวหนีปวด" หรือทิ้งน้ำหนักไปทางด้านซ้ายเพื่อลดแรงกดทับที่เส้นประสาทข้างขวา ผลที่ตามมาคือ กล้ามเนื้อหลังด้านซ้ายต้อง "แบกน้ำหนัก" และ "เกร็งค้าง" มากกว่าปกติเพื่อประคองร่างกายไว้ พอผ่านไปสักพัก กล้ามเนื้อด้านซ้ายที่ทำงานหนักเกินหน้าที่จึงเกิดอาการอักเสบและปวดเกร็งขึ้นมานั่นเองครับ
ทำความรู้จักกับ "ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจากท่าทางที่ผิดปกติ" (Compensatory Muscle Pain)
ในกรณีของคุณพี่ อาการปวดหลังด้านซ้ายที่เพิ่มขึ้นมักไม่ใช่กระดูกทับเส้นอันใหม่ครับ แต่เป็น ภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวจากการชดเชยการบาดเจ็บ (Compensatory Pain)
สาเหตุและการเกิดโรค: เมื่อเส้นประสาทข้างขวาถูกกด (Lumbar Disc Herniation - Right Side) ร่างกายจะเกร็งกล้ามเนื้อหลังฝั่งตรงข้าม (ซ้าย) เพื่อป้องกันการขยับที่จะไปโดนเส้นประสาท การปวดหลังด้านซ้ายจึงมักเป็นปวดที่กล้ามเนื้อ (Myofascial Pain) มากกว่าปวดจากเส้นประสาทครับ
อาการปวดที่แตกต่าง:
-
ปวดจากเส้นประสาท (ข้างขวา): มักเจ็บจี๊ดเหมือนไฟช็อต ร้าวจากหลังลงไปถึงปลายเท้า มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย
-
ปวดจากกล้ามเนื้อชดเชย (ข้างซ้าย): มักปวดตื้อๆ หนักๆ กดแล้วเจ็บ หรือรู้สึกเป็นก้อนตึงๆ บริเวณเอวซ้าย อาการมักปวดเฉพาะจุด ไม่ร้าวลงไปถึงปลายเท้าเหมือนข้างขวา
5 ปัจจัยที่ทำให้ปวดหลังด้านซ้ายมากกว่าเดิม
-
ท่าเดินที่ผิดปกติ: การเดินกะเผลกหรือลงน้ำหนักไม่เท่ากัน
-
การนั่งเอียงตัว: เพื่อเลี่ยงท่าที่ทำให้ขาขวาปวด
-
กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง: ทำให้หลังต้องพึ่งพากล้ามเนื้อชั้นนอกมากเกินไป
-
ความเครียดสะสม: ทำให้กล้ามเนื้อหลังเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว
-
การพักผ่อนไม่เพียงพอ: ทำให้กระบวนการซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักทำได้ช้าลง
การตรวจวินิจฉัย: แยกแยะ "ปวดเส้น" กับ "ปวดกล้ามเนื้อ"
-
การตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะกดดูจุดกดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังด้านซ้าย และทดสอบการยกขา (Straight Leg Raising Test) เพื่อเช็กอาการของเส้นประสาทข้างขวาเปรียบเทียบกัน
-
อัลตราซาวด์กล้ามเนื้อ (Musculoskeletal Ultrasound): ช่วยดูความตึงตัวหรือการอักเสบของพังผืดกล้ามเนื้อด้านซ้ายได้ชัดเจน
-
การประเมินจาก MRI เดิม: หมอจะกลับไปดูภาพ MRI อีกครั้งเพื่อยืนยันว่ารอยโรคเดิมทางด้านขวานั้นมีโอกาสที่จะลามมาทางซ้ายได้หรือไม่ (ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าหมอบอกว่าทับไม่มาก มักจะไม่ค่อยย้ายฝั่งทันทีครับ)
แนวทางการรักษา: จัดการทั้ง "ต้นเหตุ" และ "ผลพลอยได้"
-
รักษาปวดซ้าย (กล้ามเนื้อ): ใช้การประคบอุ่น กายภาพบำบัดด้วยเครื่องนวดอัลตราซาวด์
-
รักษาขวา (เส้นประสาท): ทำกายภาพยืดเส้นประสาท และทานยาในกลุ่มบำรุงเส้นประสาทและลดการอักเสบตามที่หมอสั่ง
-
การฉีดยาเฉพาะจุด: หากปวดหลังซ้ายมาก หมอสามารถฉีดยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาลดอักเสบเข้าไปที่กล้ามเนื้อจุดที่เกร็ง (Trigger Point Injection) โดยใช้เครื่อง ultrasound ช่วยระบุตำแหน่งให้แม่นยำ
-
การฝึกกล้ามเนื้อ (Rehabilitation): เมื่ออาการปวดลดลง ต้องฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้สมดุล เพื่อให้ "สะพาน" กลับมาตั้งตรง ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
พยากรณ์โรค: อาการปวดซ้ายจะหายไหม?
อาการปวดกล้ามเนื้อชดเชยด้านซ้ายมักหายได้เร็วกว่าอาการกระดูกทับเส้นข้างขวาครับ หากเราเริ่มปรับท่าทางและคลายกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี อาการปวดหนักๆ ที่ด้านซ้ายจะทุเลาลงใน 1-2 สัปดาห์ครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
-
หลังเบี้ยวผิดรูปถาวรจากการเอียงตัวนานเกินไป
-
หมอนรองกระดูกด้านขวาปลิ้นเพิ่มขึ้นหากไม่ระวังท่าทาง
-
อาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) ที่ทำให้รักษายากขึ้น
5 วิธีป้องกันไม่ให้ปวดหลังสลับข้าง
-
ไม่นั่งเอียงซ้ายหนีปวดขวา: พยายามนั่งหลังตรง พิงพนักให้เต็มหลัง
-
ใช้หมอนรองเข่า: เวลานอนหงายให้เอาหมอนหนุนใต้ข้อพับเข่า เพื่อให้หลังแนบพื้นและกล้ามเนื้อสองข้างได้พัก
-
เปลี่ยนท่าบ่อยๆ: อย่าแช่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเกิน 30 นาที
-
ออกกำลังกายเบาๆ: เช่น การเดินแกว่งแขนช้าๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ขยับตัว
-
ใส่รองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี: เพื่อลดแรงสะเทือนขึ้นไปยังหลัง
Q&A Section
Q: ปวดหลังซ้ายมากกว่าขวา แปลว่าโรคแย่ลงไหม? A: ไม่เสมอไปครับ ส่วนใหญ่เป็นเพราะกล้ามเนื้อซ้ายทำงานหนักเกินไป (Overuse) แต่ถ้ามีอาการชาร้าวลงขาซ้ายเพิ่มขึ้นด้วย อันนี้ต้องรีบมาพบหมอครับ
Q: ต้องทำ MRI ใหม่ไหมถ้าปวดคนละที่? A: ถ้าคุณพี่เพิ่งทำ MRI มาไม่นาน และไม่มีอาการอุบัติเหตุใหม่ หมอมักจะเริ่มจากการตรวจร่างกายก่อนครับ เพราะ MRI เดิมมักจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดอยู่แล้ว
Q: ทายานวดด้านซ้ายได้ไหม? A: ทาได้ครับ ยานวดจะช่วยคลายกล้ามเนื้อหลังด้านซ้ายที่ตึงอยู่ให้ผ่อนคลายขึ้นได้ระดับหนึ่งครับ
สรุป 5 ประเด็นสำคัญ
-
ปวดหลังด้านซ้ายในคนที่เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นข้างขวา มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อชดเชย
-
อาการปวดกล้ามเนื้อ (ซ้าย) จะรู้สึกปวดตื้อๆ หนักๆ ต่างจากปวดเส้นประสาท (ขวา) ที่จะเสียวร้าว
-
การรักษาควรทำควบคู่กัน ทั้งการลดปวดกล้ามเนื้อซ้าย และรักษาเส้นประสาทขวา
-
การปรับท่าทางให้สมดุลและไม่เอียงตัวหนีปวด คือหัวใจสำคัญของการหายขาด
-
หากมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาข้างซ้ายเพิ่มขึ้น ต้องรีบกลับไปปรึกษาแพทย์ทันที
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลังด้านซ้าย #กระดูกทับเส้น #หมอนรองกระดูกปลิ้น #ปวดหลังร้าวลงขา #ปวดกล้ามเนื้อหลัง #กายภาพบำบัด #รักษาโรคกระดูก #MRIหลัง #ฉีดยาลดปวด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #HerniatedDisc #BackPain #Sciatica #LumbarSpondylosis #PhysicalTherapy

