เกาต์สาเหตุสำคัญ ปัญหาไตวายเรื้อรัง ในเพศชาย

โรคเก๊าต์ เป็นสาเหตุที่สำคัญของปัญหาไตวายเรื้อรังในเพศชาย

โดย ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

เก๊าต์ เป็นสาเหตุที่สำคัญของปัญหาไตวายเรื้อรังในเพศชาย !!! หลายคนชะล่าใจ ว่าเป็นเก๊าต์ ถ้าไม่ปวดก็ไม่ต้องรักษา หรือ ป้องกันบางคนเป็นแล้วรักษาอาการปวดดีแล้ว ก็ไม่รักษาติดตามต่อ ปัญหาคือ มันมีผลต่อไต

เก๊าต์ คือโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบตามข้อต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะเพศชาย

ตำแหน่งที่พบบ่อยคือหัวแม่เท้า ส้นเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า และข้อศอก ซึ่งอาการกำเริบของเก๊าท์นั้นจะมีการอักเสบอย่างเฉียบพลันทำให้ปวดมาก ไม่สามารเดินลงน้ำหนักได้ ขยับก็มีอาการปวด

เก๊าท์กำเริบที่หัวแม่เท้า

มักจะเกิดหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ ยอดผัก เช่น หน่อไม้

ข้อเท้าอักเสบ

สิ่งที่อันตรายในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ก็คือ เกิดการตกตะกอนของยูริกที่ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง พบว่าเพศชายที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังนั้น ประมาณ 60-70% นั้นมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคเก๊าท์

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยละเลยในการรักษาโรคเก๊าท์ เพราะหลังจากรักษาโรคเก๊าท์ในระยะที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน เมื่ออาการปวดหายไปแล้ว ผู้ป่วยก็มักจะนึกว่าหายจากโรค ไม่จำเป็นต้องทานยาลดกรดยูริก ทำให้ปริมาณของกรดยูริกในร่างกายมีปริมาณสูง จึงเกิดการตกตะกอนที่ไต ทำให้การทำงานของไตเสียไป

ปัญหาคือ ไตวาย

การรักษาโรคเก๊าท์แบ่งเป็น 2 ระยะคือ

  • ในระยะที่มีอาการอักเสบเฉียบพลันและมีอาการปวดมากนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ รักษาเพื่อลดการอักเสบ และบรรเทาอาการปวด ซึ่งมักจะให้ยาลดการอักเสบในกลุ่ม NSAIDs เช่น Voltaren, Arcoxia, Celebrex ร่วมกับ colchicine เพื่อบรรเทาอาการปวดในระยะเฉียบลัน ถ้ามีการอักเสบมาก อาจมีการฉีดยาลดการอักเสบร่วมด้วย
  • ในระยะที่การอักเสบหายไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ เป็นการรักษาเพื่อลดปริมาณกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งจำเป็นที่ต้องใยาเพื่อลดกรดยูริก โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้กรดยูริกในร่างกานน้อยกว่า 6 my/dl ยาลดกรดยูริกมีหลายประเภท คงต้องเลือกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละราย

หลังจากรักษาแล้วก็หมั่นติดตาม ตรวจเลือดเพื่อดูผลของการรักษา ในช่วงแรกอาจจะทุก 3 เดือน ถ้าอาการดีขึ้นอาจตรวจทุก 6 เดือน ค่าที่ต้องติดตามคือ

  • การทำงานของไต BUN, Creatinine
  • ปริมาณของกรดยูริกในร่างกาย uric acid level
  • ค่าการอักเสบภายในร่างกาย ESR, CRP

กล่าวโดยสรุปสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ถ้ามีการอักเสบ ให้รักษาอาการอักเสบก่อนในระยะ 2 สัปดาห์แรก หลังจากอาการอักเสบหายไปแล้ว ไม่มีอาการปวดแล้วก็มาลดปริมาณยูริกด้วยการรับประทานยาลดการสร้างยูริก หรือยาขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ เพื่อไม่ให้เกิดการตกตะกอนที่ไต เป้าหมายที่สำคัญของการรักษาในระยะนี้คือ ป้องกันไตวายในอนาคต

ดังนั้นเมื่อท่านเป็นเก๊าท์แล้ว อย่าได้นิ่งนอนใจว่าไม่ปวด ไม่อักเสบ ไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือต้องควบคุมปริมาณของกรดยูริกให้ดี ไม่ให้มีปริมาณสูง ก็จะลดความเสี่ยงต่อร่างกายได้นะครับ


สอบถามปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อได้ที่

Line OA: https://lin.ee/swOi91Q หรือ Line ID search @doctorkeng

Website: www.doctorkeng.com YouTube: https://www.youtube.com/results?search_query=taninnit+leerapun Facebook:หมอเก่งไขปัญหาปวดกระดูกและข้อ **Blockdit:**https://www.blockdit.com/doctorkeng

คำถามที่พบบ่อย

Q: เป็นเก๊าต์แล้วไตจะวายจริงเหรอคะ? A: ในเพศชายที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังจำนวนมาก มีสาเหตุมาจากการเป็นโรคเก๊าต์ค่ะ Q: ถ้าเก๊าต์ไม่ปวดแล้ว ไม่ต้องกินยาก็ได้ใช่ไหมคะ? A: การรักษาเก๊าต์ในระยะที่ไม่มีอาการปวดก็ยังจำเป็น เพื่อควบคุมระดับกรดยูริกและป้องกันผลต่อไตค่ะ Q: มีวิธีรักษาเก๊าต์ที่ช่วยเรื่องไตด้วยไหมคะ? A: การรักษาเก๊าต์มีทั้งการลดการอักเสบและยาเพื่อลดปริมาณกรดยูริก ซึ่งอาจช่วยป้องกันปัญหาไตได้ค่ะ Q: ต้องตรวจอะไรบ้างคะเวลาไปหาหมอเรื่องเก๊าต์? A: แพทย์อาจตรวจการทำงานของไต ระดับกรดยูริก และค่าการอักเสบในร่างกายค่ะ Q: ถ้าเป็นเก๊าต์แล้วต้องกินยาลดกรดยูริกตลอดชีวิตเลยไหมคะ? A: การรักษาจะพิจารณาเป็นรายบุคคล ขึ้นอยู่กับระดับกรดยูริกและการตอบสนองต่อการรักษาค่ะ