ปวดหลังมาหลายสัปดาห์ นอนพักก็แล้ว ทายาก็แล้ว แต่กลับปวดมากขึ้นตอนกลางคืน ไม่ดีขึ้นเหมือนที่เคยเป็น

คุณสมหญิง อายุ 60 ปี คิดว่าเป็นแค่เส้นยึดจากงานบ้าน เธอทนอยู่เกือบสองเดือน เพราะไม่อยากเป็นภาระใคร จนวันหนึ่งขาเริ่มอ่อนแรง ลุกเดินไม่ไหวเหมือนเดิม สิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก กลับไม่ใช่อย่างที่คิด

ปวดหลังส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่บางสัญญาณบอกว่าต้องรีบตรวจ บทความนี้จะช่วยให้คุณแยกออกว่า ปวดแบบไหนรอได้ และแบบไหนรอไม่ได้


ปวดหลังที่มาพร้อมไข้ น้ำหนักลด หรืออ่อนแรง สัญญาณที่ไม่ควรปล่อยผ่าน


อาการปวดหลังเป็นเรื่องที่เกือบทุกคนเคยเจอ ส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือข้อต่อที่ทำงานหนักเกินไป พักสักระยะก็ดีขึ้นเอง

แต่มีปวดหลังอีกแบบหนึ่งที่ต่างออกไป เป็นแบบที่ยิ่งพักยิ่งไม่ดีขึ้น ปวดตอนกลางคืนจนนอนไม่หลับ และบางครั้งมาพร้อมไข้หรือน้ำหนักที่ลดลงโดยไม่ตั้งใจ ปวดแบบนี้แหละที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติมากกว่ากล้ามเนื้อธรรมดา

หนึ่งในสาเหตุที่หลายคนไม่เคยนึกถึงคือ "การติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง" ซึ่งพบไม่บ่อย แต่ถ้ารู้ช้า ผลที่ตามมาอาจรุนแรงถึงขั้นเดินไม่ได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณรู้จักสัญญาณเตือน รู้ว่าใครเสี่ยง และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรรีบไปหาหมอ

เรื่องของคุณสมหญิง

ก่อนหน้านี้คุณสมหญิงเป็นคนแข็งแรง ทำงานบ้าน รดน้ำต้นไม้ ดูแลหลานได้ทุกวัน

วันหนึ่งเธอเริ่มปวดหลังตื้อ ๆ คิดว่าคงยกของหนักหรือก้มผิดท่า เธอซื้อยาแก้ปวดมากิน ทายา นวด พักผ่อน เหมือนที่เคยทำแล้วหาย

แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม อาการปวดไม่ยอมหาย แถมปวดมากขึ้นตอนกลางคืนจนต้องตื่น บางคืนมีไข้ต่ำ ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว เธอคิดว่าเป็นหวัดธรรมดา

เพราะไม่อยากให้ลูกหลานเป็นห่วง เธอจึงทนอยู่เกือบสองเดือน จนวันหนึ่งขาเริ่มชาและอ่อนแรง ลุกเดินไม่ค่อยไหว ครอบครัวจึงพาไปโรงพยาบาล

หลังจากตรวจอย่างละเอียด หมอพบว่าเธอมีการติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง ลุกลามจนกดทับเส้นประสาท โชคดีที่ยังมาทัน ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และค่อย ๆ ฟื้นกลับมา เรื่องของคุณสมหญิงสอนเราว่า ปวดหลังบางแบบ "รอ" ไม่ได้

ทำไมกระดูกสันหลังถึงติดเชื้อได้ และเกิดขึ้นอย่างไร

หลายคนไม่รู้ว่ากระดูกสันหลังก็ติดเชื้อได้เหมือนอวัยวะอื่น และส่วนใหญ่เชื้อไม่ได้เข้ามาทางบาดแผลที่หลังโดยตรง

ลองนึกภาพว่าเลือดของเราเหมือนถนนสายหลักที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย เวลามีการติดเชื้อที่ไหนสักแห่ง เช่น แผลที่ผิวหนัง การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือแม้แต่ฟันผุ เชื้อโรคบางตัวสามารถหลุดเข้าสู่กระแสเลือด แล้วเดินทางไปได้ทั่วร่าง รวมถึงไปเกาะที่กระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลังเป็นบริเวณที่มีเลือดมาเลี้ยงมาก เชื้อจึงชอบมาตกค้างตรงนี้ พอเชื้อเกาะที่กระดูกได้แล้ว มันจะค่อย ๆ ลามเข้าไปที่หมอนรองกระดูกซึ่งอยู่ติดกัน หมอนรองกระดูกมีเลือดมาเลี้ยงน้อย จึงเปรียบเหมือนมุมอับชื้นที่เชื้อเติบโตได้ดีและร่างกายกำจัดได้ยาก การติดเชื้อจึงค่อย ๆ คืบหน้าอย่างเงียบ ๆ

เมื่อเชื้อทำลายกระดูกและหมอนรองมากขึ้น ร่างกายจะตอบสนองด้วยการอักเสบ ทำให้ปวดลึก ๆ ที่ไม่หายไปด้วยการพัก และเพราะเป็นการอักเสบจากเชื้อ ไม่ใช่จากการใช้งาน อาการจึงมักปวดตลอดเวลา รวมทั้งตอนพักและตอนกลางคืน นี่คือเหตุผลที่ปวดแบบนี้ต่างจากปวดกล้ามเนื้อทั่วไป

ถ้าปล่อยไว้นานขึ้น หนองจากการติดเชื้ออาจสะสมจนเป็นก้อน ไปเบียดหรือกดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้ ๆ ทำให้เริ่มมีอาการชา อ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโรคลุกลามมากแล้ว

ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ

การติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปที่กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ตามผิวหนังของคนทั่วไป

ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือกระดูกสันหลังส่วนเอว เพราะเป็นบริเวณที่รับน้ำหนักมากและมีเลือดมาเลี้ยงดี

อาการที่พบ ได้แก่

  • ปวดหลังที่ค่อย ๆ เป็นมากขึ้น ไม่ดีขึ้นจากการพักหรือกินยาแก้ปวด

  • ปวดตอนกลางคืนหรือตอนพัก จนรบกวนการนอน

  • อาจมีไข้ แต่หลายคนไม่มีไข้เลย จึงทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย

  • ถ้าลุกลามจนกดเส้นประสาท จะมีอาการชา อ่อนแรงที่ขา หรือควบคุมปัสสาวะอุจจาระไม่ได้

จุดที่ทำให้โรคนี้อันตราย คือมันมาแบบเงียบ ๆ อาการช่วงแรกเหมือนปวดหลังธรรมดา หลายคนจึงปล่อยไว้นานหลายเดือนกว่าจะรู้ว่าเป็นอะไร

ใครที่เสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

โรคนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่บางกลุ่มมีโอกาสมากกว่า เพราะร่างกายต่อสู้กับเชื้อได้น้อยลง

[1] ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะคนที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี เพราะน้ำตาลสูงทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอและติดเชื้อง่ายขึ้น

[2] ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่ฟอกไต

[3] คนที่มีการติดเชื้อที่อื่นในร่างกายอยู่ก่อน เช่น แผลเรื้อรัง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด

[4] ผู้ที่เคยได้รับหัตถการหรือการฉีดยาบริเวณกระดูกสันหลังมาก่อน

[5] ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ แล้วมีปวดหลังที่ผิดปกติ ควรใส่ใจเป็นพิเศษ

แพทย์วินิจฉัยโรคนี้อย่างไร

การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญที่สุดของโรคนี้ เพราะถ้าเข้าใจผิดว่าเป็นปวดหลังธรรมดา การรักษาก็จะผิดทิศทาง

  • ซักประวัติ หมอจะถามอย่างละเอียดเรื่องลักษณะอาการปวด ระยะเวลา ไข้ น้ำหนักที่ลด และโรคประจำตัวหรือการติดเชื้อที่เคยเป็น

  • ตรวจร่างกาย ดูจุดที่กดเจ็บ ตรวจกำลังกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก และระบบประสาท

  • ตรวจเลือด ดูค่าการอักเสบในร่างกาย ซึ่งมักสูงขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อ

  • เอกซเรย์ ช่วยดูภาพรวมของกระดูก แต่ในระยะแรกมักยังไม่เห็นความผิดปกติชัดเจน

  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ / MRI) เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุด เห็นการอักเสบของกระดูก หมอนรอง และหนองที่กดเส้นประสาทได้ชัดเจน

  • การเจาะชิ้นเนื้อหรือดูดหนองไปเพาะเชื้อ เพื่อให้รู้ว่าเป็นเชื้ออะไร จะได้เลือกยาฆ่าเชื้อได้ตรงตัว

จะเห็นว่าการตรวจของโรคนี้เน้นที่การหาเชื้อและดูการลุกลาม ไม่ใช่แค่ดูว่ากระดูกเสื่อมหรือไม่

แนวทางการรักษา

สำหรับคุณสมหญิง สิ่งแรกที่หมอทำคือรับเธอไว้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือดได้เต็มที่ และเฝ้าดูอาการทางระบบประสาทอย่างใกล้ชิด

การรักษาโรคติดเชื้อที่กระดูกสันหลังมีหลักสำคัญดังนี้

  • ยาฆ่าเชื้อ เป็นหัวใจของการรักษา มักต้องให้ทางเส้นเลือดต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ และต่อด้วยยากินอีกระยะหนึ่ง รวมแล้วใช้เวลานานพอสมควรเพื่อกำจัดเชื้อให้หมดจริง

  • การหาเชื้อให้เจอ ด้วยการเพาะเชื้อจากเลือดหรือชิ้นเนื้อ เพื่อเลือกยาให้ตรงกับเชื้อ ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการเดา

  • การผ่าตัด จะพิจารณาในบางกรณี เช่น มีหนองก้อนใหญ่กดเส้นประสาท มีอาการอ่อนแรงที่แย่ลง หรือกระดูกสันหลังไม่มั่นคง การผ่าตัดช่วยระบายหนอง ลดการกดทับ และจัดกระดูกให้มั่นคงขึ้น

สิ่งที่อยากเน้นเป็นพิเศษคือ โรคนี้ไม่ใช่โรคที่รักษาด้วยการฉีดยาแก้อักเสบเข้าโพรงกระดูกสันหลังหรือรอบเส้นประสาท ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กับอาการปวดบางชนิด แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อ การฉีดแบบนั้นกลับเป็นอันตราย เพราะอาจทำให้เชื้อกระจายมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม "การวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนเลือกวิธีรักษา" จึงสำคัญมาก

การฟื้นตัวต้องอาศัยเวลาและความอดทน หลายคนค่อย ๆ กลับมาแข็งแรงได้ แต่กว่าจะกลับมาเต็มที่อาจใช้เวลาเป็นหลักเดือนถึงปี การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอตามที่หมอแนะนำจึงสำคัญมากครับ

โรคนี้หายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

ข่าวดีคือ ถ้าได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีโอกาสหายและกลับมาใช้ชีวิตได้ดี

แต่ต้องเข้าใจว่าโรคนี้ใช้เวลารักษานาน ไม่ใช่กินยาไม่กี่วันแล้วหาย การให้ยาฆ่าเชื้ออาจกินเวลาหลายสัปดาห์ และกว่าร่างกายจะกลับมามีกำลังเต็มที่ บางคนใช้เวลาถึงประมาณหนึ่งปี

การกลับมาเป็นซ้ำพบได้ไม่บ่อย ตราบใดที่รักษาครบและกำจัดเชื้อได้หมดจริง

สิ่งที่ตัดสินผลการรักษามากที่สุดคือ "ความเร็วในการมาพบแพทย์" ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาง่ายและฟื้นตัวดี ยิ่งปล่อยไว้นานจนเส้นประสาทถูกทำลาย โอกาสที่จะมีอาการอ่อนแรงค้างก็มากขึ้น

ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น

การติดเชื้อที่กระดูกสันหลังไม่ได้หายเอง และมีแนวโน้มลุกลามมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่รักษา สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือ

  • หนองสะสมเป็นก้อนไปกดทับเส้นประสาท ทำให้แขนขาอ่อนแรง อาจถึงขั้นเดินไม่ได้

  • ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้ ซึ่งบางกรณีอาจเป็นความเสียหายถาวร

  • กระดูกสันหลังถูกทำลายจนยุบตัวหรือผิดรูป

  • เชื้อกระจายเข้าสู่กระแสเลือด กลายเป็นการติดเชื้อทั้งตัวที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้บอกเพื่อให้ตกใจ แต่เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ควรปล่อยปวดหลังที่ผิดปกติทิ้งไว้นาน

วิธีดูแลและลดความเสี่ยง

แม้โรคนี้จะป้องกันได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพพื้นฐาน

[1] ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะเบาหวาน ให้น้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

[2] รักษาการติดเชื้อที่อื่นในร่างกายให้หายขาด เช่น แผลที่ผิวหนัง ฟันผุ หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ อย่าปล่อยทิ้งไว้

[3] ดูแลความสะอาดและทำตามคำแนะนำของแพทย์เมื่อต้องทำหัตถการใด ๆ

[4] ดูแลสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ กินอาหารมีประโยชน์ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี

[5] ไม่ปล่อยปวดหลังที่ผิดปกติทิ้งไว้นาน ถ้ามีสัญญาณเตือนให้รีบไปพบแพทย์

คำถามที่พบบ่อย

ถาม ปวดหลังธรรมดากับปวดหลังจากการติดเชื้อ ต่างกันอย่างไร

ตอบ ปวดกล้ามเนื้อทั่วไปมักดีขึ้นเมื่อพักและสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว ส่วนปวดจากการติดเชื้อมักปวดตลอดเวลา ไม่ดีขึ้นจากการพัก ปวดตอนกลางคืน และอาจมีไข้หรือน้ำหนักลดร่วมด้วย

ถาม ไม่มีไข้ แปลว่าไม่ใช่การติดเชื้อใช่ไหม

ตอบ ไม่จริงเสมอไป ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีไข้เลย จึงไม่ควรใช้ไข้เป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว ถ้าปวดผิดปกติร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยง ก็ควรตรวจ

ถาม โรคนี้ต้องผ่าตัดทุกคนไหม

ตอบ ไม่ ผู้ป่วยหลายคนรักษาหายได้ด้วยยาฆ่าเชื้อโดยไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะเมื่อมีหนองกดเส้นประสาท อาการอ่อนแรงที่แย่ลง หรือกระดูกไม่มั่นคง

ถาม รู้ช้าจะสายเกินไปไหม

ตอบ ยิ่งมาเร็วยิ่งดี ถ้ามาก่อนที่เส้นประสาทจะถูกทำลายมาก โอกาสฟื้นตัวจะสูง การมาพบแพทย์ทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือนจึงสำคัญที่สุด

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

  • ปวดหลังส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ปวดที่ไม่ดีขึ้นจากการพัก ปวดกลางคืน หรือมีไข้ น้ำหนักลด อ่อนแรง คือสัญญาณที่ต้องรีบตรวจ

  • การติดเชื้อที่กระดูกสันหลังมาแบบเงียบ ๆ และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปวดหลังธรรมดา

  • กลุ่มเสี่ยงที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษคือ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และผู้ที่มีการติดเชื้อที่อื่นอยู่ก่อน

  • หัวใจของการรักษาคือยาฆ่าเชื้อ ไม่ใช่การฉีดยาแก้อักเสบเข้าหลัง การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงสำคัญที่สุด

  • คุณไม่ได้เผชิญเรื่องนี้คนเดียว การสังเกตอาการของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วมาตรวจแต่เนิ่น ๆ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้เพื่อกันและกัน


อาการปวดหลังส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่บางกรณีคือสัญญาณของโรคที่ต้องรีบรักษา สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อแยกให้ได้ว่าปวดแบบไหนดูแลเองได้ และแบบไหนต้องรีบพบแพทย์ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ หมอเก่ง กระดูกและข้อ – ธนินนิตย์คลินิก Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666


#ปวดหลัง #กระดูกสันหลังติดเชื้อ #ปวดหลังเรื้อรัง #สัญญาณอันตรายปวดหลัง #เบาหวาน #ดูแลกระดูกและข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #เชียงใหม่ #ปวดหลังแบบไหนอันตราย

คำถามที่พบบ่อย

Q: ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปหาหมอเลยไหมคะ? A: หากมีอาการปวดหลังร่วมกับไข้ น้ำหนักลด หรือขาอ่อนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยค่ะ Q: เป็นหวัดแล้วปวดหลังด้วย แบบนี้อันตรายไหมคะ? A: อาการปวดหลังที่มาพร้อมไข้ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง ซึ่งควรได้รับการตรวจจากแพทย์ค่ะ Q: ถ้าปวดหลังตอนกลางคืนมากๆ แล้วก็มีไข้ด้วย จะเป็นอะไรมากไหม? A: อาการปวดหลังตอนกลางคืนร่วมกับไข้ อาจบ่งชี้ถึงภาวะที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ค่ะ Q: น้ำหนักลดไปเองโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็ปวดหลังด้วย แบบนี้ต้องกังวลไหม? A: การมีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมกับอาการปวดหลัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุค่ะ Q: ขาเริ่มอ่อนแรง เดินไม่ค่อยไหว แล้วก็ปวดหลังด้วย แบบนี้เป็นเพราะอะไรคะ? A: อาการขาอ่อนแรงร่วมกับอาการปวดหลัง อาจเป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ค่ะ