
บางวันก้าวขาแรกตอนเช้าแล้วรู้สึกสะโพกติด เดินขึ้นบันไดแล้วสะโพกหน่วง ๆ จนต้องหยุดพัก
แม่บ้านวัย 58 ปีคนหนึ่งบอกว่าปวดสะโพกซ้ายมาสองปี บางคืนนอนตะแคงซ้ายไม่ได้เลย ต้องพลิกตัวทั้งคืน อยากเดินไปตลาดกับสามีเหมือนเดิม แต่กลัวว่าหมอจะบอกให้ผ่าตัด เลยเก็บอาการไว้คนเดียวมาตลอด
บทความนี้อธิบายตรง ๆ ว่าปวดสะโพกแต่ละแบบต่างกันอย่างไร มีทางรักษาอะไรบ้างก่อนถึงขั้นผ่าตัด และเมื่อไรที่การเปลี่ยนข้อจำเป็นจริง ๆ
ปวดสะโพก ร้าวลงขา หรือแค่ข้อเสื่อม — รู้แบบนี้ก่อน วางแผนการรักษาได้ถูกทาง
คนส่วนใหญ่เรียกอาการปวดบริเวณสะโพก ต้นขา และร้าวลงขาว่า "ปวดสะโพก" เหมือนกันหมด แต่ความจริงแล้ว "สะโพก" ในทางการแพทย์หมายถึงบริเวณที่กว้างมาก ครอบคลุมทั้งข้อต่อสะโพก กล้ามเนื้อรอบสะโพก เส้นเอ็น และเส้นประสาทที่วิ่งผ่านบริเวณนั้น
คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนคือ ปวดในข้อ หรือปวดจากนอกข้อ และปวดจากโครงสร้างสะโพกเอง หรือปวดเพราะเส้นประสาทถูกกด
นิดา วัย 62 ปี ออกกำลังกายเป็นประจำมาตลอดชีวิต เธอเดินสวนสาธารณะทุกเช้า ดูแลหลานสองคนช่วงกลางวัน ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุข
แต่เมื่อสองปีก่อน เธอเริ่มรู้สึกว่าก้าวขาแรกตอนตื่นนอนช้าลง สะโพกซ้ายตึงราวกับมีน็อตขันแน่นอยู่ในข้อ
ปีแรกเธอทนได้ แต่ปีที่สองอาการเปลี่ยน เริ่มปวดร้าวลงต้นขาด้านหน้า และบางวันเจ็บที่เข่าซ้ายโดยไม่มีสาเหตุ เธอเริ่มเลิกเดินออกกำลังกาย เลิกดูแลหลาน กลัวล้ม
หลายคนไม่รู้ว่าอาการ "ปวดสะโพกร้าวลงขา" เกิดได้จากสาเหตุที่แตกต่างกันมาก
ลองนึกภาพข้อสะโพกเป็นลูกบอลที่วางอยู่ในถ้วย ลูกบอลคือส่วนหัวกระดูกต้นขา ถ้วยคือเบ้าสะโพก พื้นผิวทั้งสองด้านเคลือบด้วย "กระดูกอ่อน" ที่ทำหน้าที่เหมือนยางกันกระแทก
เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอลงตามอายุหรือแรงกดสะสม พื้นผิวที่เคยลื่นก็เริ่มขรุขระ ข้อเริ่มอักเสบ น้ำหล่อเลี้ยงในข้อลดลง และในที่สุดกระดูกก็เริ่มเสียดสีกัน นี่คือที่มาของ "ข้อสะโพกเสื่อม" (hip osteoarthritis) ซึ่งทำให้ปวดลึก ๆ ในข้อ และมักร้าวไปที่ขาหนีบหรือต้นขาด้านหน้า
แต่ยังมีอีกกลไกหนึ่งที่คนมักสับสน คือปวดสะโพกจากเส้นประสาทถูกกด ซึ่งเกิดที่ "ต้นทาง" ไม่ใช่ที่ข้อสะโพก เส้นประสาทที่วิ่งออกจากกระดูกสันหลังระดับเอวและก้นกบจะผ่านบริเวณก้นและสะโพก ถ้าเส้นประสาทไซอาติก (sciatic nerve) ถูกกดตรงบริเวณสะโพก จะทำให้ปวดร้าวตามแนวเส้นประสาทตั้งแต่สะโพก ต้นขา ลงถึงน่องและเท้า
นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างอื่นอีก เช่น ถุงน้ำหล่อลื่นรอบข้อสะโพก (bursae) ที่เมื่ออักเสบจะทำให้เจ็บที่สะโพกด้านนอกชัดเจน โดยเฉพาะเวลานอนตะแคงหรือกดทับ กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบสะโพก เช่น กล้ามเนื้อก้น ก็ทำให้ปวดร้าวได้เช่นกัน
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ปวดสะโพกแบบเดียวกันในสองคนอาจต้องการการรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง
ปวดสะโพกแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลักตามที่มาของอาการ
แบบที่หนึ่ง ข้อสะโพกเสื่อม หรือ hip osteoarthritis กระดูกอ่อนในข้อสะโพกสึกหรอลงตามอายุหรือจากแรงกดสะสม ทำให้ข้อตึงแข็งในตอนเช้า ปวดลึก ๆ บริเวณขาหนีบและต้นขาด้านหน้า และเจ็บมากขึ้นเมื่อก้าวขาหรือขึ้น-ลงบันได
แบบที่สอง ถุงน้ำรอบข้อสะโพกอักเสบ หรือ trochanteric bursitis เจ็บที่สะโพกด้านนอกชัดเจน เจ็บมากเวลานอนตะแคงทับข้างนั้น หรือเวลากดตรงตำแหน่ง ไม่มักร้าวลงขา ต่างจากเส้นประสาทถูกกด
แบบที่สาม เส้นประสาทไซอาติกถูกกด (sciatica) จากสาเหตุในบริเวณสะโพก ปวดร้าวตามแนวเส้นประสาทชัดเจน จากก้นลงต้นขาด้านหลัง บางรายถึงน่องและเท้า อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย มักต่างจากเส้นประสาทถูกกดจากหมอนรองกระดูกสันหลัง ตรงที่ตำแหน่งกดทับอยู่ที่กล้ามเนื้อก้น (piriformis syndrome) ไม่ใช่ที่กระดูกสันหลัง
แบบที่สี่ กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบสะโพกตึงหรืออักเสบ ปวดบริเวณรอบสะโพก ต้นขา หรือก้น มักเกิดจากท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือกล้ามเนื้อขาดความสมดุล ปวดเมื่อเคลื่อนไหวในท่าใดท่าหนึ่งเป็นพิเศษ
• อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วง 50 ปีขึ้นไป กระดูกอ่อนสึกหรอตามธรรมชาติเร็วขึ้น
• น้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ เพราะข้อสะโพกรับน้ำหนักเป็นสามถึงห้าเท่าของน้ำหนักตัวในแต่ละก้าว
• ประวัติได้รับบาดเจ็บที่สะโพกหรือกระดูกสันหลัง แม้จะ
• ท่านั่งหรือนอนที่กดทับสะโพกเป็นเวลานาน เช่น นอนตะแคงข้างเดิมทุกคืนโดยไม่มีการรองรับที่ดี
• ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อสะโพกและแกนกลางลำตัว ซึ่งทำให้แรงกดกระจายไม่สม่ำเสมอ
การวินิจฉัยที่ถูกต้องเริ่มจากการซักประวัติที่ละเอียด
แพทย์จะถามว่าปวดตรงไหนชัดที่สุด ปวดแบบตื้อ หน่วง หรือแปลบ ร้าวไปที่ไหน ปวดมากขึ้นเมื่อทำอะไร และอาการเริ่มเกิดขึ้นเมื่อไร
ต่อจากนั้นคือการตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจช่วงการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก ทดสอบความแข็งแรงกล้ามเนื้อ กดตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อหาจุดเจ็บ และทดสอบด้วยท่าพิเศษเพื่อแยกว่าปวดมาจากข้อ จากกล้ามเนื้อ หรือจากเส้นประสาท
การอัลตราซาวด์ (ultrasound) ช่วยดูถุงน้ำ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อในแบบ real-time ขณะที่เอกซเรย์ (X-ray) ดูโครงสร้างกระดูกและระยะห่างของข้อสะโพก ส่วนการตรวจ MRI จะให้รายละเอียดของกระดูกอ่อน เส้นเอ็น และเส้นประสาทที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแพทย์จะเลือกส่งตรวจตามความจำเป็นของแต่ละราย ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน
เป้าหมายแรกของการรักษาคือ ลดความเจ็บปวด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่รีบผ่าตัดทันที
ระยะแรก การดูแลตนเองและปรับพฤติกรรม ปรับท่านอน ถ้านอนตะแคงแล้วปวดสะโพกด้านบน ลองใช้หมอนรองระหว่างเข่า จะช่วยให้สะโพกอยู่ในแนวตรงและลดแรงกดที่ถุงน้ำด้านนอก การเดินในน้ำหรือว่ายน้ำช่วยบริหารข้อโดยไม่เพิ่มแรงกด และการลดน้ำหนักทุก ๆ 1 กิโลกรัมลดแรงที่ข้อสะโพกได้ถึง 3-4 กิโลกรัมต่อก้าว
ระยะกลาง กายภาพบำบัดและยา นักกายภาพบำบัดจะออกแบบโปรแกรมยืดกล้ามเนื้อก้น เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบสะโพก และฝึกแกนกลางลำตัว ซึ่งช่วยลดแรงกดที่ข้อได้อย่างตรงจุด ยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ใช้ระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในช่วงอาการกำเริบ
ระยะถัดมา การฉีดยาเข้าข้อหรือเนื้อเยื่อรอบข้อ ในรายที่ตอบสนองต่อกายภาพบำบัดไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาต้านการอักเสบเข้าบริเวณถุงน้ำหรือข้อสะโพก เพื่อลดการอักเสบและเปิดโอกาสให้ร่างกายตอบสนองต่อการบำบัดได้ดีขึ้น การรักษาด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีการศึกษาในกลุ่มข้อเสื่อมระยะต้นถึงปานกลาง
ดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (hip replacement) สำหรับผู้ที่ข้อสะโพกเสื่อมถึงระยะที่ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก และไม่ตอบสนองต่อการรักษาอนุรักษ์ทุกอย่างแล้ว การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นการผ่าตัดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าให้ผลดีในระยะยาว ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับมาเดินได้ตามปกติภายในไม่กี่สัปดาห์หลังผ่าตัด ดูแลตัวเองเองได้ และกลับไปทำสิ่งที่รักได้อีกครั้ง
ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ
ถุงน้ำรอบข้ออักเสบ และปวดจากกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็น มักดีขึ้นได้ดีเมื่อรักษาตรงจุด หลายรายหายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงสองสามเดือน ถ้ารักษาต่อเนื่องและปรับพฤติกรรมด้วย
ข้อสะโพกเสื่อมในระยะต้นถึงปานกลาง สามารถชะลอการดำเนินโรค ลดความเจ็บปวด และรักษาการเคลื่อนไหวไว้ได้ด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์และกายภาพบำบัด ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย
ข้อสะโพกเสื่อมระยะท้ายที่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นไม่ได้แล้ว การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมให้ผลดีมากในระยะยาว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังผ่าตัด
ข้อสะโพกเสื่อมที่ไม่ได้รับการดูแลมักดำเนินไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ กระดูกอ่อนที่สึกหรอไม่สามารถฟื้นคืนตัวเองได้ ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งสึกลึกขึ้น
ผลที่ตามมาในระยะยาว ได้แก่ ช่วงการเคลื่อนไหวของสะโพกลดลง เดินกะเผลก กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรง และเพิ่มความเสี่ยงของการล้มได้
ในกรณีปวดสะโพกจากเส้นประสาทถูกกด ถ้าทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาการชาหรืออ่อนแรงอาจรุนแรงขึ้นได้
• เคลื่อนไหวสม่ำเสมอด้วยกิจกรรมที่ไม่กระแทกข้อ เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
• รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุก 1 กิโลกรัม เพิ่มแรงกดที่ข้อสะโพกหลายเท่าตัว
• ปรับที่นอนและท่านอน ใช้หมอนรองระหว่างเข่าเมื่อนอนตะแคง เพื่อให้สะโพกไม่บิดตัวตลอดคืน
• ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อก้นอย่างสม่ำเสมอ เพราะกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ช่วยกระจายแรงกดออกจากข้อสะโพก
• ถ้าเริ่มรู้สึกตึง ๆ หรือปวดเป็นระยะ อย่ารอให้เจ็บมากแล้วค่อยมาตรวจ การตรวจเร็วช่วยให้รักษาได้ง่ายกว่าเสมอ
"ปวดสะโพกร้าวลงขา ต่า
ทั้งสองอาการร้าวลงขาได้เหมือนกัน แต่ต้นทางต่างกัน ข้อสะโพกเสื่อมมักร้าวไปที่ขาหนีบและต้นขาด้านหน้า ไม่มักลงถึงเท้า และเจ็บมากขึ้นเมื่อหมุนข้อสะโพก เส้นไซอาติกถูกกดมักร้าวตามแนวด้านหลังของขา ลงถึงน่องหรือเท้า บางรายมีอาการชาหรือรู้สึกเหมือนไฟช็อต แพทย์แยกได้จากการตรวจร่างกายและประวัติ ไม่ต้องเดาเอง
ปวดลักษณะนี้มักมาจากถุงน้ำรอบข้อสะโพกด้านนอกอักเสบ ลองวางหมอนแน่น ๆ ระหว่างเข่าเพื่อรักษาแนวสะโพก หลีกเลี่ยงนอนทับข้างที่ปวดในระยะแรก ถ้าปวดมากขึ้นหรือไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ควรมาตรวจ
ไม่ใช่ทุกราย การผ่าตัดพิจารณาเมื่อความเจ็บปวดและข้อจำกัดในชีวิตประจำวันมีมาก และการรักษาแบบอื่นไม่ได้ผลเพียงพอแล้ว ข้อสะโพกเสื่อมระยะต้นถึงปานกลางหลายรายดูแลได้ด้วยกายภาพบำบัดและการปรับพฤติกรรม โดยไม่ต้องผ่าตัด
ได้เช่นกัน แม้ข้อสะโพกเสื่อมพบมากในผู้สูงอายุ แต่ปวดสะโพกจากกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือถุงน้ำอักเสบ พบได้ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายหนักหรือนั่งโต๊ะนาน ๆ
ไม่จำเป็นเสมอไป แพทย์จะพิจารณาตามอาการและผลการตรวจร่างกาย บางรายใช้เพียงเอกซเรย์ธรรมดาหรืออัลตราซาวด์ก็วินิจฉัยได้ชัดเจน
• [1] ปวดสะโพกไม่ใช่เรื่องเดียว มีสาเหตุหลายแบบ และแต่ละแบบรักษาต่างกัน การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
• [2] อาการร้าวลงขาจากข้อสะโพกเสื่อมและจากเส้นประสาทถูกกดแยกได้จากการตรวจ ไม่ต้องเดาเอง และการรักษาต่างกันมาก
• [3] การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมไม่ใช่ทางเลือกแรกเสมอ ข้อสะโพกเสื่อมระยะต้นถึงปานกลางตอบสนองต่อกายภาพบำบัดและการปรับพฤติกรรมได้ดี
• [4] การนอนตะแคงแล้วปวดสะโพกด้านนอกมักมาจากถุงน้ำอักเสบ ซึ่งรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ถ้ารักษาตรงจุดตั้งแต่เนิ่น ๆ
• [5] คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ และความเจ็บปวดที่รู้สึกอยู่ทุกวันนั้น มีทางออกอยู่เสมอ — สิ่งสำคัญคือการหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน แล้วค่อยวางแผนร่วมกัน
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการปวดสะโพกมีสาเหตุหลายอย่างที่ต้องอาศัยการตรวจและประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
นัดปรึกษา ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ Line ID: @doctorkeng โทร: 081-5303666
#ปวดสะโพก #สะโพกเสื่อม #ปวดร้าวลงขา #เส้นประสาทไซอาติก #เปลี่ยนข้อสะโพก #กระดูกและข้อ #หมอเก่ง #กายภาพบำบัด #ปวดสะโพกนอนตะแคง #HipPain #HipOsteoarthritis #Sciatica #OrthopedicThailand
Q: ปวดสะโพกแล้วร้าวลงขาตลอดเลย แบบนี้คือข้อสะโพกเสื่อมใช่ไหมคะ? A: ไม่เสมอไปค่ะ อาการปวดสะโพกร้าวลงขาอาจเกิดจากข้อสะโพกเสื่อม หรืออาจเกิดจากเส้นประสาทถูกกดก็ได้ค่ะ Q: ถ้าปวดสะโพกแบบนี้ ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเลยไหมคะ? A: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีวิธีการรักษาอื่น ๆ ที่อาจช่วยได้ก่อนค่ะ Q: นอนตะแคงแล้วเจ็บสะโพกข้างเดียว อันตรายไหมคะ? A: อาการเจ็บสะโพกด้านนอกเวลานอนตะแคง อาจเกิดจากการอักเสบของถุงน้ำรอบข้อสะโพก ซึ่งอาจต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมค่ะ Q: เพื่อนบอกว่าเป็น "เส้นไซอาติก" แต่หมอบอกไม่ใช่ แบบนี้จะรักษาอย่างไรคะ? A: การวินิจฉัยสาเหตุของอาการปวดเป็นสิ่งสำคัญค่ะ การรักษาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าปวดจากโครงสร้างสะโพกเอง หรือจากเส้นประสาทถูกกดค่ะ Q: ปวดสะโพกแบบนี้ จะหายขาดได้ไหมคะ? A: ในหลายกรณี อาการปวดสะโพกสามารถจัดการได้ดีขึ้นด้วยการรักษาที่เหมาะสมค่ะ