
ทนปวดเข่ามา 3 ปี กินยาก็แค่ทุเลา ฉีดยาก็แค่ชั่วคราว จนวันหนึ่ง แค่เดินไปตลาดหน้าบ้านก็ทำไม่ได้แล้ว
เมื่อถึงเวลาที่ใช่ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคือการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย
ไม่ใช่เพราะขี้เกียจรักษา แต่เพราะกลัวคำว่า "ผ่าตัด" มาตลอด ผมเข้าใจความกลัวนั้น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่า คือการรอจนกระดูกเสียหายมากเกินจุดที่จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ในบทความนี้ ผมอยากเล่าให้ฟังอย่างตรงไปตรงมาว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคืออะไร เมื่อไหร่ที่มันคือคำตอบที่ถูกต้อง และชีวิตหลังผ่าตัดเป็นอย่างไร
คนไข้รายหนึ่ง ผู้หญิงอายุ 68 ปี เคยเป็นครูสอนดนตรีที่เดินสอนนักเรียนได้ทั้งวัน ขึ้นลงบันไดห้องเรียนโดยไม่คิดอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งเข่าซ้ายเริ่มปวดเวลาขึ้นบันได
ผ่านไป 2 ปี ยาแก้ปวดกลายเป็นของชิดมือ การฉีดยาให้ผลเพียงไม่กี่เดือน เธอเริ่มปฏิเสธงานที่ต้องขึ้นชั้นสอง จนสุดท้ายขอย้ายมาสอนชั้นล่างทั้งหมด วันที่เธอมาพบผม เธอบอกว่า "หมอ ฉันยังไม่อยากผ่าตัด"
ลองนึกภาพข้อเข่าเหมือนกับบานพับประตูเก่า ข้างในมีผ้าบุนวมคอยรองกันกระแทกระหว่างกระดูก 2 ชิ้น ผ้าบุนวมนั้นคือ "กระดูกอ่อน" ซึ่งมีหน้าที่รับแรงกระแทกทุกก้าวที่เราเดิน
เมื่ออายุมากขึ้น หรือน้ำหนักเกิน หรือข้อเข่าได้รับบาดเจ็บซ้ำๆ ร่างกายจะหลั่งสารอักเสบ ที่เรียกว่า อินเตอร์ลิวคิน-1 และ ทีเอ็นเอฟ-แอลฟา สารเหล่านี้ไปกระตุ้นเซลล์กระดูกอ่อนให้ผลิตเอนไซม์ทำลายตัวเอง ชั้นกระดูกอ่อนก็ค่อยๆ บางลง แตก และหายไป
เมื่อกระดูกอ่อนสึกจนเหลือน้อย กระดูก 2 ชิ้นก็เริ่มขัดกัน ทำให้ปวดมาก ข้อบวม และงอตรงได้ยาก ร่างกายพยายามซ่อมแซมโดยสร้างกระดูกงอก แต่กลับทำให้ข้อแข็งและเจ็บมากขึ้น ถ้าปล่อยไปนาน กระดูกที่อยู่ใต้กระดูกอ่อนก็เริ่มเสียรูป เข่าเริ่มโก่งออกด้านนอกหรือโก่งเข้าด้านใน
นั่นคือจุดที่ยาและการฉีดยาไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกต่อไป เพราะไม่มีกระดูกอ่อนเหลือให้ซ่อมแล้ว
โรคเข่าเสื่อม (ข้อเข่าเสื่อม) เป็นภาวะที่กระดูกอ่อนภายในข้อเข่าสึกหรอลงตามกาลเวลา พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ แต่ก็พบได้ในคนที่น้ำหนักเกินหรือมีประวัติบาดเจ็บข้อเข่ามาก่อน ข้อมูลจากการศึกษาระดับโลกพบว่าในปี 2564 มีผู้ป่วยเข่าเสื่อมทั่วโลกมากกว่า 374 ล้านคน และตัวเลขนี้ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อาการที่พบบ่อยได้แก่ ปวดเข่าเวลาขึ้นบันไดหรือยืนนาน ข้อเข่าฝืด โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน เสียงดังในข้อเวลางอหรือเหยียด เข่าบวมเป็นครั้งคราว และขาโก่งผิดรูป ในรายที่เป็นมากขึ้น แค่เดินระยะสั้นก็ปวด หรือปวดแม้แต่ขณะนั่งพักหรือนอน
อาการเหล่านี้มักค่อยๆ แย่ลงทีละน้อย จนหลายคนรู้สึกตัวเมื่อชีวิตประจำวันถูกจำกัดไปมากแล้ว
• อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพเร็วขึ้นตามอายุ
• น้ำหนักเกินมาตรฐาน ทุกน้ำหนักที่เพิ่ม 1 กิโลกรัม แรงกดที่ข้อเข่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าเวลาเดิน
• เคยได้รับบาดเจ็บข้อเข่า เช่น เอ็นไขว้หน้าฉีก หรือหมอนรองข้อเข่าฉีกขาด
• ทำงานหรือทำกิจกรรมที่ต้องงอเข่าซ้ำๆ เป็นเวลานาน เช่น ยกของหนัก นั่งยองๆ บ่อย
• มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเข่าเสื่อม
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติอาการอย่างละเอียด ตามด้วยการตรวจร่างกาย ดูช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ ความมั่นคงของเอ็น ตำแหน่งที่กดเจ็บ และลักษณะการเดิน
จากนั้นถ่ายภาพเอกซเรย์ขณะยืนลงน้ำหนัก เพื่อดูช่องว่างระหว่างกระดูกและระดับความสึกหรอ บางรายอาจต้องทำการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูเนื้อเยื่อรอบข้อ หรือทำการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อประเมินกระดูกอ่อน เอ็น และหมอนรองข้อเข่าอย่างละเอียด
ข้อมูลจากทุกขั้นตอนรวมกันจะช่วยระบุได้ว่า ระดับความเสียหายอยู่ในขั้นไหน และควรรักษาด้วยวิธีใด
แนวทางการรักษา — จากเบาไปหนัก และเมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง
สำหรับเข่าเสื่อมในระยะแรกถึงระยะกลาง แนวทางแรกคือการดูแลแบบไม่ผ่าตัด ได้แก่ การลดน้ำหนัก การกายภาพบำบัดเพื่อเสริมกล้ามเนื้อรอบเข่า การใช้ยาลดปวดและยาลดการอักเสบ รวมถึงการฉีดสารหล่อลื่นหรือสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า วิธีเหล่านี้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้มากในหลายคน
แต่เมื่อเข่าเสื่อมถึงระยะที่กระดูกอ่อนสึกหายเกือบหมด อาการปวดรุนแรงและต่อเนื่องจนรบกวนชีวิตประจำวัน ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่นมาอย่างเหมาะสมแล้ว — การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า คือคำตอบที่ถูกต้องและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน
แนวทางปี 2566 จาก สมาคมแพทย์โรคข้อสหรัฐอเมริกาและสมาคมผ่าตัดสะโพกและเข่า (ACR/AAHKS) ระบุชัดเจนว่า ผู้ป่วยที่มีเข่าเสื่อมระดับปานกลางถึงรุนแรง ปวดมาก และเคยลองรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสมแล้วแต่ไม่ได้ผล ควรได้รับการผ่าตัดโดยไม่ชักช้า เพราะการรอนานขึ้นไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคือการเอาส่วนกระดูกที่สึกหรอออก แล้วใส่ข้อเทียมที่ทำจากโลหะและพลาสติกพิเศษแทน เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติ และหมดปวดอย่างถาวร
ผลลัพธ์ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าถือว่าดีมากในภาพรวม ผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกปวดน้อยลงอย่างชัดเจนภายในไม่กี่สัปดาห์หลังผ่าตัด และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติภายใน 3 ถึง 6 เดือน
ด้านความคงทนของข้อเทียม การศึกษาในวารสาร Lancet ที่รวบรวมข้อมูลจากทั่วโลกพบว่า ข้อเทียมเข่าทำงานได้ดีในประมาณ 91% ที่ 10 ปี และ 82% ที่ 25 ปีหลังผ่าตัด ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำตลอดชีวิต
ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักตัว ระดับกิจกรรม และการทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดอย่างสม่ำเสมอ
เข่าเสื่อมที่ปล่อยไว้นานโดยไม่รักษาอย่างเหมาะสม มักมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ กระดูกสูญเสียรูปทรงมากขึ้น ขาโก่งผิดปกติ และกล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรงลงจากการไม่ได้ใช้งาน สิ่งเหล่านี้ทำให้การผ่าตัดยากขึ้นและผลลัพธ์อาจไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ ความเจ็บปวดเรื้อรังยังส่งผลต่อสุขภาพจิต การนอน และคุณภาพชีวิตโดยรวม
• ก่อนผ่าตัด — ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาด้วยการออกกำลังกายที่แนะนำ และแจ้งแพทย์เรื่องยาที่กินอยู่ทั้งหมด โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด
• หลังผ่าตัด — เริ่มกายภาพบำบัดตั้งแต่วันแรกหรือวันที่สอง เพื่อฝึกการเดินและงอเหยียดเข่า ซึ่งสำคัญมากต่อผลลัพธ์ระยะยาว
• หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระแทกข้อเทียมรุนแรง เช่น วิ่ง กระโดด กีฬาที่ต้องหมุนตัวเร็ว
• ไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อติดตามสภาพข้อเทียมในระยะยาว
• ดูแลสุขภาพโดยรวม ควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตถ้ามี เพราะส่งผลต่อการหายของแผลและความเสี่ยงติดเชื้อ
• ผ่าตัดแล้วปวดมากไหม? หลังผ่าตัดมีความเจ็บปวดในช่วงแรก แต่ปัจจุบันมีการจัดการความปวดแบบหลายวิธีร่วมกัน ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทนได้และลุกเดินได้ภายในวันแรก ความปวดจะค่อยๆ ดีขึ้นในแต่ละสัปดาห์
• อายุ 75 ปี ผ่าตัดได้ไหม? อายุไม่ใช่ข้อห้ามหลัก แพทย์จะประเมินสุขภาพโดยรวม ภาวะโรคร่วม และความพร้อมของร่างกาย ผู้สูงอายุที่สุขภาพดีสามารถผ่าตัดได้และมีผลลัพธ์ที่ดี
• ต้องนอนโรงพยาบาลนานแค่ไหน? โดยทั่วไป 2 ถึง 3 วัน บางกรณีในโปรแกรมฟื้นฟูเร็วอาจกลับบ้านได้ใน 1 ถึง 2 วัน
• ข้อเทียมอยู่ได้กี่ปี? ข้อมูลจาก Lancet ระบุว่าประมาณ 82% ของข้อเทียมเข่ายังทำงานได้ดีที่ 25 ปีหลังผ่าตัด
• หลังผ่าตัดกลับไปออกกำลังกายได้ไหม? ได้ โดยแนะนำกิจกรรมแรงกระแทกต่ำ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดิน กอล์ฟ แต่ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องหมุนตัวหรือกระโดดรุนแรง
ถ้ามีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ปวดเข่าเรื้อรังและยังลังเลว่าจะทำอะไรดี — ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ
• เข่าเสื่อมระยะแรกถึงกลาง รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการลดน้ำหนัก กายภาพ และยา
• เมื่อกระดูกอ่อนสึกหายเกือบหมด ปวดรุนแรงและรบกวนชีวิต การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคือทางเลือกที่มีหลักฐานรองรับชัดเจน
• แนวทางสากลปี 2566 แนะนำไม่ชักช้าในการผ่าตัด เมื่อผ่านการรักษาอื่นอย่างเหมาะสมแล้ว
• ข้อเทียมมีอายุการใช้งานยาวนาน โดยส่วนใหญ่ทำงานได้ดีมากกว่า 20 ปี
• กายภาพบำบัดหลังผ่าตัดคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผลลัพธ์ระยะยาว
การรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาที่ถูกต้องกับอาการของคุณ ไม่ใช่การรักษาที่ดูเบาที่สุดหรือหนักที่สุด ผมดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นคนไข้กลับมาเดินได้ดีหลังผ่าตัด เพราะนั่นคือการคืนชีวิตให้เขา ไม่ใช่แค่การซ่อมข้อเข่า
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666
#เข่าเสื่อม #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า #ข้อเข่าเทียม #ปวดเข่า #กระดูกและข้อ #หมอเก่ง #ออร์โธปิดิกส์ #TotalKneeReplacement #สุขภาพข้อเข่า #ผู้สูงอายุ
Q: ปวดเข่ามานาน ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเลยไหม? A: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอาจเป็นทางเลือกหนึ่งเมื่อการรักษาอื่นๆ ไม่ได้ผล และอาการปวดส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก Q: ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแล้วจะหายปวดถาวรเลยไหม? A: การผ่าตัดช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นในหลายกรณี แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล Q: ถ้ากระดูกอ่อนสึกไปเยอะแล้ว ยังมีโอกาสรักษาด้วยวิธีอื่นได้ไหม? A: ในกรณีที่กระดูกอ่อนสึกหรอมาก การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดเพื่อฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่า Q: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอันตรายไหม? A: การผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยง แต่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าถือเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างปลอดภัย และมีอัตราความสำเร็จสูงเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ