
หวีผมข้างซ้ายแล้วแขนล้า ต้องเอามืออีกข้างมาช่วยพยุง
คุณสมชาย วัย 52 ปี เป็นช่างซ่อมรถ เริ่มจากปวดต้นคอตื้อๆ นึกว่านอนตกหมอน
ผ่านไปไม่กี่วัน ความปวดเริ่มวิ่งลงไปที่ไหล่ ต้นแขน แล้วลามถึงปลายนิ้ว มีอาการชาแปลบๆ เหมือนไฟช็อตเป็นพักๆ
กลางคืนนอนไม่หลับ เพราะขยับคอท่าไหนก็เจ็บ เขาคิดในใจว่า "หรือเส้นเลือดในสมองจะมีปัญหา"
บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่าอาการแบบนี้เกิดจากอะไร ทำไมความผิดปกติเล็กๆ ที่คอถึงส่งผลถึงปลายมือ และเมื่อไหร่ที่ยังรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ เมื่อไหร่ที่สัญญาณบอกว่าต้องรีบพบแพทย์
อาการปวดต้นคอที่ร้าวลงแขนและชาถึงปลายนิ้วแบบนี้ ในทางการแพทย์เรียกว่า "ภาวะรากประสาทคอถูกกดทับ" (cervical radiculopathy) ครับ
หลายคนไม่รู้มาก่อนเลยว่า อาการที่แขนและมือ จริงๆ แล้วต้นเหตุอาจอยู่ที่ "คอ" ไม่ใช่ที่แขน และหลายคนก็ไม่รู้ว่ายังมีทางเลือกในการรักษาอีกหลายขั้น ก่อนจะไปถึงการผ่าตัด
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่ากระดูกคอของเราเป็นเหมือนข้อต่อที่วางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ระหว่างกระดูกแต่ละข้อมี "หมอนรองกระดูก" ทำหน้าที่เหมือนเบาะรองรับแรงกระแทก และมีรูเล็กๆ ด้านข้างเป็นทางออกของเส้นประสาทที่วิ่งไปเลี้ยงแขนและมือ
พอเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานคอหนักมานาน หมอนรองกระดูกจะเริ่มเสื่อมและแบนลง ทำให้ช่องว่างระหว่างกระดูกแคบลง ร่างกายจึงพยายามซ่อมแซมด้วยการสร้าง "กระดูกงอก" (osteophyte) ขึ้นมาตามขอบกระดูก
ปัญหาคือ กระดูกงอกชิ้นเล็กๆ นี้ บางครั้งไปงอกตรงรูทางออกของเส้นประสาทพอดี เมื่อรูแคบลง เส้นประสาทที่เคยวิ่งผ่านสบายๆ ก็ถูกเบียดและระคายเคือง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมความผิดปกติเล็กๆ ที่คอ ถึงทำให้รู้สึกปวด ชา หรืออ่อนแรงไปไกลถึงปลายมือได้ เพราะเส้นประสาทเส้นนั้นมันทอดยาวจากคอไปจนสุดปลายนิ้วนั่นเองครับ
เส้นประสาทที่ออกจากกระดูกคอแต่ละระดับ จะไปเลี้ยงผิวหนังและกล้ามเนื้อแขนคนละบริเวณกัน เพราะฉะนั้น "ตำแหน่งที่ชา" จึงช่วยบอกคุณหมอได้ว่าเส้นประสาทเส้นไหนถูกกดทับ
ตัวอย่างเช่น ถ้าชาบริเวณนิ้วโป้งและนิ้วชี้ มักเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทระดับหนึ่ง ถ้าชานิ้วกลาง ก็มักเป็นอีกระดับหนึ่ง คุณหมอจึงให้ความสำคัญกับการถามว่า "ชาตรงไหนกันแน่"
ปวดต้นคอ แล้วร้าวลงไปที่สะบัก ไหล่ ต้นแขน จนถึงมือ มักเป็นข้างเดียว
ชา หรือรู้สึกซ่าๆ เหมือนเข็มทิ่ม ตามแนวที่เส้นประสาทเลี้ยง
อาการมักแย่ลงเวลาแหงนคอ เอียงคอไปข้างที่ปวด หรือไอจาม
บางคนเริ่มมีอาการอ่อนแรง เช่น กำมือไม่แน่น ยกแขนได้ไม่สุด
[1] อายุที่มากขึ้น เพราะหมอนรองกระดูกและข้อต่อเสื่อมตามวัย พบบ่อยในช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป
[2] การใช้งานคอซ้ำๆ หรือก้มเงยคอนานๆ เช่น ก้มดูมือถือ ทำงานหน้าจอ งานที่ต้องแหงนคอบ่อย
[4] การสูบบุหรี่ ซึ่งเร่งให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น
การวินิจฉัยที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการเอกซเรย์ทันที แต่เริ่มจากการพูดคุยและตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนครับ
[1] ซักประวัติ คุณหมอจะถามว่าเริ่มปวดอย่างไร ร้าวไปทางไหน ชาตรงไหน ท่าไหนที่ทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญมาก
[2] ตรวจร่างกาย ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อแขน การรับความรู้สึก และรีเฟล็กซ์ มีท่าทดสอบเฉพาะ เช่น การกดศีรษะเอียงไปด้านที่ปวด เพื่อดูว่าอาการร้าวลงแขนถูกกระตุ้นหรือไม่ ท่านี้ช่วยยืนยันโรคได้ค่อนข้างแม่นยำ
[3] อัลตราซาวด์ (Ultrasound) มีบทบาทช่วยดูเส้นเอ็นและเส้นประสาทบางส่วนที่แขน และใช้นำทางเข็มเวลาฉีดยา แต่ไม่สามารถมองเห็นรากประสาทที่อยู่ลึกในคอได้ทั้งหมด
[4] เอกซเรย์ (X-ray) ช่วยดูช่องว่างระหว่างกระดูกที่แคบลง และกระดูกงอก อย่างในกรณีนี้ที่พบกระดูกงอกบริเวณกระดูกคอข้อที่ 5 ต่อข้อที่ 6
[5] เอ็มอาร์ไอ (MRI) เป็นการตรวจที่เห็นรายละเอียดของเส้นประสาทและหมอนรองกระดูกได้ชัดที่สุด มักใช้เมื่ออาการไม่ดีขึ้น มีอาการอ่อนแรง หรือกำลังพิจารณาการผ่าตัด
ข่าวดีคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นได้เองด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรักษาจึงเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อนเสมอครับ
สิ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนคือ เป้าหมายของการรักษาในช่วงแรกไม่ใช่การรีบผ่าตัด แต่คือการลดการอักเสบและลดแรงกดที่เส้นประสาท เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาฟื้นตัวเอง
ขั้นแรก คือการปรับพฤติกรรมและพักการใช้งานคอที่กระตุ้นอาการ หลีกเลี่ยงการก้มเงยคอนานๆ จัดท่านั่งท่านอนให้เหมาะสม
ขั้นที่สอง คือการใช้ยาลดปวดลดอักเสบตามที่แพทย์สั่ง ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อในบางราย
ขั้นที่สาม คือการทำกายภาพบำบัด ทั้งการบริหารกล้ามเนื้อคอ การยืดเหยียด และการดึงคอ ซึ่งช่วยได้มากในหลายราย
ขั้นที่สี่ ในรายที่ปวดมากและไม่ตอบสนองต่อวิธีข้างต้น แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงเส้นประสาทคอภายใต้เครื่องนำทางภาพ (image-guided cervical epidural steroid injection) เพื่อลดการอักเสบตรงจุด การฉีดบริเวณคอเป็นหัตถการที่ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางและใช้เครื่องนำทางภาพที่เหมาะสม เพราะบริเวณคอมีเส้นเลือดสำคัญอยู่ใกล้
ขั้นสุดท้าย คือการผ่าตัด ซึ่งจะพิจารณาเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น ไม่ใช่ทางเลือกแรก
การดูแลคอให้แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อให้เรายังทำงานและดูแลคนที่เรารักได้อย่างที่เคยทำครับ
นี่คือคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุด และคำตอบโดยรวมค่อนข้างให้กำลังใจครับ
ผู้ป่วยภาวะรากประสาทคอถูกกดทับส่วนใหญ่ มีแนวโน้มอาการดีขึ้นได้เองด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือนแรก
แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ การฟื้นตัวเต็มที่อาจใช้เวลานานเป็นเดือนหรือเป็นปี และอาการชาบางส่วนอาจค่อยๆ ดีขึ้นช้ากว่าอาการปวด
ปัจจัยที่ช่วยให้พยากรณ์โรคดี เช่น มาพบแพทย์ตั้งแต่อาการยังเป็นไม่นาน ส่วนปัจจัยที่ทำให้ฟื้นตัวช้าลง เช่น ปล่อยให้อาการเรื้อรังนานก่อนมารักษา หรือมีอาการปวดรุนแรงตั้งแต่แรก
อาการนี้อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ในบางคน โดยเฉพาะถ้ายังมีพฤติกรรมเสี่ยงเดิม การดูแลต่อเนื่องจึงสำคัญ
ในกรณีส่วนใหญ่ที่อาการไม่รุนแรง การรอดูอาการระยะหนึ่งไม่ได้อันตราย แต่มีบางสถานการณ์ที่ไม่ควรปล่อยไว้ครับ
ถ้าเส้นประสาทถูกกดทับต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น และในบางรายอาการชาหรืออ่อนแรงอาจฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่แม้รักษาภายหลัง
นอกจากนี้ อาการปวดเรื้อรังยังส่งผลต่อการนอน การทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวม
สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ แขนหรือมืออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เดินเซ ทรงตัวลำบาก หรือมีปัญหาการควบคุมการขับถ่าย เหล่านี้เป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน
[1] จัดท่าทางให้เหมาะสม ทั้งตอนนั่งทำงาน ใช้มือถือ และตอนนอน ไม่ก้มคอนานเกินไป
[2] พักคอเป็นระยะ ถ้าต้องทำงานหน้าจอนานๆ ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก 30 ถึง 60 นาที
[4] เลือกหมอนที่รองรับคอได้พอดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป
[1] ปวดคอร้าวลงแขนต้องผ่าตัดทุกคนไหม
ไม่ครับ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การผ่าตัดพิจารณาเฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น
กระดูกงอกที่ไม่ได้กดเส้นประสาทจนเกิดอาการ มักไม่จำเป็นต้องทำอะไร การรักษามุ่งที่อาการและการกดทับ ไม่ใช่ที่ตัวกระดูกงอกเสมอไป
อาการชามักค่อยๆ ดีขึ้น แต่บางครั้งฟื้นตัวช้ากว่าอาการปวด และในรายที่ถูกกดทับนาน อาจหายไม่เต็มที่ จึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน
การดัดหรือกดคอแรงๆ โดยไม่ได้ประเมินก่อน อาจทำให้อาการแย่ลงได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่ได้รับการฝึกมาก่อน
ในช่วงปวดมากควรพักก่อน เมื่ออาการดีขึ้นจึงค่อยๆ เริ่มบริหารตามคำแนะนำ การออกกำลังที่ถูกวิธีช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้
[1] อาการปวดคอร้าวลงแขนและชาปลายนิ้ว ต้นเหตุมักอยู่ที่คอ จากเส้นประสาทถูกกดทับ ไม่ใช่ที่แขน
[2] สาเหตุที่พบบ่อยคือความเสื่อมตามวัย หมอนรองกระดูกแบนลงและมีกระดูกงอกไปเบียดเส้นประสาท
[3] ผู้ป่วยส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การผ่าตัดพิจารณาเฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้
[4] สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ คือ อ่อนแรงมากขึ้น เดินเซ หรือควบคุมการขับถ่ายลำบาก
[5] สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน คุณไม่ได้เผชิญกับอาการนี้คนเดียว และมีทางเลือกในการดูแลมากกว่าที่คิด
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
#ปวดคอ #ปวดคอร้าวลงแขน #มือชา #รากประสาทคอ #กระดูกคอเสื่อม #กระดูกงอก #ปวดต้นคอ #ชาปลายนิ้ว #ปวดคอเรื้อรัง #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #CervicalRadiculopathy #NeckPain #CervicalSpondylosis #PinchedNerve #SpineHealth
Q: ปวดคอแล้วแขนชา เป็นเพราะกระดูกคอจริงๆ เหรอคะ? A: ใช่ครับ ในหลายกรณี อาการปวดและชาที่แขนเกิดจากการกดทับเส้นประสาทที่ต้นคอ
Q: กระดูกงอกนิดเดียว จะทำให้แขนชาได้ยังไงคะ? A: กระดูกงอกเพียงเล็กน้อยก็อาจไปเบียดเส้นประสาทที่วิ่งออกจากกระดูกคอ ทำให้เกิดอาการชาได้ครับ
Q: ถ้ามีอาการแบบนี้ ต้องผ่าตัดเลยไหมคะ? A: ไม่เสมอไปครับ การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอาการของผู้ป่วย ซึ่งอาจเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน
Q: ทำไมชาคนละนิ้ว อาการถึงไม่เหมือนกันคะ? A: เส้นประสาทแต่ละเส้นที่ออกจากคอจะไปเลี้ยงแขนและมือคนละส่วนกัน ตำแหน่งที่ชาจึงช่วยบอกได้ว่าเส้นประสาทส่วนไหนถูกกดทับครับ
Q: มีวิธีป้องกันไม่ให้กระดูกคอเสื่อมและงอกไหมคะ? A: การปรับท่าทาง การออกกำลังกายที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง อาจช่วยชะลอความเสื่อมได้ครับ